่ปลายปีเป็เวลาเฉลิมฉลองของเมืองหยางโจว คนหนุ่มสาวที่ออกไปฝึกฝนต่างกลับมา เมื่อเทียบกับเมื่อก่อนแล้วเมืองหยางโจวในยามนี้ดูมีชีวิตชีวากว่ามาก
เหนือประตูเมืองหยางโจวมีทหารยามยืนอยู่บนนั้นอย่างน่าเกรงขาม
ผู้คนต่างทยอยเดินทางกันมาที่นี่ ขณะเดียวกันก็มีใครบางคนกำลังกระซิบพูดคุยบางอย่างอยู่
“เ้าได้ยินเื่อัจฉริยะของตระกูลหลินอย่างหลินเชียนกลับมาแล้วหรือเปล่า ตอนนี้หลินเชียนเป็ศิษย์ของลานศักดิ์สิทธิ์แห่งเสวี่ยเยว่ที่โดดเด่นมาก และยังมีสถานะสูงส่ง ความแข็งแกร่งของนางยังเหนือกว่าผู้าุโบางคนเสียอีก นอกจากนี้นางยังถูกห้อมล้อมไปด้วยเหล่าอัจฉริยะของลานศักดิ์สิทธิ์แห่งเสวี่ยเยว่ ช่างน่าทึ่งยิ่งนัก”
ใครบางคนกำลังกระซิบกับสหายข้างกายด้วยั์ตาเปล่งประกายริษยา เพื่อเกียรติยศของตระกูลหลินและทำให้ตระกูลหลินยิ่งใหญ่ขึ้น หลินเชียนช่างน่ายกย่องเหลือเกิน
“ฮ่าๆๆ แล้วยังไงล่ะ หรือว่าเ้าจะยังไม่ได้ยินข่าวการกลับมาของน่าหลันเฟิง เพราะเื่นั้นเ้าเมืองน่าหลันซยงจึงจัดงานเลี้ยงให้ทุกคน ดูเหมือนว่าตระกูลหลินก็ได้รับเชิญไปงานเลี้ยงที่ว่าด้วย งานเลี้ยงนี้ถูกจัดขึ้นเพื่อบุตรสาวของเขาอย่างน่าหลันเฟิงที่พาตู๋กูเสี่ยวซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับตระกูลเสนาบดีกลับมาด้วย ตอนนี้จึงนับว่านางอยู่เหนือกว่าผู้คนแล้ว คนประเภทนั้นข้าไม่คิดจะไปยุ่งด้วยเด็ดขาด”
คนที่อยู่ข้างๆ ั์ตาเป็ประกาย ตำแหน่งเสนาบดีนั้นสูงส่งมากในอาณาจักรเสวี่ยเยว่และเหนือกว่าทุกคน คาดไม่ถึงว่าน่าหลันเฟิงจะรู้จักกับเสนาบดีได้ จากนี้ไปตระกูลน่าหลันก็จะยิ่งใหญ่มากขึ้น
“ร้ายกาจยิ่งนัก ตระกูลน่าหลันกับตระกูลหลินต่างกำลังรุ่งโรจน์ ส่วนตระกูลอื่นๆ ก็ไม่อาจเทียบเคียงได้”
“ใช่แล้ว การประลองของเมืองหยางโจวเมื่อปีที่แล้ว น่าหลันเฟิงและหลินเชียนต่างร้ายกาจอย่างมาก ทว่าหลังจากที่ป๋ายหยวนฮ่าวปรากฏตัว พวกนางต่างก็แข็งแกร่งยิ่งขึ้น ใช่แล้ว… ยังมีหลินเฟิงคนนั้นที่ถูกตระกูลขับไล่ออกไป ไม่รู้ว่าตอนนี้เป็ยังไงบ้างแล้ว”
“หลินเฟิง? อย่างเขาจะทำอะไรได้? เขาไม่ได้มีภูมิหลังที่ทรงอิทธิพล เขาต้องกลายเป็คนจรจัดและใช้ชีวิตอยู่ตามถนน บางทีหลินเชียนและน่าหลันเฟิงอาจกำจัดเขาไปแล้วก็ได้ และถึงแม้ว่าจะยังไม่ได้กำจัดเขา ในตอนนี้หลินเชียนและน่าหลันเฟิงก็แข็งแกร่งขึ้นมาก หลินเฟิงคงไม่มีอะไรไปเทียบกับพวกนางได้”
ใครบางคนกล่าวขณะถอนหายใจและส่ายศีรษะ เมื่อการประลองของเมืองหยางโจวในครั้งนั้น คนที่เจิดจรัสที่สุดกลับไม่ใช่ทั้งหลินเชียนและน่าหลันเฟิง แต่เป็ชายหนุ่มผู้บ้าระห่ำอย่างหลินเฟิง
จนถึงวันนี้พวกเขาก็ยังไม่ได้รับข่าวสารใดๆ หรือบางทีเขาอาจตายอยู่ที่ไหนสักแห่งแล้วก็เป็ได้ แต่ความจริงเป็อย่างไรนั้น… ก็ไม่มีใครทราบ
ไม่ใช่แค่พวกเขาทั้งสองเท่านั้น แต่ขณะนี้มีผู้คนมากมายกำลังพูดถึงหลินเชียนและน่าหลันเฟิง เพราะพวกนางทั้งสองต่างเป็สาวงามที่เพียบพร้อมไปด้วยพร์ ทุกครั้งเมื่อถึงปลายปีก็จะกลายเป็หัวข้อสนทนาที่คนของเมืองหยางโจวต้องพูดถึง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปีนี้พวกนางทั้งสองได้สร้างความสั่นะเืให้แก่เมืองหยางโจวอย่างรุนแรง
บางครั้งอาจได้ยินชื่อของหลินเฟิงตามท้องถนนอยู่บ้าง
“ตึง… ตึง…”
ทันใดนั้นได้มีเสียงดังไปทั่วบริเวณจากที่ไกลๆ มันฟังดูคล้ายกับเสียงม้ากำลังวิ่ง แต่ไม่น่าเป็ไปได้
เพราะเสียงกีบเท้าม้าที่กระทบพื้นจนดังอื้ออึงเช่นนี้ เว้นเสียแต่จะเป็กองกำลังทหารที่มีม้าจำนวนมาก
ถึงอย่างนั้นฝูงชนยังคงเดินสบายๆ ตามท้องถนนในเมืองหยางโจว และไม่สนใจสิ่งที่เกิดขึ้นราวกับไม่มีอะไรผิดปกติ
“ตึง… ตึง…!!!”
เสียงยังคงดังขึ้นเรื่อยๆ ทำให้หลายคนเริ่มรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย จนต้องพยายามเงี่ยหูฟัง
ยิ่งกองกำลังทหารม้าเข้าใกล้เมืองมากขึ้น เสียงก็ดังขึ้นตามไปด้วย แล้วยังทำให้พื้นดินสั่นะเืไปทั่วบริเวณ
ผู้คนต่างประหลาดใจและมองไปด้านนอกเมืองหยางโจว สุดสายตาของทุกคนไม่เห็นสิ่งใดนอกจากฝุ่นทรายที่ลอยคลุ้งอยู่ในอากาศ
“เกิดอะไรขึ้น?”
ในใจของผู้คนเริ่มหวาดหวั่นกับฉากตรงหน้ามากขึ้นเรื่อยๆ นอกจากนั้นเสียงที่ดังอื้ออึงยังเป็เสียงกีบเท้าม้าจริงๆ ซึ่งมันดังกว่าปกติหลายเท่า ทำให้พวกเขาต่างหวั่นเกรง
ร่างเงาสีแดงค่อยๆ ปรากฏขึ้นในสายตาของพวกเขา ทั้งเสื้อเกราะและม้าศึกสีแดง ตามมาฝุ่นทรายคละคลุ้งไปทั่วจนเห็นภาพเบื้องหน้าเพียงรางๆ พวกเขากำลังมุ่งหน้ามายังเมืองหยางโจว
“ตึง ตึง ตึง…”
เหนือประตูเมืองหยางโจว ทหารยามที่ยืนเฝ้าอยู่บนนั้นกำลังกวาดสายตามองร่างเงาจำนวนมากด้วยหัวใจที่สั่นสะท้าน
กองทัพ! คาดไม่ถึงว่าจะเป็กองทัพ มิหนำซ้ำยังเป็กองทัพที่น่าสะพรึงกลัวและได้รับการฝึกฝนมาเป็อย่างดี!
ทหารยามเหล่านี้เพิ่งเคยเห็นกองกำลังที่แข็งแกร่งขนาดนี้เป็ครั้งแรก กองทัพขนาดใหญ่และมีรูปขบวนที่สมบูรณ์แบบ ทำให้หัวใจของพวกเขาเต้นระรัว
ไม่ใช่แค่พวกเขาเท่านั้น แต่ผู้คนในเมืองเองต่างก็ตื่นตระหนก เมื่อเห็นกองทัพที่อยู่ห่างไกลเริ่มเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อยๆ
คาดไม่ถึงว่าจะเป็ทหารม้าจริงๆ นอกจากนี้ยังเป็กองทัพที่มีขนาดใหญ่โต ซึ่งพวกเขาล้วนไม่เคยเห็นทหารม้าเช่นนี้มาก่อน
พื้นดินกำลังสั่นไหวอย่างรุนแรง ทุกคนต่างมึนงงและแข็งทื่ออยู่ตรงนั้น ทำไมกองทัพขนาดใหญ่เช่นนี้ถึงมาที่เมืองหยางโจว?
“เร็ว ปิดประตูเมืองเร็วเข้า!” ทหารยามบางคนที่อยู่้ากำแพงเมืองกล่าวทั้งสีหน้าตื่นตระหนก
“หุบปากแล้วเปิดประตูเมืองซะ ใครกล้าขัดขวางข้าจะสังหารมันผู้นั้น!”
หัวหน้าทหารยามะโอย่างโกรธเกรี้ยว มีเพียงพวกหน้าโง่เท่านั้นที่กล้าปิดประตูเมือง หึ… ปิดประตูเมือง? ถึงอย่างไรกองทัพขนาดใหญ่เช่นนี้ก็สามารถบดขยี้ประตูเมืองได้ง่ายดายอยู่แล้ว หากทำให้คนเหล่านี้ไม่พอใจล่ะก็… พวกเขาอาจตายไปโดยไม่รู้ตัวก็เป็ได้
อย่างไรก็ตามตอนนี้ทหารยามที่เฝ้าประตูเมืองหยางโจวทุกคนล้วนอยู่ในความหวาดกลัว จนใบหน้าของพวกเขาซีดขาวไปตามๆ กัน ไม่มีใครเคยเห็นเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นมาก่อน
รูปขบวนเช่นนี้น่าจะเป็กองทัพที่อยู่ในสนามรบ ทว่าตอนนี้กลับมาปรากฏตัวที่เมืองหยางโจวที่ซึ่งเป็แค่เมืองเล็กๆ
“เร็ว รีบไปแจ้งท่านเ้าเมืองเร็วเข้า!” ทหารยามคนหนึ่งะโ เห็นได้ชัดว่าพวกเขาไม่รู้ว่าจะทำเช่นไรดี สิ่งเดียวที่พวกเขานึกออกคือไปแจ้งเื่นี้แก่น่าหลันซยง
“ขอรับ” เมื่อทหารยามได้ยินคำสั่งดังนั้นจึงรีบจากไปทันที อย่างไรก็ตามไม่มีใครกล้าอยู่ที่นี่ เพราะถ้ากองทัพทหารม้าบุกโจมตีล่ะก็ พวกเขาทุกคนคงจะต้องตาย
หลังจากนั้น เมื่อกองทัพขนาดใหญ่เข้าประชิดประตูเมืองหยางโจว พวกเขาก็ค่อยๆ ลดความเร็วลงก่อนจะหยุดอยู่หน้าประตูเมือง
อย่างไรก็ตามด้วยกองทัพขนาดใหญ่เช่นนี้ ต่อให้มากันเงียบๆ ก็ยังคงเป็ที่ตื่นตาตื่นใจแก่สายตาผู้คนอยู่ดี ปรากฏกลิ่นอายรุนแรงแผ่ปกคลุมเหล่าทหารยามรวมไปถึงผู้คนของเมืองหยางโจว ทำให้พวกเขาต้องหายใจติดขัดจนรู้สึกหายใจไม่สะดวกนัก
ช่างน่าทึ่งเป็อย่างมาก ทั้งทหารที่สวมเสื้อเกราะและควบม้าศึกสีแดงดูน่าเกรงขาม ภาพตรงหน้าส่งผลกระทบต่อจิตใจผู้คนมากเกินไป
พวกเขาไม่เคยคิดเลยว่า วันหนึ่งจะได้เห็นกองทัพที่เกรียงไกรเช่นนี้
ในขณะนั้น ภายในกองทัพได้มีร่างเงาหนึ่งค่อยๆ ควบม้าแหวกผู้คนออกมา คนคนนั้นเงยหน้าขึ้นมองทหารยามและะโด้วยเสียงอันดัง “จงฟัง ตอนนี้เมืองหยางโจวเป็ศักดินาของขุนนางโลหิตแล้ว ั้แ่นี้เป็ต้นไปเมืองหยางโจวจะอยู่ภายใต้บังคับบัญชาของผู้บัญชาการทหารม้าโลหิต พวกเ้าจงไปเรียกเ้าเมืองออกมาต้อนรับเดี๋ยวนี้”
ขุนนางโลหิตหรือตำแหน่งผู้บัญชาการทหารม้าโลหิต เป็ตำแหน่งที่น่าเกรงขามและทรงอิทธิพล ถึงขนาดต้องให้เ้าเมืองมาต้อนรับเขาเช่นนี้ สถานะทางสังคมของบุคคลปริศนาผู้นั้นต้องสูงมากเป็แน่
ที่แท้ศักดินาเมืองหยางโจวในวันนี้ได้กลายเป็ของขุนนางโลหิตแล้ว ทว่าก็ไม่มีใครทราบว่าคนผู้นั้นเป็ใครกัน
ฝูงชนรู้สึกผ่อนคลายลงไปเล็กน้อย ในเมื่อเมืองหยางโจวเป็ศักดินาของขุนนางโลหิต ดังนั้นหมายความว่าอีกฝ่ายไม่ได้บุกมาโจมตีเมืองหยางโจว และกองทัพนี้ไม่ได้มีเจตนาร้ายอันใด
“ไปสิ รีบไปเรียกท่านเ้าเมืองมาเร็ว!”
หัวหน้าทหารยามเร่งสั่งลูกน้องให้ไปเชิญเ้าเมืองมา คนผู้นั้นก็พยักหน้ารับคำสั่ง ก่อนจะรีบวิ่งไปทางตำหนักเ้าเมืองทันที แม้จะไม่มีเสียงใดๆ ออกจากปากของผู้บัญชาการทหารม้าโลหิต แต่ทุกคนต่างก็รู้ว่าต้องทำเช่นไร
ภายในตำหนักอันกว้างขวางของท่านเ้าเมือง ในขณะนี้มีโต๊ะวางอยู่ทั่วบริเวณ ซึ่งตอนปลายปีเ้าเมืองน่าหลังซยงจะจัดงานเลี้ยงที่ยิ่งใหญ่ แม้เขาจะไม่ได้เชิญตระกูลหลินมาด้วย แต่งานก็ยังคงครึกครื้นและมีชีวิตชีวา
ในขณะนั้นหลายๆ คนกำลังดื่มเพื่อแสดงความยินดีให้กับน่าหลันซยง ทำให้น่าหลันซยงยิ่งรู้สึกภาคภูมิใจในตัวเองและดื่มฉลองกับสหายอย่างต่อเนื่อง
“ท่านเ้าเมือง ท่านเ้าเมือง…”
ในขณะนั้นกลับมีน้ำเสียงรีบร้อนเอ่ยแทรกขึ้นมา ซึ่งเรียกความสนใจจากผู้ร่วมงานได้เป็จำนวนมาก ส่วนน่าหลันซยงกลับขมวดคิ้วแน่นและมองไปตามต้นเสียง จนเห็นทหารยามนายหนึ่งวิ่งมาด้วยสีหน้าร้อนรน
“เรียนท่านเ้าเมือง ตอนนี้หน้าประตูเมืองหยางโจวมีกองทัพที่ไม่รู้จักรออยู่ด้านนอกขอรับ”
เม็ดเหงื่อผุดพรายออกมาจากใบหน้าของทหารยามผู้นั้นอย่างต่อเนื่องขณะแจ้งข่าวด้วยเสียงอันดัง ทำให้ผู้คนภายในงานต่างประหลาดใจเล็กน้อย มีกองทัพอยู่นอกเมืองหยางโจวในตอนนี้?
ในขณะนั้น กลับมีอีกร่างหนึ่งได้ปรากฏขึ้นและรีบวิ่งมาทางนี้
“หยุด!” น่าหลานซยงะโสั่ง “เ้ามาที่นี่เพราะเื่กองทัพเหมือนกัน? ตอนนี้พวกเขากำลังทำไรอยู่?”
“เรียนท่านเ้าเมือง พวกเขา้าให้ท่านออกไปต้อนรับ”
เมื่อได้ยินสิ่งที่ทหารยามเอ่ย น่าหลันซยงจึงขมวดคิ้วทันที แววตาของเขาขณะนี้เต็มไปด้วยความสงสัย
“ไปบอกเขาว่าให้มาที่ตำหนักของเ้าเมือง เพื่อมาขอโทษข้าซะ”
ในขณะนั้นเสียงที่ไม่แยแสพลันดังขึ้น ซึ่งเป็เสียงของตู๋กูเสี่ยวที่กำลังออกอาการไม่พอใจ ขณะที่กำลังดื่มอยู่นั้นเขาไม่คาดคิดว่าจะใครมารบกวน นอกจากนี้คนผู้นั้นยัง้าให้น่าหลันซยงออกไปต้อนรับ ซึ่งทำให้ตู๋กูเสี่ยวรู้สึกขายหน้าอย่างมาก ในเมื่อเขาอยู่ที่นี่แล้ว ไม่ว่าใครจะมานั้น พวกเขาต้องมาที่นี่และทักทายเขาด้วยความเคารพ
หลายคนต่างถอนหายใจอย่างโล่งอก สมแล้วที่เขาเป็ถึงเสนาบดีและยังมีอำนาจมากมาย ขณะที่ทุกคนกำลังสับสน เขากลับบอกให้อีกฝ่ายมาขอโทษด้วยท่าทีหยิ่งผยอง
ทหารยามคนนั้นดูตกตะลึงและกล่าวว่า “แต่…”
“ไม่มีคำว่าแต่! บอกให้พวกเขามาที่นี่และขอโทษข้าเสีย และบอกว่านี่เป็คำสั่งของตู๋กูเสี่ยว หากไม่ปฏิบัติตามล่ะก็ เ้าจะต้องเสียใจในภายหลัง”
ตู๋กูเสี่ยวยืนขึ้นพร้อมสายตาแหลมคม และกล่าวกับทหารยามคนนั้นอย่างเยือกเย็น
ทหารยามประหลาดใจและมองตามตู๋กูเสี่ยว เมื่อเขาเห็นสายตาอันเยือกเย็นของตู๋กูเสี่ยวแล้ว เขาจึงรีบพยักหน้าและกล่าวว่า “ขอรับ!”
เมื่อกล่าวจบ ทหารยามทั้งสองนายนั้นก็จากไปทันที
“เอาล่ะ ทุกท่านมาสนุกสนานกันต่อเถอะ อย่าปล่อยให้เหตุการณ์เช่นนี้มาทำลายบรรยากาศของงานเลี้ยงเลย” น่าหลันซยงกล่าวขณะยกแก้วขึ้น
ทุกคนต่างยกแก้วในมือขึ้นและหัวเราะเสียงดัง ส่วนตู๋กูเสี่ยวก็กลับไปนั่งที่เดิมด้วยสายตาสงบนิ่ง ในเมืองเล็กๆ อย่างเมืองหยางโจวนั้น หากมีใครกล้าไม่เชื่อฟังเขาล่ะก็… คนผู้นั้นจะต้องคลานมาขอโทษ