“ไม่รู้ว่าด้วยพลังที่แท้จริงของข้าในยามนี้ จะสามารถฝ่าทะลวงมิติในค่ายกลิญญาฟ้าได้สักกี่ชั้นกัน”
เยี่ยเฉินเฟิงยืนอยู่ท่ามกลางนรกเพลิงกัลป์ สายตาทอดมองลาวาเดือดปุดๆ และทะเลเพลิงสุดลูกหูลูกตา ร่างกายแผ่ซ่านจิติญญาการสู้รบอันแรงกล้าออกมา
“ตู้ม!”
ใต้ฝ่าเท้าของเยี่ยเฉินเฟิงเกิดเสียงกัมปนาทขึ้น ร่างของเขาพุ่งออกไปราวกับลูกธนูที่ยิงออกจากคันศร บุกฝ่าเข้าไปในนรกเพลิงกัลป์ เหยียบย่ำลงไปทางเดินหินคดเคี้ยวที่ร้อนระอุแล้วทะยานเข้าไปยังส่วนลึกของนรกเพลิงกัลป์ด้วยความเร็วสูง
“ปัง ปัง ปัง...”
ชั่วพริบตาที่เยี่ยเฉินเฟิงบุกฝ่าเข้ามาภายในนรกเพลิงกัลป์ ลูกไฟร้อนระอุก็พุ่งทะยานออกมาจากทะเลลาวาเดือดปุด จู่โจมเข้าใส่เยี่ยเฉินเฟิง
ในตอนที่ลูกไฟร้อนระอุเ่าั้กำลังจะกลายร่างเป็เงาคน เยี่ยเฉินเฟิงก็วาดนิ้วขึ้นบนอากาศ ลำแสงดรรชนีราวก็พุ่งยิงออกไปราวกับแสงดาวพราวระยับ แทงทะลุลูกไฟแต่ละลูกจนแตกสลายหายไปในอากาศ
หลังจากบรรลุเขตแดนปรมาจารย์อสูรมายาระดับห้า มิติชั้นที่หนึ่งของค่ายกลิญญาฟ้าก็ไม่สามารถสร้างอันตรายใดใดต่อเขาได้อีก เยี่ยเฉินเฟิงเปรียบเสมือนคมดาบเงาวับที่จิตสังหารพุ่งทะยานฟ้า เข่นฆ่าสังหารศัตรูที่หลบซ่อนอยู่ในทะเลลาวาคนแล้วคนเล่าราวกับสายลมในสารทฤดูที่พัดกวาดใบไม้
ไม่ถึงหนึ่งก้านธูป เยี่ยเฉินเฟิงที่จิติญญาแห่งการสู้รบเต็มเปี่ยมก็สังหารศัตรูในมิติชั้นที่หนึ่งจนหมดเกลี้ยง ทำลายข่ายอาคมป้องกันแล้วเข้าไปภายในมิติชั้นที่สอง
พลังที่แท้จริงของศัตรูในมิติชั้นที่สองคล้ายจะเพิ่มสูงขึ้นมาอีกระดับ แต่ก็ยังไม่อาจสร้างความกดดันคุกคามต่อเยี่ยเฉินเฟิงได้อยู่ดี ลำแสงดรรชนีที่มีพลังเจาะทะลวงสุดแข็งแกร่งวาดตัดห้วงมิติอันร้อนระอุ เข่นฆ่าศัตรูระดับปรมาจารย์อสูรมายาระดับหนึ่งอย่างไม่หยุดยั้ง
เวลาเลยผ่านไปอีกหนึ่งก้านธูป เยี่ยเฉินเฟิงที่เหมือนอยู่ในดินแดนรกร้างไร้ซึ่งศัตรูเหลือรอดก็ก้าวเข้าไปสู่มิติชั้นที่สาม
ใช้เวลาเพียงสองก้านธูปก็สามารถฝ่าทะลวงมิติสองชั้นแรกของค่ายกลิญญาฟ้าได้ ช่างเป็การสังหารศัตรูที่น่าทึ่ง ความเร็วที่ใช้ในการฝ่าทะลวงก็น่าตื่นตระหนกเป็อย่างอย่างยิ่ง
“พวกเ้าคิดว่าระหว่างเยี่ยเฉินเฟิงกับเซินถูเหิง ใครจะเก่งกาจมากกว่า?”
ในขณะที่เยี่ยเฉินเฟิง หลินเข่อจู๋และเซินถูเหิงกำลังฝ่าทะลวงค่ายกลิญญาฟ้าอยู่นั้น บรรดาศิษย์ของสำนักฝึกยุทธ์อัคคี์ที่มารวมตัวกันอยู่ภายในโถงวิหารของค่ายกลก็พากันวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างสนุกปาก
“ข้าคิดว่าเซินถูเหิงน่าจะเก่งกาจกว่านะ เพราะอย่างไรเสียเขาก็เป็ถึงยอดฝีมือจอมพลอสูรโลการะดับหนึ่ง อีกอย่างข้าได้ยินมาว่าขาข้างหนึ่งของเขาก้าวเข้าเขตแดนจอมพลอสูรโลการะดับสองไปแล้ว อาจจะมีโอกาสทะลวงผ่านเขตแดนได้ตลอดเวลา”
“ถูกต้อง เยี่ยเฉินเฟิงเป็อัจฉริยะ แล้วเซินถูเหิงไม่ใช่อัจฉริยะหรืออย่างไร อีกอย่างพลังที่แท้จริงของพวกเขาทั้งสองคนก็ต่างชั้นกันมาก เยี่ยเฉินเฟิงไม่มีทางเอาชนะเซินถูเหิงได้หรอก”
“เซินถูเหิงร้ายกาจมากก็จริง แต่พวกเ้าคิดว่าเยี่ยเฉินเฟิงเป็พวกบ้าบิ่นทำอะไรไม่คิดหรือ? เข้ากล้าท้ารบกับเซินถูเหิงอย่างเปิดเผยขนาดนั้น ย่อมต้องมั่นใจว่าตัวเองจะชนะได้เต็มสิบส่วนอยู่แล้วล่ะ ข้าว่าสิบอันดับแรกของป้ายพลังยุทธ์อัคคี์คงถึงคราวเปลี่ยนต้องคน”
เวลาไหลผ่านไปอย่างเชื่องช้า ในขณะที่ศิษย์ทั้งหลายในสำนักฝึกยุทธ์อัคคี์กำลังคาดเดาผลคะแนนของพวกเยี่ยเฉินเฟิงกันอย่างคึกคักสนุกสนาน ป้ายพลังยุทธ์อัคคี์ก็พลันเปล่งแสงสีขาวออกมา
“เปลี่ยนแล้ว อันดับรายชื่อของเยี่ยเฉินเฟิงคนนั้นเปลี่ยนไปแล้ว สามสิบแปด สามสิบเจ็ด สามสิบหก...”
มองดูอันดับบนป้ายหยกของเยี่ยเฉินเฟิงที่เปลี่ยนแปลงอย่างไม่หยุดพักภายในระยะเวลาอันสั้น บรรดาศิษย์ของสำนักฝึกยุทธ์อัคคี์ก็ตื่นเต้นกันจนใจแทบหลุด ส่งเสียงอุทานด้วยความตื่นตะลึงออกมาเป็ครั้งคราว
“อันดับที่ยี่สิบเอ็ด เป็ไปได้อย่างไรกัน เ้าเดรัจฉานนั่นจะต้องใช้กลโกงแน่ๆ ยังไม่ถึงหนึ่งชั่วโมงเลยแท้ๆ ทำไมเขาถึงเก็บคะแนนสะสมได้มากมายถึงขนาดนั้นล่ะ”
ไม่เพียงแค่เซินถูเสวี่ยเท่านั้นที่สงสัยในผลคะแนนของเยี่ยเฉินเฟิง มีศิษย์อีกจำนวนไม่น้อยที่เกิดความสงสัยขึ้นในใจและพากันพูดคุยอย่างออกรส
“ฮึ หุบปากกันให้หมด”
ในขณะที่เสียงจ้อกแจ้กจอแจภายในโถงวิหารเริ่มจะดังขึ้นเรื่อยๆ น้ำเสียงดั่งสนั่นราวกับฟ้ากัมปนาทก็ดังขึ้น ผู้าุโถานและผู้าุโหลิวปรากฏตัวขึ้นด้วยใบหน้าเข้มงวดกวดขัน
“ผู้าุโถาน เ้าเยี่ยเฉินเฟิงนั่นใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งชั่วโมงแท้ๆ กลับเข่นฆ่าศัตรูจนขึ้นไปอยู่อันดับที่ยี่สิบเอ็ดได้ ข้าสงสัยว่าเขาจะใช้กลโกง” เซินถูเสวี่ยกล่าวฟ้อง
“กลโกง? ไหนเ้าบอกข้ามาสิ ในค่ายกลิญญาฟ้าเ้าจะโกงด้วยวิธีไหน?” ผู้าุโถานเอ่ยสอบถามเสียงเข้มงวด
“แล้วทำไมคะแนนของเขาถึงพุ่งขึ้นสูงได้รวดเร็วถึงเพียงนี้ล่ะ” เซินถูเสวี่ยกล่าวขึ้นอย่างไม่ยอมแพ้
“หากข้าคาดเดาไม่ผิดล่ะก็ เยี่ยเฉินเฟิงน่าจะสังหารศัตรูทั้งหมดได้ในเสี้ยวพริบตา ดังนั้นอันดับรายชื่อของเขาถึงได้เพิ่มสูงขึ้นไวขนาดนี้” ผู้าุโหลิวกล่าวขึ้นเสียงต่ำ
“สังหารศัตรูทั้งหมดได้ในเสี้ยวพริบตา”
ได้ยินคำพูดของผู้าุโหลิว เสียงเซ็งแซ่ภายในโถงวิหารก็พลันเงียบสงัด
“สังหารศัตรูได้ในเสี้ยววินาทีตลอดทางที่บุกฝ่าเข้าไป นี่มันใช่เื่ที่คนทำได้แน่หรือ?” บรรดาศิษย์ของสำนักฝึกยุทธ์อัคคี์เกิดความคิดเหมือนๆ กันขึ้นในหัว รู้สึกหมั่นไส้ต่อพลังที่แท้จริงของเยี่ยเฉินเฟิง
และในขณะนั้นเอง อันดับรายชื่อของเยี่ยเฉินเฟิงก็เปลี่ยนไปอีกครั้ง เขาขยับขึ้นไปเป็อันดับที่ยี่สิบ
แม้ว่าพลังที่แท้จริงของยี่สิบอันดับแรกจะยังห่างชั้นกับสิบอันดับแรกอยู่มหาศาล แต่เมื่อได้เห็นการเปลี่ยนแปลงลำดับอันน่าทึ่งของเยี่ยเฉินเฟิงแล้ว คนส่วนใหญ่ก็เกิดความคิดที่จะย้ายข้างขึ้นทันที โดยคิดว่าเยี่ยเฉินเฟิงจะเป็ฝ่ายที่อยู่เหนือกว่าเซินถูเหิง
แม้แต่เซินถูเสวี่ยเองก็ยังเกิดอาการกระวนกระวายใจขึ้นมาอย่างมาก หน้าผากมีเม็ดเหงื่อจำนวนมากผุดพราย
ในขณะที่เยี่ยเฉินเฟิงซึ่งต่อสู้ห้ำหั่นด้วยจิติญญาสู้รบสูงส่งและฝ่าไปจนถึงครึ่งทางของมิติชั้นที่ห้านั้น ก็ได้พบกับอุปสรรคขัดขวางขนาดใหญ่ จอมพลอสูรโลการะดับหนึ่งสี่คนได้ปรากฏกายขึ้นและล้อมวงจู่โจมเข้าใส่เขา
แม้ว่าจอมพลอสูรโลการะดับหนึ่งภายในค่ายกลิญญาฟ้าจะไม่ได้แข็งแกร่งมากนัก เทียบไม่ได้กับอัจฉริยะอย่างพวกเซินถูเหิงและเหยียนอวี่ แต่ก็สามารถสร้างความยุ่งยากให้เยี่ยเฉินเฟิงได้ไม่น้อยเลยทีเดียว
“อำนาจกระบี่!”
เมื่อการโจมตีถูกทั้งสี่คนร่วมมือกันต้านทานหยุดยั้งเอาไว้ เสียงตวัดกระบี่ดังแสบแก้วหูก็ดังขึ้นมาจากร่างกายของเยี่ยเฉินเฟิง
ครู่ต่อมา ลำแสงดาบเปล่งประกายวาบวับก็พรั่งพรูออกมา ลำแสงดาบแสนคมกริบเฉือนผ่านห้วงมิติอันร้อนระอุ
“ฉัวะ!”
เสียงคล้ายผ้าถูกฉีกขาดดังขึ้น ยอดฝีมือจอมพลอสูรโลการะดับหนึ่งทั้งสี่คนถูกอำนาจกระบี่ของเยี่ยเฉินเฟิงเฉือนคอขาด ร่างกายอ่อนยวบล้มลงกับพื้น สลายหายไปเหลือไว้เพียงความว่างเปล่า
หลังจากใช้อำนาจกระบี่สังหารทั้งสี่คนแล้ว เยี่ยเฉินเฟิงก็ไม่ได้ลดความเร็วลง ยังคงพุ่งทะยานไปยังจุดสิ้นสุดของมิติชั้นที่ห้า
เมื่ออำนาจกระบี่ไร้เทียมทานถูกฟาดฟันออกไป ศัตรูในมิติชั้นที่ห้าก็ยังไม่สามารถขัดขวางเยี่ยเฉินเฟิงที่ก้าวทะยานไปด้านหน้าอย่างรวดเร็วได้ ในขณะที่เขาสังหารศัตรูตลอดทางไปจนถึงจุดสิ้นสุดมิติชั้นที่ห้าได้นั้น เขาก็สะสมคะแนนได้เกินหนึ่งหมื่นแต้มและขยับขึ้นสู่สิบอันดับที่สิบเอ็ด
อยู่ห่างจากสิบอันดับแรกอีกเพียงแค่รายชื่อเดียวเท่านั้น
พวกวิปริต อสูรกาย สัตว์ประหลาด อะไรก็ได้แต่ไม่ใช่คน...
เมื่อได้เห็นลำดับสุดตื่นตระหนกของเยี่ยเฉินเฟิง บรรดาศิษย์ของสำนักฝึกยุทธ์อัคคี์ภายในโถงวิหารของค่ายกลิญญาฟ้าต่างก็ตัวชาวาบ พวกเขาไม่รู้แล้วว่าควรจะเรียกเยี่ยเฉินเฟิงว่าเป็ตัวอะไรดี
“ฟู่ ในที่สุดก็เข้ามาถึงมิติชั้นที่หกสักที ไม่รู้ว่าคะแนนสะสมของข้าตอนนี้จะอยู่ที่อันดับไหนแล้ว” เยี่ยเฉินเฟิงใช้หมัดชกข่ายอาคมป้องกันจนแตกกระจาย ก่อนจะเข้ามาภายในมิติชั้นที่หกของค่ายกลิญญาฟ้า
“ร้อนชะมัด อุณหภูมิที่นี่สูงสุดๆ ไปเลย”
เยี่ยเฉินเฟิงพบว่ามิติชั้นที่หกก็ยังคงเป็เตาเพลิงผลาญขนาดใหญ่ เปลวไฟคุกรุ่นแผดเผาไปทั่วทั้งมิติ
“หือ จอมพลอสูรโลการะดับสองเจ็ดคน”
ในขณะที่เยี่ยเฉินเฟิงโคจรเทพดาราหกชีพจร เสริมสร้างความแข็งแกร่งของร่างกายเพื่อต้านทานคลื่นความร้อนที่ถาโถมอยู่ในห้วงอากาศนั้น เขาก็พบว่าท่ามกลางคลื่นความร้อนคุกรุ่นเ่าั้ มียอดฝีมือซึ่งแผ่กลิ่นอายน่าสะพรึงกลัวปรากฏตัวขึ้นเจ็ดคน
และดูจากกลิ่นอายที่แผ่ซ่านออกมาจากทั้งเจ็ดคนนั้น พวกเขาทุกคนล้วนเป็ยอดฝีมือจอมพลอสูรโลการะดับสองทั้งสิ้น
เมื่อเผชิญหน้ากับจอมพลอสูรโลการะดับสองเจ็ดคนพร้อมกัน ความยากในการสู้รบก็ปรากฏให้เห็นอย่างเด่นชัด ทว่าเยี่ยเฉินเฟิงก็ไม่ได้ถอยหนีแต่อย่างใด เขาแตะถุงเอกภพเบาๆ หนึ่งคราแล้วหยิบกระบี่หักปริศนาด้ามนั้นออกมา ก้าวย่างเคลื่อนย้ายเงาพราย แปรลักษณ์เป็ร่างเงาพุ่งออกไปสังหารด้วยความเร็วสูง
