ไม่กล่าวมิได้ว่าองครักษ์เงาของสกุลต้วนช่างเก่งกาจยิ่งนัก เงาเลือนรางพลันวูบผ่านก่อนจะหายไปอย่างไร้ร่องรอย
ผู้คนที่กำลังดื่มสุรากินอาหารอยู่ภายในโรงสุราฟู่หยวนยังไม่ทันสังเกตเห็นการมีอยู่ของเขาเสียด้วยซ้ำ
ทว่าภายในมุมมืดใกล้กับหัวมุมบันไดชั้นหนึ่งกลับมีสายตาหนึ่งคู่จับจ้องเงาของอิ่งเอ้อร์ที่หายเข้าไปในห้องส่วนตัวอย่างไม่วางตา ไม่รู้ว่าเ้าของดวงตาฉายแววลุ่มลึกผู้นั้นกำลังคิดสิ่งใดอยู่
ภายในห้องส่วนตัว พวกเคอโยวหรานทั้งสามคนฟังเสี่ยวเอ้อร์แนะนำอาหารจานพิเศษจนน้ำลายเป็ฟอง
นอกจากเกี๊ยวน้ำมรกต เคอโยวหรานยังได้ยินชื่อ ‘สุราน้ำค้างหยก’ กับ ‘ผักกาดหยกขาว’ ด้วยเช่นกัน
นางจึงเอ่ยด้วยความใคร่รู้ว่า “ชื่ออาหารภายในร้านของเ้าช่างไพเราะนัก มิสู้เอาเกี๊ยวน้ำมรกต สุราน้ำค้างหยก กับผักกาดหยกขาวมาอย่างละหนึ่งจาน จากนั้นเพิ่มอาหารจานพิเศษอีกสักสามสี่อย่างเป็พอ”
“คือว่า...” เสี่ยวเอ้อร์เอ่ยด้วยความลำบากใจ “ท่านแขกผู้มีเกียรติอาจไม่ทราบ อาหารไม่กี่อย่างที่ท่านสั่งจำต้องจองล่วงหน้า ท่านลองดูเถิดว่าจะเปลี่ยนไปสั่งอย่างอื่นหรือไม่ขอรับ?”
“ต้องสั่งจองจึงได้กิน เช่นนั้นเ้าจะแนะนำให้ข้าทำไมกัน?” เคอโยวหรานเอ่ยด้วยความไม่พอใจ
“เ้ามายั่วความอยากของพวกเรา แต่กลับไม่ให้พวกเรากิน คิดจะทำอันใด?”
เสี่ยวเอ้อร์หวั่นเกรงเพราะน้ำเสียงเย็นเยียบของเคอโยวหราน เขาถึงกับถอยหลังออกไปหนึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว จากนั้นปาดเหงื่อเย็นที่ผุดออกมากะทันหันแล้วเอ่ยว่า
“ท่านแขกผู้มีเกียรติ ไม่ขอปิดบังขอรับ หากไม่สั่งจองล่วงหน้าแล้วอยากจะทานอาหารไม่กี่อย่างนี้ เช่นนั้นจำต้องจ่ายเงินเพิ่มสักเล็กน้อยขอรับ”
เคอโยวหรานถามอย่างแเี “จำต้องจ่ายเงินมากเพียงใด?”
ครั้นเสี่ยวเอ้อร์ได้ยินนางถามถึงประเด็นสำคัญจึงเอ่ยประจบว่า “หากสั่งจองเอาไว้ เกี๊ยวน้ำมรกตกับผักกาดหยกขาวจะราคาชามละหนึ่งตำลึง แต่หากไม่สั่งจองเอาไว้จะเป็ราคาชามละห้าตำลึงขอรับ
หากสั่งจองสุราน้ำค้างหยกเอาไว้จะราคาชามละหกร้อยแปดสิบอีแปะ แต่หากมิได้สั่งจองจะอยู่ที่ราคาชามละสามตำลึงหกเฉียนขอรับ”
์!
ทั้งสามต่างพากันยกนิ้วโป้งให้เถ้าแก่อวี๋อยู่ในใจ ขอคารวะจริงๆ!
ขายราคาสูงถึงเพียงนี้? เขาคิดจะทำอันใดกันแน่?
ไอ้หยา ฆ่าคนไม่ต้องพกมีด ประเด็นสำคัญคือมีคนจำนวนไม่น้อยต่างมาเยือนเพราะชื่อเสียง ไม่แน่ว่าหากมิได้กินอาหารเหล่านี้ก็อาจรู้สึกว่าเสียหน้ากระมัง?
เพราะถึงอย่างไรเหล่าผู้คนที่สัญจรผ่านไปมาในอำเภอเล็กๆ แถบชายแดนเช่นนี้ล้วนต้องเข้ามาในโรงสุราฟู่หยวน คาดว่าคงไม่นึกแยแสกระทั่งเงินจำนวนนี้เลยด้วยซ้ำ
เมื่อคิดเช่นนี้ เคอโยวหรานจึงยกยิ้มเอ่ยว่า “ในเมื่อเป็เช่นนี้ ยังคงสั่งอาหารตามที่ข้าบอกไปเมื่อครู่เถิด!
เร่งมือทำสักหน่อย รีบเดินทางมานานถึงเพียงนี้ ข้าหิวตั้งนานแล้ว อย่าปล่อยให้พวกเราต้องรอนานนัก”
“อื้อ ได้เลยขอรับ พวกท่านรอสักประเดี๋ยว อาหารจะส่งมาถึงภายในไม่ช้านี้ขอรับ” เสี่ยวเอ้อร์ยินดีเสียจนยกยิ้มไม่เห็นดวงตา จากนั้นวิ่งเหยาะออกไปทางห้องครัว
จะว่าไปโรงสุราฟู่หยวนแห่งนี้ช่างลงมือรวดเร็วจริงๆ เคอโยวหรานเพิ่งจะปลดหมวกเหวยเม่าและล้างมือ เสี่ยวเอ้อร์ก็ยกสำรับอาหารเข้ามาเสียแล้ว
ครั้นเสี่ยวเอ้อร์เงยหน้าขึ้นโดยไม่ตั้งใจและมองเห็นดวงตาดุจดาราพร่างพราวคู่นั้นของเคอโยวหรานที่ยังคงสวมผ้าปิดหน้า เขาถึงกับโงนเงนจนเกือบจะหงายหลังคว่ำสำรับอาหารที่ตนถืออยู่
ดวงตาของต้วนเหลยถิงพลันฉายแววดุดัน เสี่ยวเอ้อร์รีบก้มหน้าลงไม่กล้ามองเคอโยวหรานอีก จัดการจัดสำรับให้เรียบร้อยและแนะนำอาหารแต่ละอย่างให้พวกเขาฟัง
จากนั้นค้อมเอวถอยออกไปอย่างรวดเร็ว ทั้งยังไม่ลืมช่วยปิดประตูให้พวกเขาอีกด้วย
หลังออกจากห้อง เสี่ยวเอ้อร์ก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่แล้วใช้ชายแขนเสื้อปาดเหงื่อบนหน้าผากของตน
์! สายตาของบุรุษผู้นี้ช่างน่ากลัวเกินไปแล้ว ตนแค่ตกตะลึงเพราะดวงตาเป็ประกายของสตรีที่อยู่ข้างกายเขาซึ่งงดงามราวกับสามารถดูดิญญาของผู้คนเข้าไปได้ แต่สายตาราวกับจะปลิดชีพคนของอีกฝ่ายกลับทำเอาตนใจนแทบกลั้นปัสสาวะเอาไว้ไม่อยู่เสียแล้ว
เสี่ยวเอ้อร์นินทาคนข้างในอยู่นอกประตู ส่วนทางด้านในห้องส่วนตัว เคอโยวหรานถึงกับรู้สึกไม่สู้ดีไปทั้งกาย
สุราน้ำค้างหยกก็คือน้ำเต้าหู้เติมน้ำตาลหนึ่งชาม เื่นี้นางเดาได้อยู่แล้ว
ส่วนผักกาดหยกขาวก็ความหมายตามชื่อ คือผัดผักกาดขาวใส่เต้าหู้
และเกี๊ยวน้ำมรกตก็เป็เพียงเต้าฮวยโรยหน้าด้วยถั่วงอกไม่กี่ต้นหนึ่งชามเท่านั้น
แค่เท่านี้กลับคิดเงินพวกนางตั้งยี่สิบกว่าตำลึง? นี่เถ้าแก่อวี๋เปิดร้านทำธุรกิจมืดกระมัง?
กระทั่งอิ่งเอ้อร์ที่อยู่ด้านหลังยังถึงกับสั่นสะท้านโดยไม่รู้ตัว เขาอดมิได้ที่จะยกนิ้วขึ้นคำนวณเงินกำไรที่เถ้าแก่อวี๋หาได้ในระยะนี้
อิ่งเอ้อร์รับหน้าที่ส่งถั่วงอกกับเต้าหู้เป็ครั้งคราว ในแต่ละวันต้องส่งมากน้อยเพียงใด ส่งมานานเท่าใด เขาย่อมรู้ดีแก่ใจ
หากไม่คำนวณยังไม่เท่าใด ทันทีที่คำนวณก็ถึงกับหวาดหวั่นเสียแล้ว อิ่งเอ้อร์จึงเอ่ยออกมาต่อหน้าผู้เป็นายด้วยสีหน้าตกตะลึงอย่างมิอาจหักห้ามได้ไหว
“ไอ้หยา หากขายของเหล่านี้จนหมดทุกวัน ภายในระยะเวลาสั้นๆ ไม่ถึงหนึ่งเดือน เถ้าแก่อวี๋จะได้เงินอย่างน้อยหกถึงเจ็ดพันตำลึงขอรับ
นายท่าน พวกเราเสียเปรียบครั้งใหญ่แล้วจริงๆ ทำแทบเป็แทบตายมาเนิ่นนานถึงเพียงนี้ แต่กลับปล่อยให้ผู้อื่นได้ผลประโยชน์ครั้งใหญ่เสียแล้วขอรับ”
ต้วนเหลยถิงบอกใบ้ให้อิ่งเอ้อร์นั่งลง อย่าเอาแต่ยืน
อิ่งเอ้อร์ไม่กล้าขัดคำสั่งของผู้เป็นาย ทำได้เพียงนั่งลงตรงด้านหลังสุด ก่อนจะหยิบชามและตะเกียบสะอาดหนึ่งคู่ขึ้นมาคีบชิมอาหารอย่างละนิดเพื่อทดสอบพิษ
อันที่จริงต้วนเหลยถิงอยากบอกอีกฝ่ายว่าไม่จำเป็ต้องทำเช่นนี้ เพราะโยวหรานของเขาได้ผ่านการ ‘เคี่ยวกรำ’ ในระยะหลังมานี้ของเซียนพิษแล้ว อาหารบนโต๊ะมีพิษหรือไม่ นางมองเพียงแวบเดียวก็รับรู้ได้
ทว่าด้วยหน้าที่ของอิ่งเอ้อร์ หากมิให้อีกฝ่ายทดสอบพิษ ภายในใจอาจจะรู้สึกไม่ดีนัก
“ไม่ต้องแล้ว ข้าจะลองชิมสักหน่อย” เคอโยวหรานปลดผ้าคลุมหน้าลงและหยิบตะเกียบขึ้นมาคีบเต้าหู้หนึ่งชิ้นเข้าปาก
“นุ่มละมุนมีกลิ่นหอม ให้ััที่ดียิ่งนัก นับว่าไม่เลวจริงๆ นึกไม่ถึงว่าภายในระยะเวลาสั้นๆ เช่นนี้ ผู้ใหญ่บ้านเฉินจะทำเต้าฮวยกับเต้าหู้ออกมาได้ดีถึงเพียงนี้”
ต้วนเหลยถิงยกยิ้มบาง หันไปเรียกเคอเจิ้งตงแล้วพูดว่า “ท่านพ่อ ท่านก็ลองชิมเถิดว่าอร่อยเท่าโยวหรานทำหรือไม่ขอรับ?”
เคอเจิ้งตงชิมอาหารทุกอย่างหนึ่งรอบก่อนเอ่ย “ยังด้อยกว่าฝีมืออันชำนาญของโยวหราน เมื่อยึดตามราคาของโรงสุราฟู่หยวนแห่งนี้ ถ้าโยวหรานของข้าลงครัวเอง ย่อมต้องจานละแปดตำลึงเป็อย่างต่ำ”
“ฮ่าๆๆๆ...” เคอโยวหรานหัวเราะด้วยความพอใจ “ท่านพ่อประเมินข้าสูงเกินไปแล้วเ้าค่ะ ต้นทุนแค่กี่ตำลึงเองเ้าคะ?”
ต้วนเหลยถิงกุมมือเคอโยวหรานเอาไว้พลางเอ่ย “ฝีมือทำอาหารของโยวหรานของข้ายากแลกด้วยเงินพันตำลึงทอง อย่าได้ทำอาหารให้ผู้อื่นโดยง่าย
ในใต้หล้านี้ นอกจากท่านอาจารย์กับคนในครอบครัว มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่มีคุณสมบัติลิ้มรสมือของเ้า”
สิ้นคำกล่าว ต้วนเหลยถิงก็ช่วยสวมผ้าปิดหน้าให้เคอโยวหราน วาจาเกี้ยวพาราสีเช่นนี้ของเขาทำเอาเคอโยวหรานถึงกับนิ่งงัน
หลังจากช่วยสวมผ้าปิดหน้าและหมวกเหวยเม่าให้เคอโยวหรานจนเสร็จ ต้วนเหลยถิงพลันออกคำสั่งว่า “อิ่งเอ้อร์ ไปเรียกเถ้าแก่อวี๋ขึ้นมา”
“ได้เลยขอรับ!” อิ่งเอ้อร์ขานรับก่อนจะแทรกกายออกไปจากห้องส่วนตัวอย่างรวดเร็ว
ไม่นานนัก เถ้าแก่อวี๋ผู้มีร่างกายผอมสูงและใบหน้าเรียวยาวก็หัวเราะลั่นขณะเดินเข้ามาในห้องส่วนตัว
“ไอ้หยา ลมอันใดหอบพวกเ้ามายังที่นี่ได้เล่า?”
ครั้นเห็นอาหารที่เหลืออยู่ไม่มากนักจึงยกยิ้มเอ่ยว่า “ซานหลาง พวกเ้ากินอิ่มกันแล้วหรือ? อาหารมื้อนี้ไม่คิดเงิน พวกเ้าจงกินกันตามสบาย หากรู้สึกว่าอาหารไม่พอก็สั่งเพิ่มตามใจชอบ ข้าจะให้เสี่ยวเอ้อร์ยกขึ้นมาประเดี๋ยวนี้”
ต้วนเหลยถิงกวาดตามองเถ้าแก่อวี๋คราหนึ่ง เมื่อก่อนตนมักเอาสัตว์ป่ามาขายอยู่บ่อยครั้ง เมื่อไปมาหาสู่กันจึงคุ้นเคยกับคนผู้นี้ คิดแค่ว่าเถ้าแก่อวี๋ตีราคายุติธรรม
กลับนึกไม่ถึงว่าโบราณจะกล่าวเอาไว้ได้ดียิ่งนัก ระยะทางพิสูจน์ม้า กาลเวลาพิสูจน์คน ดังคาด ผู้ที่สามารถค้าขายจนกิจการใหญ่โตเช่นนี้ จะเป็เพียงคนจิตใจเรียบง่ายได้อย่างไร
ครั้นเห็นพวกต้วนเหลยถิงไม่เอ่ยสิ่งใด เถ้าแก่อวี๋พลันเอารอยยิ้มมากองไว้บนใบหน้า ตามด้วยล้วงหยิบสมุดบัญชีหนึ่งเล่มออกมาจากชายแขนเสื้อ นั่งลงตรงตำแหน่งว่างพลางเอ่ย
“ซานหลางกับฮูหยินมาที่นี่เพื่อรับเงินปันส่วนจากรายการอาหารใช่หรือไม่? ดูข้าเถิด ระยะหลังมานี้ยุ่งมาก นึกไม่ถึงว่าจะหลงลืมไปเสียได้ ประจวบเหมาะกับวันนี้พวกเ้ามาพอดี ข้าจะคำนวณเงินส่วนของพวกเ้าสักหน่อยเป็อย่างไร?
“ได้เ้าค่ะ ไม่ทราบว่าไม่นานมานี้พวกเราได้รับเงินส่วนแบ่งมากน้อยเพียงใดเ้าคะ?” ใบหน้าใต้หมวกเหวยเม่าของเคอโยวหรานกำลังยกยิ้มหวานแฝงเล่ห์เหลี่ยมอย่างอ้อยอิ่ง
ทว่าในน้ำเสียงของนางกลับฟังไม่ออกถึงความรู้สึกประการอื่น ราวกับพวกนางมาที่นี่เพื่อเอาเงินปันส่วนจริงๆ
