ลูกชายเป็ดั่งเกล็ดใต้คอัของติงเหว่ย เมื่อได้ยินคำพูดนั้นเข้านางย่อมรู้สึกไม่พอใจและความโกรธฉายขึ้นมาในแววตา นางเงยหน้าขึ้นมองฮูหยินที่พูดประโยคนั้นอย่างถี่ถ้วน
หญิงวัยสามสิบกว่าปี สวมชุดผ้าไหมสีแดงสด ประดับศีรษะด้วยไข่มุกและหยกเต็มศีรษะ ใบหน้าจัดว่าดูดี แต่ริมฝีปากที่มักจะยกขึ้นคล้ายเยาะเย้ยอะไรบางอย่างอยู่ตลอดเวลา ทำให้ดูไม่น่าพอใจ
เมื่อครู่คนคนนี้ไม่ได้คุยกับฟางฮูหยิน แสดงว่าฐานะของสามีนางคงไม่สูงนัก เพียงแต่ไม่รู้ว่านางเป็คนโง่เขลาแต่กำเนิดหรือไม่ โง่เขล่าจนไม่รู้จักความกลัว หรือมีสิ่งใดในใจซ่อนอยู่กันแน่?
แม่นมกู่เพิ่งจะ “คว้า” เ้าเด็กอ้วนกลับมาอุ้มไว้ในอ้อมแขน เมื่อได้ยินคำพูดนั้นก็รู้สึกโกรธเช่นกัน นางพยายามอดทนแล้วอดทนอีก สุดท้ายก็ยื่นหน้าไปกระซิบข้างหูติงเหว่ยเบาๆ ว่า “นางอยู่ในสกุลซือหม่าเป็พระชายาคนที่สองของท่านอ๋อง”
ติงเหว่ยพยักหน้าน้อยๆ ยกถ้วยชาขึ้นจิบ แล้วมองไปที่องค์หญิงชิงเฉิงซึ่งนั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม แววตาแฝงด้วยประกายแห่งการต่อสู้ที่ถูกจุดขึ้น แล้วค่อยๆ ลุกลามดั่งเปลวไฟ…
หากจะบอกว่าสตรีต้องมีการแก่งแย่งเพื่อความสุขตลอดชีวิตหรือเพื่อบุรุษที่ชื่นชอบบ้าง นางก็ไม่เคยคิดว่ามันเป็เื่ไม่ดี แต่การเริ่มต้นด้วยการโจมตีที่ลูกเช่นนี้ นางไม่ชอบเป็ที่สุด และยิ่งไปกว่านั้น เด็กคนนี้เป็ดั่งหัวใจของนางที่นางเลี้ยงมาด้วยน้ำตา นางไม่มีทางยอมให้ใครมาทำร้ายเด็ดขาด
ในเมื่อ “การต่อสู้” ได้เริ่มขึ้นแล้ว และอีกฝ่ายก็ไม่ใช่คนที่มีคุณธรรม นางก็ไม่จำเป็ต้องออมมือ วันนี้นางจะทำให้หญิงผู้นั้นต้อง “เสียหน้า” ให้ถึงที่สุด ให้รู้เสียบ้างว่าอะไรที่แตะต้องได้ และอะไรที่แม้แต่จะคิดก็ไม่ควรคิด!
ไม่นานก็มีสาวใช้ยกกลองหนังวัวเคลือบสีแดงขนาดเท่ากะละมังทองเหลืองเข้ามา ไม้ตีกลองทั้งสองถูกผูกด้วยผ้าแพรสีแดง ดูแล้วสดใสเป็อย่างมาก
ดอกโบตั๋นสีชมพูเข้มที่ทำจากผ้าแพรก็ถูกส่งไปให้ฟางฮูหยิน นางยิ้มพร้อมกับเขย่าดอกโบตั๋นแล้วพูดว่า “ในเมื่อการตีกลองส่งดอกไม้ต้องเริ่มจากข้า ข้าจะเริ่มว่าบทกวีก่อน ถือเสียว่าเป็การโยนอิฐล่อหยก[1] ก็แล้วกัน”
“ฮูหยินเกรงใจเกินไป ท่านเป็ถึงบัณฑิตหญิงผู้มีชื่อเสียงของเมืองหลวง”
“ใช่แล้ว บทกวีของฮูหยินยังคงมีการกล่าวถึงจนถึงทุกวันนี้ วันนี้ได้ยินกลอนใหม่ของท่าน ถือว่าเป็เกียรติของพวกเราจริงๆ”
สมัยที่ฮูหยินฟางเพิ่งจะแต่งงานกับท่านอัครมหาเสนาบดีฟางใหม่ๆ ทั้งสองเป็คนที่มีความรู้กว้างขวาง เกือบทุกวันจะมีบทกวีใหม่ๆ ได้แต่งขึ้นในจวนสกุลฟาง แม้แต่ร้านหนังสือบางแห่งยังเก็บรวบรวมกลอนเ่าั้มาจัดทำเป็หนังสือ แม้แต่ปัจจุบัน หนังสือกลอนนี้ก็ยังคงมีอยู่ในห้องหนังสือของหลายบ้าน
ดังนั้น การที่สตรีเหล่านี้กล่าวชมเช่นนี้ก็ไม่เกินเลยไป และยังทำให้ฟางฮูหยินมีสีหน้าแฝงความคิดถึงเล็กน้อย
“คำโบราณว่าไว้ วีรบุรุษไม่พูดถึงความกล้าหาญในอดีต เวลาก็ผ่านไปแล้วยี่สิบปี ทุกวันนี้ข้าแค่ดูบัญชีก็ปวดหัวแล้ว ไม่ได้จับหนังสือมานาน วันนี้ข้าคงต้องทำให้ทุกคนอับอายเสียแล้ว พี่น้องทุกท่านอย่าได้รังเกียจกันนะ”
ฟางฮูหยินพยายามทำตัวกระฉับกระเฉงขึ้น ฝืนนั่งตัวตรงเงยหน้ามองดอกไม้และต้นไม้ที่เริ่มกลับมามีชีวิตอีกครั้ง แล้วคิดถึงร่างกายที่อ่อนแอลงทุกวันของตนเอง ไม่รู้ว่าเมื่อไรที่นางจะจากโลกนี้ไป ก็ยิ่งทำให้รู้สึกอิจฉาความสดชื่นมีชีวิตชีวานี้มากขึ้น
นางจึงเริ่มขับกลอนขึ้น “หมื่นต้นแปะก๊วยที่ริมแม่น้ำ ผลิบานเมื่อยามลมพัดข้ามคืน สวนเต็มไปด้วยสีสันอ่อนเข้ม สะท้อนอยู่บนผืนน้ำสีเขียว”
“ยอดเยี่ยม เป็กลอนที่ดี”
แม้ว่าหลายคนจะมีความรู้อยู่ไม่มาก แต่กลอนบทนี้ใช้ถ้อยคำเรียบง่าย อ่านได้อย่างไพเราะเสนาะหู ทำให้สตรีเ่าั้เข้าใจได้ง่าย จึงเอ่ยปากชมจากใจจริง
“ป่าต้นแปะก๊วยที่ริมแม่น้ำ ขานรับสายลมฤดูใบไม้ผลิ ผลิดอกบานสะพรั่งชั่วข้ามคืน ดอกไม้ในสวนสีสันอ่อนเข้ม ย้อมระลอกคลื่นกลายเป็สีเขียว”
องค์หญิงชิงเฉิงยิ้มพร้อมกับวิจารณ์กลอนอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวชมว่า “ฮูหยินคงจะเคยได้ไปชมป่าต้นแปะก๊วยมาแล้ว จึงสามารถแต่งกลอนดีๆ เช่นนี้ได้”
แววตาของฟางฮูหยินแฝงไปด้วยความคิดถึงมากขึ้น แต่นางก็ไม่อยากรับคำพูดนั้น จึงตอบอย่างคลุมเครือว่า “ทัศนียภาพฤดูใบไม้ผลิช่างงดงามนัก หากที่ไหนมีป่าต้นแปะก๊วย ข้าคงต้องไปชมสักครั้ง”
ทุกคนพยักหน้าเห็นด้วย และมีคนพูดขึ้นว่า “หากลงไปทางใต้ของเมืองอีกห้าสิบลี้ มีอารามเล็กๆ หลังหนึ่งว่ากันว่า ด้านหลังอารามนั้นมีต้นแปะก๊วยปลูกไว้มากมาย พวกเราน่าจะนัดกันไปถือศีลกินเจที่นั่นดีหรือไม่?”
“เป็ความคิดที่ดี ได้ทั้งชมวิวและสักการะพระ โดยไม่ต้องเสียเวลา”
“ทุกท่านอาจจะยังไม่รู้ อารามนั้นมีชื่อว่าซู่ซินอัน” องค์หญิงชิงเฉิงยิ้มพร้อมกับยกถ้วยน้ำชาขึ้นจิบ “ปกติแล้วที่นั่นไม่เคยเปิดประตูให้ผู้ใดเข้าไปเลย ไม่เพียงแต่จะชมดอกไม้ แม้แต่ผู้มาสักการะพระก็เข้าไปได้ยาก”
“เอ๋ ช่างแปลกจริงๆ ในเมื่อเป็อารามเหตุใดจึงปิดประตูไม่รับผู้มาสักการะพระล่ะ?”
ทุกคนต่างก็สงสัยและเริ่มพูดคุยกัน แต่ก็มีคนฉลาดคนหนึ่งเริ่มสังเกตว่าชื่ออารามนี้คุ้นๆ หูอยู่บ้าง เมื่อคิดออกก็เบิกตาโตขึ้นทันที แล้วรีบเบี่ยงไปพูดคุยเื่อื่นแทน
แต่น่าเสียดายที่พระชายาสกุลซือหม่าที่ไร้สมองผู้นั้นไม่ยอมปล่อยโอกาสดีๆ เช่นนี้ไป นางพูดขึ้นว่า “องค์หญิง ตอนที่ท่านแม่ทัพใหญ่ถูกฝังแล้ว ท่านทรงนำผมไปปลงในอารามเพื่อสวดมนต์อุทิศบุญ นั่นคืออารามซู่ซินอันใช่หรือไม่?”
เมื่อได้ยินดังนั้น ใบหน้าขององค์หญิงชิงเฉิงก็มีความเศร้าเพิ่มขึ้นสามส่วน นางตอบเสียงเบาๆ ว่า “ใช่แล้ว เ้าอาวาสแห่งอารามซู่ซินอันมีความสนิทสนมกับพระมารดาของข้า เห็นแก่ความศรัทธาของข้า จึงอนุญาตให้ข้าบวชถือศีลที่นั่น ข้าเคยคิดจะอยู่ในอารามนั้นเพื่อจบชีวิตที่เหลืออยู่ แต่วันหนึ่งเ้าอาวาสบอกว่าข้ายังไม่หมดวาสนาในโลกนี้ จึงผลักไสข้าออกจากอาราม แล้ววันนั้นเองที่ข้าได้ยินข่าวท่านแม่ทัพใหญ่ ‘ฟื้นคืนจากความตาย’...”
อาจเพราะนึกถึงความยินดีในวันนั้น ใบหน้าขององค์หญิงก็มีสีแดงระเรื่อราวกับเทพธิดาผู้ได้ถอดเสื้อคลุมที่เ็าลง กลายเป็ดั่งบุตรสาวผู้เป็ที่รักของครอบครัว
บรรดาหญิงวัยกลางคนที่เห็นก็รู้สึกสงสารจนใจอ่อน จึงพยักหน้ารับและกล่าวว่า “วันนั้นก็ได้ยินข่าวว่าองค์หญิงไปสวดมนต์ภาวนา คิดว่าเป็แค่ข่าวลือ แต่ไม่คิดว่าองค์หญิงจะเข้าอารามจริงๆ อารามนั้นเป็ที่ที่ลำบาก ไม่รู้ว่าองค์หญิงทนได้เช่นไร”
พระชายาไร้สมองถึงกับหยิบผ้าเช็ดหน้ามาซับน้ำตา “น่าสงสารองค์หญิงยิ่งนัก หากพระมารดายังอยู่คงไม่ยอมให้องค์หญิงต้องลำบากถึงเพียงนี้ โชคดีที่ท่านแม่ทัพกลับมาอย่างปลอดภัย ในที่สุดพระพุทธองค์ก็เห็นถึงความศรัทธาของท่าน อีกไม่นานต้องไปไหว้สักการะพระที่อารามซู่ซินอันอีกครั้ง ขอให้พระพุทธเ้าคุ้มครอง เพื่อให้สมหวังในความรักที่์ประทาน อย่าให้คนเลวคนใดมาขัดขวางโชคชะตาของท่านกับท่านแม่ทัพเลย”
พูดจบนางยังกลัวว่าคนอื่นจะไม่เข้าใจ จึงหันไปจ้องติงเหว่ยและลูกชายของนางอย่างอาฆาตมาดร้าย
“ท่านน้าอย่าพูดเช่นนั้นเลย หากเป็โชคชะตาที่ฟ้ากำหนดไว้จริงๆ ใครก็ขัดขวางไม่ได้ แต่ถ้า์ไม่เมตตา ข้าก็จะกลับไปยังอารามอีกครั้ง อยู่กับแสงเทียนและพระพุทธองค์เพื่อสร้างบุญในชาติหน้า”
แม้องค์หญิงชิงเฉิงจะพูดด้วยน้ำเสียงเ็า แต่ความหนักแน่นในคำพูดของนางก็ทำให้ทุกคนรู้สึกะเืใจ คิดดูแล้วก็รู้สึกสงสารนางที่เป็ถึงบุตรสาวในตระกูลสูงศักดิ์ งดงามราวกับเทพธิดาที่ถูกส่งลงมา นางชื่นชอบท่านแม่ทัพอย่างลึกซึ้ง รักและหลงใหลจนขอเพียงก้าวไปข้างหน้าอีกก้าวเดียวก็จะได้สร้างตำนานรักที่คนพูดถึงกันไปชั่วกาลนาน
แต่กลับมีคนขัดขวาง หากคนคนนั้นเป็หญิงที่มีฐานะสูงกว่าและงดงามกว่า พวกนางก็คงไม่ว่าอะไร แต่น่าเสียดาย คนคนนั้นเป็แค่หญิงชาวไร่ และยังเป็แม่ครัวที่เดินวนไปมาอยู่ในครัวอีกด้วย…
เมื่อคิดถึงตรงนี้ ในใจของทุกคนก็อดไม่ได้ที่จะเอนเอียงไปทางองค์หญิงอีกครั้ง มองติงเหว่ยและลูกชายด้วยความรังเกียจและดูิ่มากขึ้น…
น่าเสียดายที่ท่าทางของพวกนางนั้นกลับเหมือนว่ากำลังเล่นละครให้คนตาบอดดู
ติงเหว่ยกอดลูกชายตัวอ้วนเอาไว้และกำลังป้อนส้มให้เขากิน เ้าเด็กอ้วนซุกซนอยากจะป้อนเข้าปากเอง แต่กลับจับส้มจนมือเลอะไปด้วยน้ำส้ม ทำให้ติงเหว่ยต้องคอยตีมือเล็กๆ นั้นไปพร้อมกับเช็ดมือให้เขา จนไม่มีเวลาสนใจคำพูดของพวกคนเ่าั้
นี่เหมือนกับการต่อยหมัดใส่สำลี ไม่มีผลอะไรเลย ทำให้ทุกคนรู้สึกหงุดหงิดไม่น้อย
พระชายาสกุลซือหม่าที่ไร้สมองกลับไม่ยอมให้ความพยายามของนางต้องสูญเปล่า กว่านางจะทำให้ทุกคนเอนเอียงมาได้ช่างไม่ง่ายเลย จึงหันไปโจมตีติงเหว่ยอีกครั้ง
“แม่นางติง เ้าไม่มีอะไรจะพูดบ้างหรือ?”
ในที่สุดติงเหว่ยก็เช็ดมือของลูกชายจนสะอาดแล้ว นางจึงเงยหน้าขึ้น ดวงตาใสแจ๋วมองไปรอบๆ อย่างราบเรียบ แล้วจึงเอ่ยขึ้นด้วยรอยยิ้ม “ข้าไม่มีอะไรจะพูดหรอก แต่มีคำถามหนึ่งที่อยากถามมานานแล้ว”
ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด เมื่อองค์หญิงชิงเฉิงเห็นรอยยิ้มของนาง ใจขององค์หญิงก็สั่นไหวไปครู่หนึ่ง และเมื่ออยากจะหยุดติงเหว่ยก็สายไปเสียแล้ว พระชายาไร้สมองได้ตอบรับไปเรียบร้อยแล้ว
“แม่นางติงเป็หญิงจากครอบครัวธรรมดา เพิ่งเข้ามาในเมืองหลวง หากมีอะไรไม่เข้าใจก็ไม่แปลก เ้าอยากถามอะไรก็ถามมา แม้ข้าไม่รู้คำตอบแต่ก็ยังมีฮูหยินท่านอื่นอยู่ไม่ใช่หรือ”
พูดจบนางก็เชิดคางขึ้นอย่างภาคภูมิใจ ริมฝีปากแทบจะยิ้มจนถึงฟ้า เห็นได้อย่างชัดเจนว่าใจนางไม่ได้สุภาพเหมือนคำพูด
ติงเหว่ยทำเหมือนว่านางไม่เห็นท่าทีไม่ดีอะไร ยิ้มขอบคุณอย่างจริงใจแล้วพูดขึ้นว่า “ถ้าอย่างนั้น ข้าจะถามจริงๆ นะ?”
“ถามมาเลย ถามมาเลย” พระชายาไร้สมองตอบด้วยความหงุดหงิด แต่แล้วก็ได้ยินเสียงใสๆ ของติงเหว่ยพูดขึ้นว่า “ตอนที่ข้าได้รู้จักกับท่านแม่ทัพ เขานอนเป็อัมพาตอยู่บนเตียง นอกจากมือขวาและคอ ส่วนอื่นๆ ก็แข็งเหมือนก้อนหินทั้งหมด
ข้าเคยสงสัยมาตลอดว่าใครกันที่ทำให้ท่านแม่ทัพกลายเป็เช่นนี้? ข้าตั้งใจจะเกลี้ยกล่อมให้ท่านแม่ทัพฆ่าคนผู้นั้นและญาติทั้งเก้าชั่วโคตรของเขาให้หมดทั้งตระกูลเพื่อเป็การแก้แค้น
แต่น่าเสียดายจริงๆ ไม่ว่าจะถามใครก็ไม่มีใครพูดอะไร แต่วันนี้โชคดีที่พระชายายินดีจะไขข้อข้องใจให้ข้า ช่างเป็เื่ที่ดีเหลือเกิน พระชายาท่านรีบบอกมาเร็วเข้า!”
“แค่กๆ !”
เมื่อได้ยินดังนั้น เหล่าสตรีที่กำลังดื่มชาอยู่ก็ถึงกับพ่นน้ำชาออกมา ส่วนคนที่กำลังกินเตี่ยนซินก็ถึงกับสำลักจนคอยืดยาวราวกับคอของห่าน แต่ละคนเพิ่งจะนึกได้ถึงความแค้นฝังหุ่นระหว่างท่านแม่ทัพใหญ่กับตระกูลซือหม่า
โชคดีที่พวกนางไม่ได้พูดอะไรออกไปอย่างหุนหันพลันแล่น ไม่เช่นนั้นตอนนี้จะตอบอย่างไรกันดี ไหนจะเื่ลิขิตของ์ คนขัดขวาง มันช่างเป็เื่น่าตลกสิ้นดี
ต่อให้เป็ลิขิตของ์จริงๆ และต่อให้มีคนขัดขวางจริงๆ ก็เป็ตระกูลซือหม่าเองที่ทำลายลิขิตของ์ด้วยมือของตนเอง ตระกูลซือหม่ากลายเป็คนที่ขัดขวางเสียเอง หากจะว่ากันตามจริงแล้ว เื่นี้ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับติงเหว่ยเลยสักนิด กลับกัน นางกลับเป็คนที่ไม่ทอดทิ้งท่านแม่ทัพใหญ่ในยามที่เขาตกอับ นับว่าเป็เื่ที่น่ายกย่องมาก และเมื่อท่านแม่ทัพใหญ่กลับสู่เมืองหลวง เขาเองก็ไม่ทิ้งนางไปเช่นกัน แสดงให้เห็นว่าเขาเป็คนที่ซื่อสัตย์และจริงใจ…
เมื่อคิดเช่นนั้นแล้ว ทุกคนก็หันกลับไปมององค์หญิงที่ใบหน้าซีดขาว และพระชายาไร้สมองที่กระอักกระอ่วนจนพูดอะไรไม่ออก สีหน้าของนางก็ดูไม่ค่อยจะสู้ดีนัก
ติงเหว่ยเองก็ไม่มีความคิดที่จะหยุด นางคิดว่าความคิดที่ว่า ลูกผู้ชายล้างแค้นสิบปีก็ยังไม่สาย นั้นมันช่างเป็ความคิดที่โง่เขลา ลูกผู้ชายจะล้างแค้นแม้แต่วันเดียวก็สายเกินไปแล้ว!
มือดำ [2] ของคนอื่นยื่นมาถึงตรงหน้าแล้ว ถ้าไม่ชักดาบฟันออกไป จะช่วยใส่ถุงมือให้เขาเพื่อให้มืออุ่นอีกอย่างนั้นหรือ?
นางปอกส้มให้ลูกชายพลางถามต่อไปว่า “ข้าได้ยินมาแค่ว่าท่านแม่ทัพใหญ่ถูกวางยา แต่สุดท้ายแล้วมันเป็ฝีมือของคนอำมหิตที่ชั่วช้าสามานย์คนไหนกันแน่? คงเป็คนที่อยู่ใกล้ชิดแน่ๆ เลยใช่หรือไม่?
จะว่าไปพวกที่ชอบปากบอกว่าคนนี้ใกล้ชิด คนนั้นใกล้ชิด วันๆ ก็พร่ำบอกว่าตนเองเป็คนมีน้ำใจ คนแบบนั้นแหละที่น่ารังเกียจที่สุด พอลงมือก็โเี้ที่สุด แต่ยังหน้าหนาจนน่ากลัวอีกต่างหาก
ข้าว่าท่านแม่ทัพเป็คนมีเมตตาที่สุด ไม่ว่าจะพูดเกลี้ยกล่อมบังคับยังไงเขาก็ไม่ยอมบอก เขาคงจะเป็คนที่เห็นแก่ความหลังจริงๆ ไม่เช่นนั้น ต่อให้ไม่ฆ่าพวกคนใจดำนั้นทิ้งให้หมด ก็ต้องเนรเทศพวกมันให้ไปตากเกลือที่เฉวียนโจวบ้างเสียแล้ว
ข้าได้ยินมาว่าที่เฉวียนโจว พวกนักโทษเ่าั้ได้กินแค่ก้อนรำข้าวก้อนเดียวในแต่ละวัน แถมยังต้องทำงานวันละสิบชั่วยาม หลายคนถึงกับอดตายก็มี บางคนก็หิวน้ำมากจนดื่มน้ำทะเลเข้าไปแล้วก็ตายเพราะความเค็ม ช่างน่าสงสารจริงๆ”
-----------------------------------------
[1] โยนอิฐล่อหยก 抛砖引玉 หมายถึง การอุปมาว่าใช้ความคิดเห็นหรือผลงานที่ยังไม่ค่อยดีของตนเองเพื่อดึงความคิดเห็นที่ดีของตนเอง หรือเพื่อดึงความคิดที่ดีหรือผลงานที่ดีจากผู้อื่น
[2] มือดำ 黑手 หมายถึง คนที่กระทำเื่เลวร้าย
