พอทั้งสองคนแสดงความรักกัน หวาชิงเสวี่ยก็รู้สึกเหมือนกลายเป็เสาไฟฟ้า [1] ที่นั่งอยู่ข้างๆ จึงหลุดหัวเราะออกมา
หลูเจิ้งชิงรู้สึกเขินอายเล็กน้อย หันไปยิ้มให้เพื่อขอโทษหวาชิงเสวี่ย แล้วกล่าวว่า “นางถูกเลี้ยงดูมาอย่างดีั้แ่เล็กๆ พอคิดว่านางจะต้องตั้งครรภ์ ข้าเลยอดไม่ได้ที่จะกลัวน่ะ”
หากคนอื่นรู้ว่าหลูเจิ้งชิงกังวลใจมากเพียงนี้ คงจะคิดว่าเขาทำเื่เล็กให้เป็เื่ใหญ่ การเป็มารดาเป็สิ่งที่สตรีทุกคนต้องเผชิญ สตรีในโลกนี้ก็ไม่ใช่ว่าทุกคนต้องผ่านประสบการณ์เช่นนี้หรือ?
หวาชิงเสวี่ยกลับเข้าใจเหตุผลนี้ดี นั่นก็เพราะหลูเจิ้งชิงเป็หมอ เขาจึงรู้ดีกว่าใครๆ ว่าสภาพการคลอดบุตรที่นี่นั้นล้าหลังเพียงใด หากเป็คนยุคปัจจุบันคงไม่สามารถยอมรับสภาพแวดล้อมการตั้งครรภ์ที่ไม่มีการตรวจสุขภาพครรภ์ ไม่มีการตรวจคัดกรองความพิการ และไม่มีการทำอัลตราซาวนด์ รวมถึงการตรวจอื่นๆ ได้
หวาชิงเสวี่ยคิดถึงตัวเอง หากต้องคลอดลูกในยุคโบราณ...
รู้สึกแปลกจริงๆ นั่นแหละ
หลัวมู่อวี่หน้าแดง กล่าวว่า “การคลอดลูกมีอะไรน่ากลัว ข้ายังไม่กลัวเลย มีแต่ท่านที่กังวลอยู่ได้”
หลูเจิ้งชิงส่ายหน้า มองภรรยาด้วยรอยยิ้มไม่คล้ายยิ้ม “ผู้ไม่รู้ย่อมไม่กลัว”
หวาชิงเสวี่ย: “...” สองคนนี้เริ่มแสดงความรักกันอีกแล้ว
หลัวมู่อวี่มีนิสัยหัวโบราณ ไม่ค่อยคุ้นเคยกับนิสัยของสามีที่ไม่กลัวการแสดงความรักต่อหน้าคนอื่น นางดันหลูเจิ้งชิงเบาๆ เตือนว่า “ท่านไม่ได้บอกว่ามีของจะให้แม่นางหวาดูหรือ?”
“อ้อ ใช่” หลูเจิ้งชิงยกยิ้ม “ตอนเข้ามาได้ยินพวกเ้าคุยกันเื่การอยู่ไฟ ข้าก็เลยลืมไปเลย”
กล่าวจบ ก็ส่งขวดกระเบื้องเล็กๆ ในมือให้หวาชิงเสวี่ย พร้อมกับแสดงท่าทางภูมิใจเล็กน้อย “ตอนเรียนเคยได้ยินอาจารย์พูดว่า สามารถนำสมุนไพรมาปรุงยาชาได้ แต่ว่าจำตำรับได้ไม่หมด หลายปีมานี้ข้าศึกษาเื่การปรุงยาชามาโดยตลอด ่นี้ก็พอได้ผลบ้าง เลยอยากให้เ้าลองดู”
หวาชิงเสวี่ยถือขวดกระเบื้องเล็กๆ พลิกดูซ้ายทีขวาที ถามว่า “ข้าเปิดดูได้หรือไม่?”
หลูเจิ้งชิงพยักหน้า
หวาชิงเสวี่ยก็เปิดขวดกระเบื้องเล็กๆ เทเม็ดยาออกมา
แพทย์แผนโบราณมีการผสมยาเป็รูปแบบเม็ด เพื่อให้สะดวกในการควบคุมปริมาณเมื่อใช้งาน
“ตำรับยาขั้นสุดท้ายที่ประสบความสำเร็จนี้ประกอบด้วย ดอกลำโพง รากเฉ่าอู รากตังกุย รากไป๋จื่อ โกฐหัวบัว และหนานซิง” หลูเจิ้งชิงกล่าวด้วยน้ำเสียงทอดถอนใจ “หากมียาระงับความรู้สึก ในการผ่าตัดเย็บแผลก็จะนำมันไปใช้ได้อย่างแพร่หลาย เมื่อเวลาผ่านไป การผ่าตัดทั่วไปบางอย่างก็อาจจะได้รับการยอมรับจากประชาชน”
หวาชิงเสวี่ยได้ยินเช่นนั้นก็พยักหน้า นางเคยอยู่ในค่ายทหาร และเคยเห็นความทรมานของทหารที่าเ็ หมอประจำค่ายส่วนใหญ่จะใช้ดอกลำโพงที่เก็บในฤดูใบไม้ร่วง นำไปตากแห้งแล้วบดเป็ผง จากนั้นนำไปผสมกับสุราร้อนๆ ประมาณสามเฉียน [2] เมื่อทหารที่าเ็ดื่มเข้าไปไม่นานก็จะเกิดความมึนเมาไม่ต่างจากเมาเหล้า
แต่ยาที่ปรุงขึ้นมาด้วยวิธีนี้มีประสิทธิภาพไม่แน่นอน แถมยังมีพิษค่อนข้างสูง การใช้เกินขนาดอาจถึงแก่ชีวิตได้ เพราะเหตุนี้ ถึงแม้จะรู้ว่าทหารที่าเ็นั้นทรมานมากเพียงใด หมอประจำค่ายก็ไม่กล้าใช้ยาระงับความรู้สึกในปริมาณมากเกินไป
หวาชิงเสวี่ยใส่เม็ดยาคืนลงไปในขวดกระเบื้อง แล้วส่งคืนให้หลูเจิ้งชิง พร้อมกับพูดติดตลกว่า “ถ้านำสิ่งนี้ไปถวาย ฝ่าาต้องเลื่อนขั้นให้หมอหลวงหลูแน่นอน ฮ่าฮ่า”
ใบหน้าของหลูเจิ้งชิงยังคงมีรอยยิ้ม ตราบใดที่เป็บุรุษย่อมไม่มีใครไม่อยากสร้างผลงาน
“หากสามารถทำประโยชน์ให้ประชาชนได้บ้าง ชีวิตนี้ก็ไม่รู้สึกเสียดายแล้ว” เขาพูดด้วยความถ่อมตน
หลัวมู่อวี่ก็ยินดีไปกับสามีของตนด้วย
ทั้งสามคนร่วมรับประทานอาหารกลางวันด้วยกัน เพราะเื่เกี่ยวกับยาระงับความรู้สึก มื้ออาหารนี้จึงดูเหมือนงานเลี้ยงฉลองความสำเร็จ บรรยากาศดีมาก
หลังมื้ออาหาร หวาชิงเสวี่ยไม่ได้รีบจากไป แต่ยังอยู่คุยต่อกับหลูเจิ้งชิงถึงความเป็ไปได้ในการฟื้นฟูเทคโนโลยีสมัยใหม่ในยุคโบราณ
อย่างเช่น วิธีการรักษาที่พบเห็นได้บ่อยที่สุดอย่างการให้น้ำเกลือ อุปกรณ์อย่างเข็มและขวดให้น้ำเกลือนั้นแก้ปัญหาได้ไม่ยาก แต่สายน้ำเกลือกลับเป็ปัญหาใหญ่สำหรับทั้งสองคน เพราะว่าที่แห่งนี้ไม่มียางพารา จึงไม่มีทางเกิดผลิตภัณฑ์พลาสติกขึ้นมาได้เลย
การให้น้ำเกลือซึ่งเป็สิ่งที่ง่ายที่สุด กลับกลายเป็เื่ยากที่สุดสำหรับที่นี่
สิ่งนี้ทำให้รู้สึกท้อแท้เล็กน้อย แต่เมื่อหลูเจิ้งชิงรู้ว่าหวาชิงเสวี่ยเริ่มการประดิษฐ์กล้องส่องทางไกลแล้ว เขาก็มีกำลังใจขึ้นมาอีกครั้ง
“หลังจากทำแก้วได้แล้ว ก็จะลองทำอย่างอื่นได้อีกหลายอย่าง” หวาชิงเสวี่ยถือว่าตัวเองประสบความสำเร็จไปส่วนหนึ่งแล้ว “กระจกเป็สิ่งที่ง่ายที่สุด ถึงกระจกแบบเลนส์รวมแสงจะยุ่งยากกว่าหน่อย แต่ก็ไม่ใช่ว่าเป็ไปไม่ได้”
หลูเจิ้งชิงกล่าวว่า “ได้ยินว่า่นี้ฝ่าากำลังดำเนินการตั้งโรงงานกระจก”
หวาชิงเสวี่ยพยักหน้า “กำลังสร้างอยู่ แต่เน้นการผลิตแก้วเป็หลัก และกระจกถือเป็ผลิตภัณฑ์ที่ต่อยอดออกมา”
เมื่อพูดถึงเื่นี้ หลูเจิ้งชิงก็อดไม่ได้ที่จะถามว่า “ข้าได้ยินมาว่า่นี้ฝ่าาไม่ได้เสด็จออกว่าราชการเช้า หลายคนในราชสำนักก็โวยวายกันใหญ่ เื่นี้จะไม่ส่งผลกระทบต่อการสร้างโรงงานแก้วใช่หรือไม่?”
“คงไม่ใช่หรอก...” หวาชิงเสวี่ยกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ไม่มั่นใจนัก
หลูเจิ้งชิงเงียบไปครู่หนึ่ง คิดว่าอย่างไรหวาชิงเสวี่ยก็เป็สตรี คงไม่เข้าใจความร้ายกาจของนักการเมือง หากเื่นี้บานปลาย อำนาจของฮ่องเต้ก็จะถูกลดทอนลงเงียบๆ พระราชโองการก็อาจจะเกิดความล่าช้าและถูกเพิกเฉย คนเบื้องล่างอาจจะฉวยโอกาสปฏิเสธคำสั่งของฮ่องเต้ด้วยเหตุผลต่างๆ นานา
การสร้างโรงงานเป็หน้าที่ของกรมโยธาธิการ หากฮ่องเต้ทรงถามความคืบหน้าไป เสนาบดีกรมโยธาธิการก็อาจจะตอบปัดๆ ว่า วัสดุไม่พอ เงินทุนไม่พอ หรือสภาพอากาศไม่ดี แค่นี้ฮ่องเต้ก็ทำอะไรไม่ได้แล้ว
หลูเจิ้งชิงอยากจะเตือนหวาชิงเสวี่ย เขากล่าวว่า “ความจริงแล้ว หากแม่ทัพฟู่ยอมเข้ามาช่วยประรอยร้าวตรงกลาง ก็จะสามารถสยบคลื่นลมนี้ลงได้...”
ที่ทุกคนกล้าโวยวายอย่างไม่เกรงใจดังเช่นทุกวันนี้ ประการที่หนึ่งคือคนของหนิงอ๋องเป็ผู้ยุยง ประการที่สองคืออัครมหาเสนาบดีจั่วและอ๋องเจิ้นเป่ยไม่ได้ออกมาพูดอะไร ขุนนางเ่าั้ก็เลยพากันโอนเอนไปตามกระแส พวกเขาถึงได้มั่นใจและไม่กลัวอะไรอย่างนั้น
หวาชิงเสวี่ยได้ยินเช่นนั้นก็ชะงักไป
ฟู่ถิงเย่...
ต้องไปขอให้เขาช่วยหลี่จิ่งหนานหรือ? แต่นางเพิ่งทะเลาะกับเขามานี่...แล้วก็ทะเลาะกันเพราะเื่ของหลี่จิ่งหนานเสียด้วย
หวาชิงเสวี่ยตกอยู่ในความเงียบ ไม่ได้พูดอะไรออกมา
หลูเจิ้งชิงไม่กล้ารบกวน ได้แต่รอเงียบๆ
ไม่น่าเชื่อ หวาชิงเสวี่ยกลับเอ่ยถามเขาว่า “ตอนที่ท่านมาที่นี่ใหม่ๆ ท่านเคยคิดถึงเื่การแต่งงานหรือไม่?”
หลูเจิ้งชิงถูกคำถามนี้ทำให้สับสนไปพักหนึ่ง ก่อนจะได้สติกลับคืนมา แล้วกล่าวด้วยรอยยิ้มขมขื่น “แน่นอนว่าไม่เคยคิดเลย ตอนนั้นคิดแค่ว่าตัวเองอาจจะกลับไปโลกเดิมได้ ไม่คิดเลยว่าจะต้องอยู่ที่นี่นานถึงสิบปี”
“แล้วหลังจากนั้นล่ะ?” หวาชิงเสวี่ยถามเขา “ก่อนที่ท่านจะแต่งงานกับมู่อวี่ ท่านไม่เคยคิดอะไรเลยหรือ?”
หลูเจิ้งชิงกล่าวว่า “ตอนนั้นสิ่งที่ข้ากังวลที่สุดก็คือ หากวันใดวันหนึ่งข้าต้องกลับไปโลกเดิมขึ้นมา แล้วทิ้งนางไว้คนเดียวจะทำอย่างไร”
หวาชิงเสวี่ยชะงักงัน
หลูเจิ้งชิงเงยหน้าขึ้นมามองนาง และพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “ข้าเข้าใจความกังวลของเ้า นี่เป็ยุคศักดินาที่ชายเป็ใหญ่ เพศทำให้ข้าสะดวกสบายมากกว่าเ้า ทั้งยังมีความกังวลใจน้อยกว่า เมื่อสตรีจากยุคปัจจุบันมาถึงที่นี่ หากพูดถึงการแต่งงาน แทบไม่ใช่เื่น่ายินดีเลย เมื่อพูดถึงความรักก็ดูเหมือนจะเป็ไปไม่ได้ แต่ถ้าหากพูดถึงสภาพความเป็จริงแล้ว มันก็เลวร้ายเกินไป”
ในใจของหวาชิงเสวี่ยรู้สึกอึดอัด อึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก นางกล่าวเสียงค่อย “ท่านแม่ทัพอาจจะ...มาสู่ขอข้าในปีหน้าเ้าค่ะ”
“แล้วเ้าอยากแต่งงานกับเขาหรือไม่?” หลูเจิ้งชิงถาม
“เขาดีกับข้ามาก ข้าเองก็ชอบเขาอยู่บ้าง เพียงแต่...” หวาชิงเสวี่ยมีสีหน้าเลื่อนลอย เหมือนไม่รู้จะพูดอย่างไรดี “แต่ว่า...แต่ว่า...”
“แต่ว่าเ้าไม่แน่ใจว่าความรู้สึกเหล่านี้สามารถประคองชีวิตคู่ได้หรือไม่ เ้าถึงได้ลังเล?” หลูเจิ้งชิงจ้องเข้าไปในดวงตาของหวาชิงเสวี่ย ราวกับมองเห็นความกังวลใจของนาง
หวาชิงเสวี่ยกัดริมฝีปาก แล้วพยักหน้า “ตอนแรกข้าแค่คิดว่าขอแค่เข้ากันได้ ไม่รับอนุไม่รับสาวใช้อุ่นเตียงก็พอแล้ว เื่อื่นๆ ที่ไม่ล้ำเส้นความอดทนก็ค่อยๆ เจรจากันได้ แต่ว่า...ตอนนี้ข้าพบว่า มีความคิดบางอย่างที่ยากจะเปลี่ยนแปลงได้”
เหมือนตอนที่นางปกป้องหลี่จิ่งหนาน เขากลับคิดว่านางเป็สตรีใจอ่อน คิดว่าสตรีอย่างนางจะไปเข้าใจอะไร และคิดแค่ว่านางชวนทะเลาะโดยไม่มีเหตุผล...
เขามีความเชื่อฝังลึกที่ว่าสตรีไม่ควรเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเื่เหล่านี้ และหวังว่านางจะอยู่ให้ห่างจากหลี่จิ่งหนานเสมอเพราะเหตุผลนี้เช่นกัน
อยู่ให้ห่างจากฮ่องเต้ ก็คืออยู่ห่างจากราชสำนัก และอยู่ห่างจากโลกของพวกผู้ชาย
ถึงแม้ว่าหวาชิงเสวี่ยจะไม่สนใจเื่เ่าั้เลยก็ตาม แต่ความรู้สึกที่ไม่ได้ปรับความเข้าใจนั้นมันแย่มากจริงๆ หากทั้งสองคนไม่ยอมเปลี่ยนแปลง ต่อไปก็คงจะมีการทะเลาะกันไม่สิ้นสุด
ต่อให้ความสัมพันธ์มั่นคงเพียงใด ก็ไม่อาจต้านทานการบั่นทอนเช่นนี้ได้
“ข้าไม่รู้ว่าตัวเองคิดผิดหรือไม่...” หวาชิงเสวี่ยรู้สึกสับสน “เดิมทีข้าไม่ได้ตั้งใจจะแต่งงาน โลกนี้ไม่ยุติธรรมกับสตรีจริงๆ นั่นแหละ เมื่อแต่งงานแล้วทุกสิ่งทุกอย่างรวมทั้งตัวสตรีเองก็จะตกเป็ของบ้านสามี ไม่มีทรัพย์สินส่วนตัวอีกต่อไป สตรีที่ไปมีพฤติกรรมชู้สาวกับบุรุษคนอื่น กลับบ้านแล้วถูกสามีทุบตีก็ไม่สามารถร้องเรียนที่ไหนได้ ได้ยินมาว่ามีสตรีถูกสามีตีตายคาที่ สามีกลับไม่ต้องรับผิดชอบชีวิตคน แม้จะแจ้งทางการก็ไม่มีใครสนใจ...ตอนหลังเพิ่งได้มารู้ว่าสามีเข้าใจภรรยาผิด แต่คนก็ตายไปแล้ว ทุกอย่างไม่สามารถกลับมาแก้ไขได้แล้ว...”
หลูเจิ้งชิงถอนหายใจอย่างเงียบๆ “ก็มีเื่แบบนี้จริง แต่ก็เป็เพียงส่วนน้อย ไม่ได้โหดร้ายกันทุกคนแบบนั้นหรอก...”
“คนที่มีบ้านเดิมให้กลับ ก็จะถูกส่งกลับไปอยู่บ้านเดิม แต่คนที่ไม่มีบ้านเดิม...ก็เหมือนกับข้า” หวาชิงเสวี่ยคิดถึงสภาพของตนเอง ก็ยิ่งไม่มั่นใจกับอนาคตมากขึ้น “หากถูกครอบครัวสามีรังเกียจ บางคนก็ถูกไล่ออกจากบ้านไปเลย บางคนก็ถูกทุบตีแล้วขายให้คนค้าทาส...สตรีที่ไม่มีพ่อแม่ให้พึ่งพิง เมื่อแต่งงานไปแล้วชะตาชีวิตก็ขึ้นอยู่กับอารมณ์ของบ้านสามี”
ฟู่ถิงเย่อาจจะไม่ใช้วิธีต่ำทรามเ่าั้ แต่เมื่อความรักสั่นคลอน สิ่งที่ทั้งสองจะต้องเผชิญก็คือด้านที่น่าเกลียดและเ็าที่สุดของกันและกัน แล้วนางจะยังคงหวังอย่างใสซื่อได้อีกหรือว่ายามที่ฟู่ถิงเย่ปล่อยนางไป เขาจะยังอ่อนโยนกับนางอยู่?
หวาชิงเสวี่ยรู้สึกท้อแท้ “...เขาดีกับข้ามาก ทำให้ข้าเหลิงไปบ้าง จนเลือกที่จะมองข้ามความจริงที่อยู่ตรงหน้า ข้าเพิ่งตระหนักได้ว่า หากแต่งงานกับเขา วันไหนที่เขาไม่ดีกับข้าแล้ว ข้าจะทำอย่างไร? ข้าไม่มีญาติ ไม่มีเพื่อนที่นี่ ข้า...ข้ารู้สึกนึกเสียใจบ้างแล้ว”
“เช่นนั้นก็อย่าเพิ่งรีบร้อนตัดสินใจ” หลูเจิ้งชิงปลอบนาง “รอจนจิตใจสงบลง คิดทุกอย่างถี่ถ้วนดีแล้ว เ้าค่อยคิดต่อว่าเส้นทางข้างหน้าควรจะเป็อย่างไร”
“ข้าอยากกลับบ้านเหลือเกิน...” หวาชิงเสวี่ยมองเขาแล้วหัวเราะอย่างขมขื่น “ตอนที่ข้าเพิ่งมาถึงที่นี่ เพราะว่าสูญเสียความทรงจำ ข้าก็เลยไม่ได้คิดถึงบ้านมากเท่าไหร่ แต่ตอนนี้...ข้าอยากกลับไปจริงๆ”
อย่างน้อยในโลกนั้น การแต่งงานก็ไม่ต้องแบกรับภาระหนักหนาเช่นนี้ หากไม่เหมาะสมกัน ก็แค่หย่า
แต่อยู่ที่นี่ หากคิดจะหย่าร้าง? แทบเป็ไปไม่ได้เลย...โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อคนที่นางกำลังจะแต่งงานด้วยเป็คนสูงศักดิ์ หากวันใดความสัมพันธ์สั่นคลอน เกรงว่าฟู่ถิงเย่คงจะเงื้อดาบฟันนางตายในขณะที่โมโห...
ประตูส่งเสียงดังเอี๊ยดอ๊าด
หลัวมู่อวี่ยืนอยู่ตรงนั้นด้วยสีหน้าที่ซีดเล็กน้อย มองคนทั้งสองที่อยู่ในห้องหนังสือแล้วกล่าวว่า “...ท่านแม่ทัพมาแล้ว”
หลูเจิ้งชิงชะงักไปเล็กน้อย แล้วก็ลุกขึ้นเตรียมตัวจะไปต้อนรับ “มาถึงด้านหน้าแล้วหรือ? ได้เตรียมชาไว้หรือยัง?”
ยังไม่ทันที่เสียงจะจางหาย ร่างสูงใหญ่ก็เดินเข้ามาจากข้างหลังหลัวมู่อวี่
ฟู่ถิงเย่มองตรงมาที่หวาชิงเสวี่ย สายตาคมกริบดุจคมกระบี่!
——————————————————————
[1]เสาไฟฟ้า(电灯泡)หมายถึง ก้างขวางคอ
[2]เฉียน(钱)หมายถึงหน่วยวัด สามเฉียนในทางแพทย์แผนจีนหมายถึงปริมาณยาที่ต้องทานในหนึ่งครั้ง คิดเป็ประมาณสิบห้ากรัม
