หลังจากจัดการมัดนักบวชทั้งห้าคนไว้ที่แท่นบูชาแล้ว เขาย่างเท้าไปยังแท่นบูชา มือคลำหาคันโยกที่ถูกซ่อนไว้ ขณะที่สมองครุ่นคิดถึงการเปลี่ยนแปลงของตนเอง หลังจากดูดกลืนสติสัมปชัญญะของโจรในป่าก่อนหน้านี้ ชายหนุ่มรู้สึกได้ถึงการเปลี่ยนแปลงของพลังตนเอง การควบคุมพลังทำได้คล่องแคล่วขึ้น สามารถครอบงำจิตใจผู้อื่นได้พร้อมกันหลายคน ไม่ต้องทุ่มสมาธิมากเหมือนก่อน
'นี่สินะ วิธีที่ถูกต้องในการดูดกลืนพลังของผู้ปั่นประสาทให้สมบูรณ์' เขาคิด นิ้วมือยังคงััหาคันโยกไปด้วย 'ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าเหยื่อเป็ใคร ไม่แบ่งแยกดีเลว ไม่แบ่งแยกเพศ แค่ดูดกลืนสติสัมปชัญญะเข้าไป พลังก็จะเติบโตขึ้น'
ความคิดนั้นทำให้เขาหนาวสะท้าน 'ถ้าคนที่ไร้จริยธรรมได้พลังนี้... พวกเขาคงไม่ลังเลที่จะไล่ล่าผู้บริสุทธิ์ เพียงเพื่อดูดกลืนสติสัมปชัญญะมาเป็ของตน'
ตอนนี้เขาเริ่มเข้าใจมากขึ้นแล้วว่าทำไมหน่วยพิเศษถึงต้องไล่ล่าผู้ยกระดับตัวตนนอกกฎหมาย ไม่ใช่แค่เพราะพวกเขาเสี่ยงที่จะถูกพลังกลืนกินจนเกิดอันตราย แต่การพัฒนาพลังของพวกเขายังเป็ภัยต่อผู้อื่นด้วย
คำพูดหนึ่งผุดขึ้นในความคิด 'ละทิ้งความเป็มนุษย์เพื่อไขว่คว้าพลังที่เหนือกว่า' ขณะที่นิ้วััถูกคันโยกที่ซ่อนอยู่ใต้แท่นบูชา
ชาร์ลส์สูดหายใจลึก สลัดความคิดที่รบกวนจิตใจทิ้งไป ตอนนี้ไม่ใช่เวลามาครุ่นคิดเื่พวกนี้ เขาต้องจดจ่อกับเหตุการณ์ตรงหน้า มือดึงคันโยกลงช้าๆ
เสียงเฟืองโลหะขบกันดังแว่วมาจากใต้พื้น ตามด้วยเสียงหินเสียดสีกัน พื้นหินตรงหน้าแท่นบูชาค่อยๆ เลื่อนเปิดออก เผยให้เห็นบันไดหินทอดลงไปเบื้องล่าง
ชายหนุ่มชะโงกลงไปมอง แสงจากคบเพลิง้าส่องลงไปได้ไม่ไกลนัก มองเห็นเพียงผนังหินและขั้นบันได แต่ที่น่าสนใจคือมีแสงสลัวๆ ลอยขึ้นมาจากเบื้องล่าง บ่งบอกว่ามีห้องที่มีคนอยู่รออยู่ปลายทาง
'สิบกว่าคน...' เขาทวนคำบอกเล่าของยามในใจ 'และมีระฆังเตือนภัย'
'คราวนี้คงต้องใช้เวทมนต์เข้ามาช่วย'
'อย่างน้อยห้องใต้ดินก็ไม่ต้องกังวลเื่เสียงดัง เสียงฝนที่กระหน่ำลงมาและความลึกของห้องจะช่วยกลบเสียงได้ดี'
แต่ปัญหาอยู่ที่หลังจากจัดการพวกนั้นแล้ว เชือกในห้องเก็บของถูกใช้หมดไปกับการมัดคน้า ถ้าไม่มีอะไรมัด พวกนั้นก็จะฟื้นขึ้นมาและสร้างปัญหาได้อีก
'ถ้าที่นี่เป็ห้องทดลองจริง ก็ต้องมียาสลบเก็บไว้แน่ พวกนักทดลองต้องมียาพวกนี้ไว้ควบคุมเหยื่อ มันน่าจะใช้ป้องกันไม่ให้พวกนั้นฟื้นขึ้นมาได้'
เขาจะค่อยๆ ย่างเท้าลงบันไดไปทีละขั้น เสียงสนทนาแ่เบาลอยขึ้นมาจากด้านล่าง เขาชะลอฝีเท้าลง พยายามไม่ให้เกิดเสียง ค่อยๆ เคลื่อนตัวไปตามผนังหิน
เมื่อลงมาถึงโค้งบันไดสุดท้าย แสงสีส้มอ่อนจากห้องด้านล่างสาดส่องให้เห็นภาพที่ชัดเจนขึ้น เขาเห็นทางเดินแยกออกเป็สามทาง
ชาร์ลส์พิจารณาทางเดินทั้งสามที่ทอดยาวไปในความมืด 'ทางไหนกันแน่ ลองสุ่มดูดีกว่า'
'ขวาร้าย ซ้ายดี' จึงตัดสินใจเลือกทางซ้าย โดยหวังว่าโชคจะเข้าข้าง
ชายหนุ่มย่องไปตามผนังหิน สายตาจับจ้องไปยังเบื้องหน้า อาศัยแสงริบหรี่จากตะเกียงที่แขวนห่างๆ ส่องนำทาง จนกระทั่งเห็นเงาของยามสองคนยืนเฝ้าอยู่หน้าประตูไม้บานใหญ่
เขาหมอบต่ำลง สำรวจสถานการณ์อย่างรอบคอบ ยามทั้งสองยืนคุยกันเสียงเบา ท่าทางผ่อนคลาย ไม่ได้คาดคิดว่าจะมีผู้บุกรุก ชาร์ลส์กวาดตามองโดยรอบอีกครั้ง เมื่อแน่ใจว่าไม่มีใครอื่น เขาก็ปล่อยพลังออกไปทำให้ยามทั้งสองเผลอชั่วขณะ
ฉวยจังหวะนั้น ชาร์ลส์พุ่งเข้าไปอย่างว่องไว จัดการยามทั้งสองให้สลบในทันที ทั้งหมดเกิดขึ้นภายในไม่กี่วินาที ไร้สุ้มเสียงไร้เสียงปะทะใดๆ
เขาประคองร่างทั้งสองให้นอนลงช้าๆ ก่อนจะแย้มประตูเปิดเล็กน้อย ชะโงกมองด้านใน แสงตะเกียงน้ำมันที่แขวนอยู่กลางห้องส่องให้เห็นชั้นวางของมากมายที่เรียงรายตามผนัง บนนั้นเต็มไปด้วยขวดแก้ว หีบไม้ และอุปกรณ์นานาชนิด
'โชคดีซะจริง' ชาร์ลส์คิด นี่คือห้องเก็บอุปกรณ์ที่เขามองหา
ชายหนุ่มลากร่างของยามทั้งสองเข้าไปในห้อง ปิดประตูตามหลังอย่างเงียบกริบ ก่อนจะเริ่มสำรวจชั้นวางของอย่างรวดเร็วแต่ละเอียด ดวงตากวาดมองฉลากบนขวดแก้วต่างๆ ที่เรียงรายอยู่
ขวดใบแล้วใบเล่าบรรจุของเหลวสีต่างๆ พร้อมป้ายที่เขียนด้วยลายมือประณีต น้ำยาสกัดจากพืชพิษ ยาชา กรด และสารประหลาดอื่นๆ อีกมากมายที่เขาไม่เคยเห็น
จนกระทั่ง 'นี่แหละ' เขาหยิบขวดใบหนึ่งที่มีฉลากเขียนว่า ยาสลบ
ชายหนุ่มเดินไปหายามที่สลบอยู่ ก่อนจะค่อยๆ แง้มปากยามคนแรก เทยาลงไปทีละน้อย ระวังไม่ให้สำลัก นวดคอเบาๆ ให้ของเหลวไหลลงคอ ทำแบบเดียวกันกับยามอีกคน จนแน่ใจว่าทั้งคู่กลืนยาลงไปดีแล้ว
'พวกนี้คงหลับยาวไปอีกหลายชั่วโมง'
จากนั้นก็ย่องไปที่ประตู แง้มเปิดออกเล็กน้อย มองไปยังห้องถัดไปที่มีแสงสว่างลอดออกมา จากที่สังเกตเห็น มันคือห้องทดลองที่มียามยืนเฝ้าอยู่สี่คน พวกเขากำลังคุยกันเสียงเบา ยืนกระจายตัวอยู่ตามจุดต่างๆ ในห้อง
ชาร์ลส์เริ่มประเมินสถานการณ์ในใจ 'สี่คนในห้องทดลอง... ทางแยกมีสามทาง แต่ละทางต้องมียามเฝ้าทางละสองคน เราจัดการไปแล้วสองที่ทางซ้าย เหลืออีกแปดคน'
ชาร์ลส์ตัดสินใจค้นห้องเก็บของอีกครั้ง สายตากวาดมองไปตามชั้นวางและตู้ต่างๆ 'ต้องอยู่ในนี้สิ' เขาคิด ไม่อยากเสียเวลาป้อนอัดยามทีละคนอีกแล้ว
เขาเริ่มเปิดลิ้นชักและตู้ทีละบาน จนกระทั่งมาหยุดที่ตู้ไม้สีเข้มมุมห้อง ภายในมีกล่องไม้ขัดมันวางอยู่ เมื่อเปิดออกดู เขาพบชุดเข็มฉีดยาที่จัดเรียงอย่างเป็ระเบียบ พร้อมขวดยาสลบความเข้มข้นสูงหลายขวด
เขาหยิบเข็มฉีดขึ้นมาพิจารณา เข็มและกระบอกฉีดยาทำจากโลหะคุณภาพดี ทุกชิ้นดูใหม่และสะอาด 'แค่แทงเข้าที่คอหรือแขน ออกฤทธิ์เร็ว ไม่ต้องเปลืองแรงมากนัก'
ชายหนุ่มเลือกเข็มฉีดที่มีขนาดพอเหมาะ ค่อยๆ ดูดยาจากขวดใส่กระบอกฉีด ระมัดระวังไม่ให้มีฟองอากาศ เขาเตรียมไว้หลายอัน แต่ละอันบรรจุยาในปริมาณที่มากพอจะทำให้คนหนึ่งคนสลบได้ในทันที จากนั้นจัดเรียงใส่กระเป๋าให้หยิบใช้ได้สะดวก
เขาย่องกลับไปที่ประตู แง้มเปิดออกเล็กน้อย สังเกตการณ์เคลื่อนไหวของยามในห้องทดลองอีกครั้ง พวกเขายังคงยืนกระจายตัวอยู่ตามจุดต่างๆ บางคนคุยกันเสียงเบา บางคนเดินตรวจตราไปมา
นิ้วััเข็มฉีดในกระเป๋า รู้สึกถึงความเย็นเฉียบของโลหะผ่านเนื้อผ้า 'อย่าให้ใครมีโอกาสส่งสัญญาณเตือน แทงให้ถูกจุด ยาจะได้เข้าสู่กระแสเืเร็วที่สุด'
ชาร์ลส์ประเมินระยะห่างระหว่างยามแต่ละคน ยามสองคนยืนคุยกันอยู่มุมห้อง อีกคนนั่งพักที่โต๊ะ ส่วนคนสุดท้ายกำลังเดินตรวจตราไปมา
ชายหนุ่มรอจนคนที่เดินตรวจตราหันหลังให้ จึงค่อยๆ เปิดประตู ย่องออกไปอย่างเงียบกริบ แนบตัวไปกับเงามืดของตู้และชั้นวางของ เข็มฉีดยาถูกจับพร้อมในมือ
เขาปล่อยพลังออกไปที่ยามคู่แรก ทำให้พวกเขาเผลอชั่วขณะ ก่อนจะพุ่งเข้าไปอย่างว่องไว เข็มฉีดแทงเข้าที่ต้นคอของยามคนแรกอย่างแม่นยำ กดยาเข้าไปในทันที แล้วรีบดึงเข็มออก หมุนตัวฉีดยาใส่คนที่สองในจังหวะเดียวกัน ทั้งคู่ทรุดลงพร้อมกัน
เสียงทรุดลงของร่างทั้งสองทำให้ยามที่นั่งอยู่ที่โต๊ะหันมามอง ชาร์ลส์ไม่รอช้า รีบใช้พลังใส่ทันที ทำให้สมองมึนงงชั่วขณะ ก่อนจะพุ่งตัวเข้าไปแทงเข็มฉีดที่คอ กดยาเข้าไปจนหมด
แต่การเคลื่อนไหวครั้งนี้ทำให้เกิดเสียงดังเล็กน้อย ยามคนสุดท้ายที่กำลังเดินตรวจตราหันขวับมา ดวงตาเบิกกว้างด้วยความใเมื่อเห็นเพื่อนร่วมงานล้มลงไป
"มี..." เขาเริ่มจะะโ แต่ชาร์ลส์ก็ทันปล่อยพลังใส่ ทำให้เสียงที่กำลังจะดังออกมาขาดหายไป ลืมว่ากำลังจะพูดสิ่งใดออกไป
ชาร์ลส์ฉวยโอกาสนั้นพุ่งเข้าไปหา แต่ยามคนนั้นมีประสบการณ์มากกว่าคนอื่น แม้จะมึนงง เขาก็ยังมีสติพอจะชักดาบออกมา
"แกเป็ใคร!?" เขาถามด้วยเสียงแ่เบาไร้เรี่ยวแรงขนาดพยายามประคองสติ ตั้งท่าป้องกันตัว
ชาร์ลส์ไม่ตอบคำถามนั้น เขาถอยหลังหนึ่งก้าว ประเมินคู่ต่อสู้อย่างรวดเร็ว ยามคนนั้นกำลังเซไปมา มือกุมดาบไม่มั่นคง แต่ประสบการณ์ทำให้เขายังพอให้ตั้งท่าเตรียมรับมือ
มือชายหนุ่มกำเข็มฉีดแน่น รอจังหวะที่เหมาะสม
ยามพยายามฟันดาบใส่ แต่การเคลื่อนไหวเชื่องช้าและไม่แม่นยำ ชาร์ลส์หลบได้อย่างง่ายดาย แล้วฉวยจังหวะนั้นพุ่งเข้าประชิด มือหนึ่งคว้าดาบจากมือที่กำไม่แน่นของยาม อีกมือแทงเข็มฉีดเข้าที่ต้นคอ กดยาเข้าไปจนหมด ร่างของยามคนสุดท้ายทรุดฮวบลง ชาร์ลส์รีบประคองร่างและดาบในมือ ไม่ให้กระแทกพื้นเสียงดัง
'ยามอีกสี่คนที่เหลือคงไม่รู้ตัวว่าเกิดอะไรขึ้นในห้องนี้' เขาคิด วางดาบลงเบาๆ 'ต้องรีบแล้ว'
ชาร์ลส์ค้นห้องทดลองอย่างละเอียด หยิบเอกสารขึ้นมาพลิกดูทีละแผ่น แต่ทุกอย่างที่พบล้วนเป็สิ่งที่เขารู้มาก่อนจากสถานพยาบาลร้างและจากบันทึกการทดลองเก่าๆ รายชื่อเหยื่อ สูตรยา ไม่มีอะไรใหม่ที่จะนำไปสู่ตัวการใหญ่เื้ั
เขาจึงตัดสินใจสำรวจลึกเข้าไปอีก พบทางเดินแคบที่ทอดลงไปในส่วนลึกของสถานวิจัย ผนังหินเย็นชื้น มีน้ำซึมออกมาตามรอยแตก ทางเดินนั้นคล้ายอุโมงค์ที่ขุดเจาะลึกลงไปใต้ดิน ลาดเอียงลงเรื่อยๆ จนกระทั่งมาถึงประตูเหล็กหนาที่ดูเหมือนถูกใช้งานไม่บ่อยนัก มีคราบสนิมเกาะตามขอบ แต่กลับไม่ได้ล็อกไว้
เขาผลักประตูให้เปิดออก เสียงบานพับเก่าลั่นแ่เบา เผยให้เห็นห้องทดลองอีกห้องที่ซ่อนอยู่ลึกกว่า แต่มืดสลัวกว่าห้องก่อนหน้ามาก
ชาร์ลส์ก้าวเข้าไปอย่างระมัดระวัง มือแตะที่ด้ามปืนในกระเป๋าเสื้อ มีเพียงแสงเทียนบนโต๊ะทำงานที่ส่องสว่างพอให้เห็นเอกสารกระจัดกระจายและขวดแก้วบรรจุสารประหลาดวางอยู่ แสงสลัวนั้นเพียงพอให้เห็นชายที่นั่งอยู่หลังโต๊ะทำงาน แต่ทำให้มุมอื่นๆ ของห้องจมอยู่ในความมืด ไม่อาจมองเห็นว่ามีอะไรซ่อนอยู่ในเงามืดเ่าั้
ชายผู้นั้นสวมเสื้อคลุมยาวที่เปรอะเปื้อนและเก่าโทรม เคราและผมรุงรังราวกับไม่ได้ตัดแต่งมานาน เขาเงยหน้าขึ้นจากงานตรงหน้า ดวงตาที่อยู่ใต้แว่นตาทรงกลมเป็ประกายวาววับเมื่อเห็นชาร์ลส์ ก่อนจะชะงักไปครู่หนึ่ง มือที่ถือปากกาขนนกสั่นเล็กน้อย แล้วค่อยๆ วางลง ลุกขึ้นยืนอย่างช้าๆ
ชาร์ลส์รู้สึกคุ้นลักษณะของชายตรงหน้า แม้จะดูทรุดโทรมไปมาก แต่มีบางอย่างที่สะกิดความทรงจำ เขาพยายามนึก แต่ก็นึกไม่ออกว่าเคยเห็นที่ไหน
"คุณ...คุณเป็ใคร? พวกเขาส่งคุณมาหรือ?" ชายคนนั้นถามด้วยเสียงแหบแห้ง น้ำเสียงสั่นเครือด้วยความเหนื่อยล้าและความหวาดระแวง
ชาร์ลส์สังเกตเห็นว่าชายคนนี้ไม่ได้เป็ยามหรือผู้คุม แต่ดูเหมือนจะเป็นักวิจัยที่ถูกกักขังอยู่ในที่นี้ เขาตัดสินใจไม่เปิดเผยตัวตนในทันที
"ก่อนที่ผมจะแนะนำตัวเอง คุณละ เป็ใคร? ทำไมถึงถูกกักขังอยู่ที่นี่?" ชาร์ลส์ถามด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล พยายามทำให้อีกฝ่ายรู้สึกปลอดภัย
ชายคนนั้นจ้องมองชาร์ลส์ด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความสงสัยและความหวาดกลัว ก่อนจะค่อยๆ พูดขึ้น "ผมชื่อ ไมเคิล เบิร์ก เป็หมอ และเป็นักวิจัย"
เวลาเหมือนหยุดนิ่งเมื่อได้ยินชื่อนั้น "ไมเคิล" หมอที่หายตัวไป คนที่เขาตามหาตัวมาตลอด จุดเริ่มต้นที่ดึงชาร์ลส์เข้ามาพัวพันกับโลกเื้ั
