บทที่ 108 หยกวิเศษหมื่นปี
คนของตระกูลเมิ่งมองเห็นพลังยุทธ์ของสองคนที่เข้าไปนั้นไม่ค่อยชัดเจน แต่ลู่อวี่และคนอื่นๆ ที่เข้ามานั้นกลับมองเห็นอย่างชัดเจน
เมิ่งเสวียนโตวยอดฝีมือขั้นเกิดเทพเ้าผู้นั้นจากตระกูลเมิ่งทำหน้าบึ้งตึง และพูดอย่างเ็า “ถึงกับปกปิดพลังยุทธ์และซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางนักพรตสันโดษได้ อีกทั้งยังฉวยโอกาสใน่ที่ชุลมุน วางแผนได้ดีจริงๆ แต่อย่าให้ข้าเจอกับเ้าในนั้นนะ!”
ตู้เสวียนเฉิงกล่าว “พลังยุทธ์ของสองคนนี้ไม่ได้อ่อนแอเลย แม้ว่าจะสู้ข้าไม่ได้ แต่ก็ไม่ได้ด้อยเกินไปนัก ตอนนี้ข้ายังบอกไม่ได้ หากมีเคล็ดวิชาลับอะไรขึ้นมา เช่นนั้นก็คงไม่สามารถเอาชนะพวกเขาได้ในทันที!”
ระดับพลังยุทธ์ของลู่อวี่ยังอ่อนแออยู่จริงๆ แต่หากพูดในแง่สายตาเฉียบแหลม ในสถานที่แห่งนี้ก็ไม่มีใครเทียบเขาได้ หลังจากฟังคำพูดของตู้เสวียนเฉิง เขาก็พูดขึ้น “ผู้เฒ่าตู้ ระวังตัวด้วย เพียงดูจะสีของแสงหนีก็รู้แล้วว่าสองคนนี้ต้องไม่ใช่ผู้ฝึกฝนวิทยายุทธ์ทั่วไปอะไรพวกนี้แน่ อาจเป็นักพรตมารก็เป็ได้ ไม่เห็นเงาของพวกเขาในเทียนตูมานานหลายปีแล้ว คิดไม่ถึงจะโผล่มาในเวลานี้ คนพวกนี้ลงมือได้อันตรายนัก หากไม่ทันระวังก็อาจตกหลุมพรางของพวกเขาได้ อย่าได้ประมาทเด็ดขาด ยิ่งกว่านั้นทั้งคู่ก็มีพลังยุทธ์ขั้นเกิดเทพเ้าอยู่ด้วย!”
เหวินจงหยวนก็ดูออกเช่นเดียวกันว่ามีความแข็งแกร่งเพียงไหน จึงพูดต่อ “อย่างอื่นข้าดูไม่ออก แต่ดูเพียงแสงหลบหนีที่รวดเร็วของสองคนนี้แล้ว ข้ายังตามหลังอยู่ไกลมากนัก!”
ลู่อวี่โบกมือแล้วฉวยโอกาสตัดสินใจดำเนินการอย่างฉับพลัน “เฉินเสวียน ลู่อวิ๋นชิง ลู่เทียนเหว่ยรอกันอยู่ที่นี่ ผู้เฒ่าตู้เข้าไปกับข้า!”
พูดจบ ก็ไม่พูดอะไรให้มากความอีก เขาเหาะทะยานตรงเข้าไปในถ้ำเลย และแน่นอนว่านักพรตของตระกูลเมิ่งเองก็ไม่กล้าเข้าไปขวางเขาเช่นกัน
ตระกูลเมิ่งเองก็ไม่ได้ตอบสนองช้า เว้นแต่เมิ่งเสวียนโตวและเมิ่งเทียนอวิ๋นแล้ว ที่พาเพียงยอดฝีมือขั้นเกิดเทพเ้าสามคนไปด้วยเท่านั้น สวนคนอื่นๆ ต่างก็รออยู่ข้างนอก สิ่งเหล่านี้เองที่เป็การกระทำของตระกูลที่มีชื่อเสียง พวกตระกูลเล็กๆ แทบเทียบไม่ติด
สำหรับเหวินจงหยวนและชายชราแซ่จ้าว ก็ต้องเข้ารวมด้วยอยู่แล้ว เพราะถึงอย่างไรในถ้ำก็คือจุดศูนย์กลาง และมันต้องมีการวางกลไกค่ายกลกระบี่จำนวนมากไว้อยู่ มันจำเป็มากที่ต้องมีอาจารย์ค่ายกลกระบี่สักคน
ส่วนความสามารถในการเข้าไป และหาได้สมบัติอะไรในนั้นมาได้ มันก็ขึ้นอยู่กับความสามารถและโชคของแต่ละคนแล้ว นี่เป็ความเข้าใจซึ่งกันและกันโดยไม่จำเป็ต้องพูดออกมาของทุกคน
ตอนที่อยู่ด้านนอกยังไม่รู้สึกได้ถึงความแตกต่างของถ้ำนักพรตโบราณนี้ แต่หลังจากที่ทุกคนเข้ามาก็พบว่า ข้างในนี้ไม่เพียงแต่มีพื้นที่ที่ไม่ได้เล็กเท่านั้น แต่ยังมีดอกไม้และพืชพรรณแปลกตา ต้นไม้โบราณสูงตระหง่าน น้ำพุที่พุ่งขึ้นสูงและน้ำตกที่ไหลริน รวมทั้งูเาและหินแปลกๆ อีกมากมาย อะไรที่ควรมีก็มีทุกอย่าง! พลังและเมฆหมอกกระจายไปทั่วอากาศ ทำให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ในแดน์
แต่สิ่งที่ทำให้ทิวทัศน์แย่ลงก็คือตอนนี้มีนักพรตสันโดษอยู่กระจัดกระจายไปทั่วจำนวนมาก เต็มไปด้วยเหล่าผู้คนทั้งซ้ายและขวา มันทำลายทัศนียภาพเดิมของที่นี่ไปเสียหมด
ตู้เสวียนเฉิงและลู่อวี่ไม่สนใจเื่พวกนี้ด้วยซ้ำ เพราะถึงยังไงถ้ำแห่งนี้มันก็ไม่ได้เป็ของตัวเองอยู่แล้ว ทำเพียงกวาดตาสำรวจ และเหาะทะยานเข้าไปในส่วนลึกของถ้ำอย่างรวดเร็ว
แต่เมื่อเข้ามาถึงด้านหน้าห้องโถงใหญ่ของตำหนัก ตู้เสวียนเฉิงก็หยุดชะงักกะทันหัน ลู่อวี่ก็หยุดตามไปด้วย ด้วยความสงสัย เขาจึงถามขึ้น “เกิดอะไรขึ้นหรือผู้เฒ่าตู้?”
ในขณะที่ถามอยู่นั้นก็เงยหน้าขึ้นมองตามสายตาของตู้เสวียนเฉิง และอดที่จะอุทานออกมาด้วยความใไม่ได้
เมื่อมองตรงไปเห็นเพียงเหนือทางเข้าของห้องโถงใหญ่ มีป้ายหนึ่งแขวนไว้อยู่ มีคำว่า “จิ่วโจวก่วน” เขียนไว้บนนั้น ตัวอักษรดูสง่างามและทรงพลัง ดูเหมือนว่าจะมีความลึกลับแฝงอยู่ หากคนที่มีขั้นพลังยุทธ์ไม่สูงพอเห็นครั้งแรก ก็คงจะได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่สำหรับตู้เสวียนเฉิง และลู่อวี่ ทั้งสองที่มาจากขั้นหวนสู่สัจธรรมแล้วจึงไม่เกิดปัญหาใดๆ
แต่ลู่อวี่เชื่อว่าตู้เสวียนเฉิงคงไม่หยุดอยู่ตรงนี้เพราะเหตุผลนี้แน่ๆ จู่ๆ เขาก็ใจสั่นและมองไปทางป้ายที่แขวนอย่างละเอียด และอดอุทานออกมาไม่ได้ “เป็ผู้ที่ร่ำรวย ใช้จ่ายที่หรูหรานัก ถึงกับใช้หยกวิเศษหมื่นปีมาเป็ป้ายจารึก หรือว่าเมื่อพันปีก่อนเื่เช่นนี้จะใช้กันทั่วทุกที่?”
หยกวิเศษหมื่นปีมีประโยชน์หลายอย่าง สามารถรวบรวมสมาธิขจัดโรคภัยไข้เจ็บ ปัดเป่าิญญาชั่วร้าย ปรับปรุงสมรรถภาพทางกาย และรวบรวมพลังปราณได้ ซึ่งไม่ว่าใช้วิธีไหนก็ตามมันก็ล้วนแต่มีคุณค่ามหาศาล ยิ่งนำหลายชนิดมาร่วมกัน มันยิ่งถือว่าเป็สมบัติที่หายากยิ่งขึ้นสำหรับผู้ฝึกบำเพ็ญเพียรเลยก็ว่าได้ ซึ่งมันไม่ใช่ว่าจะได้กันมาง่ายๆ
“ผู้เฒ่าตู้อยากได้มันใช่หรือไม่?” ลู่อวี่ยิ้มและเอ่ยปากถาม
ตู้เสวียนเฉิงหัวเราะเบาๆ เขาส่ายหน้าแล้วพูดตอบไป “หากนายน้อยชอบ นายน้อยลองดูหรือไม่!”
ลู่อวี่หัวเราะเสียงดัง ไม่ว่านักพรตคนไหนเวลาวางแผนก็ต้องวางแผนที่ร้ายกาจอยู่แล้ว อีกอย่างต่อให้ของสิ่งนี้จะล้ำค่าเพียงไหน มันก็ไม่ได้อยู่ในสายตาของลู่อวี่อยู่ดี
ลู่อวี่แสร้งทำเป็มองป้ายคำขวัญนั้นด้วยท่าทีเสียดาย และพูดขึ้นว่า “สมบัติมากมายเช่นนี้ มันก็ต้องทิ้งบางส่วนไว้ให้คนรุ่นต่อไป ข้านายน้อยผู้นี้ใจกว้างมากจนข้ายังนับถือตัวเองเลย!”
พูดซะตู้เสวียนเฉิงเกือบจะหลุดเสียงหัวเราะออกมา และไม่ทำให้เสียเวลาอีก ทันทีที่ทั้งสองขยับตัวก็เข้าไปในทางเข้าประตูหลักของห้องโถงทันที
ทันทีที่ทั้งสองหายตัวไป เหวินจงหยวนและชายชราแซ่จ้าวก็เดินเข้ามา ทั้งสองก็มองเห็นป้ายคำขวัญที่ประตู ดวงตาฉายแววความโลภขึ้นมาไม่น้อย แต่พวกเขากลับไม่หยุดแต่เดินตรงเข้าไปในประตูทันที
รอจนกระทั่งคนของตระกูลเมิ่งเข้ามาถึง เมิ่งเทียนอวิ๋นก็สังเกตเห็นวัสดุของป้ายจารึกนั้น และรู้สึกยินดีเป็อย่างยิ่ง คนก่อนหน้านี้ตาบอดกันหรืออย่างไร? คิดไม่ถึงว่าของดีเช่นนี้ จะไม่มีใครสังเกตเห็น ดูเหมือนว่าโชคลาภได้มาถึงข้าแล้ว สมบัติพวกนี้ต้องตกอยู่ในมือของข้าแน่
เขาะโขึ้นไปคว้าป้ายคำขวัญมาโดยไม่คิดอะไรเลยแม้แต่น้อย
แม้ว่าเมิ่งเสวียนโตวจะเป็คนเงียบพูดจาน้อย แต่ความรู้ก็ไม่ได้ตื้นเขิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเนื่องจากเขาเป็สายเืหนึ่งของตระกูล สามารถฝึกฝนมาจนถึงขั้นเกิดเทพเ้าได้ ย่อมต้องผ่านความยากลำบากและอุปสรรคมาแม้ว่าจะดูวัสดุของป้ายจารึกไปออกั้แ่เริ่มแรก แต่ก็รู้ว่าต้องมีข้อจำกัดที่เข้มงวดกับเื่ประเภทนี้ เวลานี้ในถ้ำมีสมบัติที่สำคัญมากกว่า มันไม่คุ้มค่าที่จะต้องมาเสียเวลาไปกับเื่นี้
แต่ใครจะคิดว่าเมิ่งเทียนอวิ๋นกลับเอื้อมมือไปรับมันจริงๆ ทันใดนั้นเขาก็รู้ทันทีว่าต้องเกิดเื่ไม่ดีขึ้นแน่ จึงะโออกมาด้วยเสียงดังว่า “ระวัง!” แต่มันก็สายเกินไปแล้ว! เห็นเพียงนิ้วของเมิ่งเทียนอวิ๋นที่ัักับป้ายจารึกนั้น มีแสงสีทองแวบขึ้นมา เมิ่งเทียนอวิ๋นก็เหมือนกับถูกฟ้าผ่า หลังจากชะงักไปครู่หนึ่ง หลังจากนั้นก็ตามมาด้วยเสียงดังสนั่นและเสียงกรีดร้องสั้นๆ พร้อมกับตัวที่ปลิวบินไปไกลหลายฟุต
ทุกคนในตระกูลเมิ่งตะลึงใไม่น้อย ต่างก็รีบวิ่งกันเข้าไปดูอาการาเ็ของเมิ่งเทียนอวิ๋น
โชคดีที่พลังบนป้ายจารึกนั้นไม่ได้เจตนาฆ่าคน แต่เพียงเพื่อลงทัณฑ์ผู้ที่ไม่เคารพยำเกรงเ้าของมากพอ ดังนั้นนอกจากเมิ่งเทียนอวิ๋นที่ใจนอาเจียนเป็เืแล้ว ก็ได้รับาเ็ภายในเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ไม่ได้มีอะไรร้ายแรงนัก
เห็นได้ชัดว่าต้องใช้ความพยายามพอสมควรที่จะจัดการกับป้ายจารึกนี้ เพราะเวลามีค่ามาก และยังมีของดีๆ อีกมากอยู่ข้างใน ดังนั้นก็เป็ปกติที่พวกเขาจะไม่หยุดอยู่ตรงนี้
เมิ่งเทียนอวิ๋นกินยารักษาอาการาเ็จึงตามหลังคนอื่นๆ มา ด้วยความรู้สึกที่สิ้นหวังและเจ็บใจ ป้ายจารึกนี้แขวนอยู่ในสถานที่ที่มองเห็นได้อย่างชัดเจนเช่นนี้ มันเห็นอยู่แล้วว่าตัวเองไม่ได้เห็นเพียงคนเดียว หากเป็พวกนักพรตสันโดษที่ไม่รู้จักก็ไม่ว่า แต่เขาไม่เชื่อหรอกนะว่าลู่อวี่จะไม่รู้จักวัสดุของชิ้นนี้ แต่ลู่อวี่กลับไม่แตะต้องมันเลย แต่เป็ตัวเขาเองกลับได้รับาเ็ ตัวเองถูกวางกับดักอีกแล้วครั้งนี้ เ้าคนขี้โกงของตระกูลลู่ผู้นี้ เมิ่งเทียนอวิ๋นจะไม่ยอมปล่อยให้เขาได้มีความสุขแน่นอน!
“ตูม!” เสียงพลังที่รุนแรงปะทะกันก็ดังสนั่นหวั่นไหวออกมา ทำให้ผู้คนที่อยู่โดยรอบใไม่น้อย
“หลัวไท่ เ้าไม่ใช่คู่ต่อสู้ของข้า ในห้องโถงนี้ก็ไม่ได้มีของดีอะไร กระถางธูปนี้มันจะมีราคาสักเท่าไรกัน เ้าจะมาต่อสู้แย่งชิงกับข้าไปทำไม อีกเดียวยังมีของดีอีกเยอะแยะ!” ชายร่างใหญ่ที่มีหนวดเครา ถลึงตาโต ะโเสียงดังด้วยความโกรธ แต่มือกลับรวดเร็วนัก หลบเลี่ยงพลังกระบี่ที่ฝั่งตรงข้ามฟันเข้ามา แล้วฟันกระบี่ตอบกลับฝั่งตรงข้ามไปทีหนึ่ง
“ฮ่าๆ นี่หลี่จวี้หู่ ใครๆ ต่างก็บอกว่าเ้าไม่มีสมอง แต่เ้าปิดคนอื่นได้แต่ปิดข้าไม่ได้ ไอ้หัวคิดฉลาดเล็กๆ น้อยๆ พวกนี้ไม่ต้องมาแสดงละครต่อหน้าข้า ให้ตายเถอะ พลังยุทธ์เช่นข้า หากเข้าไปอีกคงได้ของดีมายากแน่ นอกเสียจากว่าจะโชคดีมากๆ นั้นมันไม่ใช่ที่ที่ข้าต้องไป สู้กับเ้าดีกว่า บางทีข้าอาจจะยังได้รับของอะไรบ้างก็ได้ หากข้าวิ่งตามเข้าไป อาจจะถูกฆ่าด้วยการตบเพียงเพียงครั้งเดียว แต่เ้ามันคาดคะเนได้หรือ!”ชายคนหนึ่งในวัยสามสิบหันไปด้านข้างเล็กน้อย และหลบเลี่ยงพลังกระบี่ของหลี่จวี้หู่ ขณะที่พูด ก็มองคู่ต่อสู้ด้วยแววตาที่ดูถูกและเยาะเย้ย แม้ว่าตัวเองจะไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเขา แต่เื่ปกป้องตัวเองก็มีมากเกินพอ
ยิ่งไปกว่านั้น กระถางธูปที่อยู่ข้างๆ นั้นมันก็ไม่ได้แย่นัก เพราะมันก็เป็ของที่นักพรตโบราณใช้เหมือนกัน และยังเป็อาวุธวิเศษชิ้นหนึ่งอีกด้วย ซึ่งไม่ใช่อาวุธวิเศษตามท้องตลาดจะเทียบได้ แต่หากหลี่จวี้หู่สามารถแสดงความจริงใจออกมาได้มากพอ พร้อมยื่นข้อเสนอบางอย่างให้ได้ ตัวเองก็ใช้ว่าจะยอมให้ไม่ได้ เพราะของสิ่งนี้มันก็ไม่เหมาะให้ตัวเองใช้อยู่แล้ว แต่หากคิดจะขับไล่เขาออกไปและผูกขาดสมบัตินี้ไว้คนเดียว ก็อย่าได้แม้แต่จะคิดเลย
หลี่จวี้หู่ทั้งโกรธทั้งโมโห แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ หากยืดเวลาออกไป แล้วมีคนอื่นมากันอีก ถึงเวลานั้นจะได้สมบัติมาหรือไม่ก็ยังอีกเื่หนึ่ง แต่กลัวว่าจะตกอยู่ในอันตรายนะสิ
“แล้วเ้าคิดจะทำอย่างไร? อีกเดี๋ยวหากมีคนมาอีก ถึงเวลานั้นเราก็จะไม่ได้อะไรกันเลย หากเกิดเจอคนนิสัยไม่ดีขึ้นมาอีก อาจไม่มีชีวิตรอดเลยก็เป็ได้!”
“ตูม ตึง ตึง ตึง!” ทั้งสองพูดคุยกันไปด้วยขณะที่ต่อสู้กันด้วยความเร็วที่รวดเร็วยิ่งขึ้น ทำให้มีลมพัดกรรโชกไปทุกทิศ
“เื่นี้ยังต้อง... ให้ข้าพูดอีกหรือ หากเจอสมบัติก็แบ่งกันคนละครึ่ง... แต่อาวุธวิเศษแบ่งกันไม่ได้ เ้าก็เอาผลประโยชน์ไปให้มากพอ ข้า... ก็แยกย้าย ไม่มีเวลามายุ่งกับเ้าหรอก!” หลัวไท่รับมือหลี่จวี้หู่ติดต่อกัน หอบหายใจอย่างติดขัด เวลาพูดออกมาจึงไม่เป็ประโยค
หลี่จวี้หู่โจมตีอย่างดุเดือด ใช้พลังปราณและคาถาไปไม่น้อย แต่กลับทำอะไรหลัวไท่ไม่ได้เลย สายตาคู่นั้นที่จ้องมองคู่ต่อสู้ก็แทบอยากจะกัดกินอีกฝ่าย
“เอาละ เ้าก็รู้ภูมิหลังตระกูลของข้าดี เ้า้าอะไร!” หลี่จวี้หู่หยุดโจมตีแล้ว ตอนนี้ต่อให้ชิงของมาได้ ก็คงต้องใช้พลังปราณทั้งหมดที่มี มันได้ไม่คุ้มเสีย แม้ว่าสีหน้าท่าทีของเขาจะดูหยาบกระด้าง แต่จิตใจละเอียดอ่อนนัก
“ฮ่าๆ พี่จวี้หู่ใจกว้างจริงๆ ได้ยินมาว่าเมื่อหลายปีก่อนพี่จวี้หู่ได้นำคนไปทำลายล้างตระกูลเล็กๆ ตระกูลหนึ่งทางตอนเหนือ และปล้นเอาของดีมามากมาย อย่างอื่นข้าไม่สนใจหรอก แต่ข้ารู้มาว่าบรรพบุรุษของตระกูลเล็กๆ นั้น ได้ถ่ายทอดต่อเคล็ดวิชากระบี่หนึ่งตกทอดต่อให้ที่เรียกว่า เคล็ดวิชากระบี่ลมกรรโชก ข้า้ามันนั่นแหละ เื่นี้ไม่ได้ร้องขอพี่หลี่มากเกินไปใช่หรือไม่ ในเมื่อพี่ไม่ใช่กระบี่ เก็บรักษาไว้ในมือของพี่มานานขนาดนี้แล้ว เหลือคัดลอกไว้สักฉบับก็คงไม่เสียหาย!”
หลี่จวี้หู่แอบสบถอยู่ในใจ ไอ้สารเลวนั่นปล่อยข่าวไปทั่ว ข้าจะกลับไปถลกหนังมันทิ้ง แต่ต่อหน้ากลับพูดว่า “เื่นี้ง่ายดาย แต่จะทำให้ข้าเชื่อได้อย่างไรว่าพี่หลัวจะไม่กลับคำ นิสัยของพี่หลัวไม่ค่อยดีด้วย!”
“เหอะ ข้างในมีแต่ของดีๆ ทั้งนั้น แต่ข้ามีเวลาเหลือเฟือที่จะต่อสู้แย่งชิงเตาเก่าๆ นี้กับเ้า จะดีกว่าหากลองเข้าไปเสี่ยงโชคดู ในเมื่อได้ประโยชน์แล้วจะยังทำเื่ไร้ค่าเช่นนี้อีกทำไม!” ใบหน้าของหลัวไท่เงียบขรึมลงเล็กน้อย หากมีคนมาว่าเขานิสัยไม่ดี ก็คงจะรู้สึกแย่เช่นเดียวกัน ถึงแม้เขาจะเป็คนเช่นนั้นก็จริง แล้วอย่างไรเล่า นี่มันด่าคนเพื่อเปิดโปงจุดอ่อนชัดๆ
“เอาเช่นนั้นก็ได้ คำไหนคำนั้น!” หลี่จวี้หู่พูดด้วยน้ำเสียงขึงขัง
