“ข้อตกลง?” ไป๋หยุนเฟยเลิกคิ้วพลางเหยียดยิ้ม “เ้าหมายความว่าอย่างไร?”
“ข้าจะสอนวิชาเร้นลับของตระกูลแลกกับเครื่องประดับที่ช่วยเริ่มความเร็วได้ของเ้า! แต่ทว่า ข้าไม่้าชิ้นที่เ้าหยิบยื่นออกมาได้โดยไม่นำพา เ้าคงมีชิ้นที่เหนือกว่านั้นกระมัง? ข้าเพียง้าเครื่องประดับที่ช่วยให้ยกระดับความเร็วให้เหนือล้ำยิ่งขึ้น!” จิ้งิเฟิงกล่าวอย่างจริงจัง
“โอ? เ้า้าเครื่องประดับที่ช่วยยกระดับความเร็วเ้าให้เหนือล้ำยิ่งขึ้น?” รอยยิ้มไป๋หยุนเฟยยังคงประดับบนใบหน้าราวกับไม่ประหลาดใจแม้แต่น้อย “เ้าคิดจริงๆหรือว่าข้าจะยอมแลกเปลี่ยนกับเ้า?”
“อย่าได้ปฏิเสธ! ข้าทราบดีว่าเ้าสนใจต่อวิชาเร้นลับของตระกูลข้า อีกทั้งข้าเห็นเ้าไม่ได้ให้ความสำคัญต่อเครื่องประดับเ่าั้เท่าใดนัก หรืออย่างน้อยพวกมันก็ไม่ล้ำค่าจนไม่อาจนำมาแลกเปลี่ยนได้ ว่าอย่างไร? ตกลงหรือไม่?”
“ทั้งวิชาแปลงโฉมและวิชาซ่อนพลังิญญาเป็อย่างไร?”
“ไสหัวไป! เพ้อฝันไปแล้ว! เลิกหวังต่อวิชาเร้นิญญาเถอะ ข้าไม่คิดจะมอบวิชานี้ให้แก่เ้า! ข้าให้ได้เพียงเคล็ดแปรโฉมฉบับสมบูรณ์แก่เ้าแลกกับเครื่องประดับที่มีพลังเหนือล้ำของเ้าสี่ชิ้น ขอย้ำอีกครั้ง จะต้องเป็เครื่องประดับที่ช่วยยกระดับความเร็วของข้าขึ้น! หากไม่ใช่ก็ลืมข้อเสนอข้าไปเถอะ!”
รอยยิ้มไป๋หยุนเฟยหุบลงอย่างแช่มช้าพร้อมกับดวงตาส่องประกายแวววับ หลังจากแสร้งต่อรองกับจิ้งิเฟิงอยู่ชั่วครู่ ในที่สุดมันก็พยักหน้า “ตกลง ข้ายอมรับข้อเสนอ แต่กระนั้น ข้าจำต้องใคร่ครวญให้ดีสักคืนว่าจะมอบเครื่องประดับชิ้นใดแก่เ้า”
จิ้งิเฟิงเบิกตากว้างด้วยสีหน้าตื่นตะลึง “ฮ้า... เ้าถึงกับ‘เลือก’ได้ว่าจะมอบชิ้นใด!? สิ่งของที่ประเมินค่าไม่ได้เหล่านี้เทียบได้กับวัตถุิญญา หรือเ้าจะยังมีอีกมากมาย? แต่เป็ไปได้อย่างไร... ของเช่นนี้แม้แต่ท่านปู่ของข้ายังมีในเพียงสองชิ้น...”
ขณะที่จิ้งิเฟิงหลุดปาก ไป๋หยุนเฟยพลันรู้สึกราวหัวใจเต้นผิดจังหวะ จิ้งิเฟิงกลับเปิดเผยว่ามีเครื่องประดับที่ช่วยเสริมพลังให้แก่ผู้สวมใส่ได้อยู่อีก!
“ยังมีเครื่องประดับที่สามารถเสริม‘คุณลักษณะเพิ่มเติม’ได้? อา ในเมื่ออาวุธิญญาสามารถยกระดับด้วยวิธีอื่นที่ไม่ใช่กระบวนการอัพเกรดแต่ยังให้ผลลัพธ์เช่นเดียวกันได้ เครื่องประดับก็ต้องสามารถเสริมพลังแก่เ้าของได้เช่นกัน... นี่ก็หมายความว่าข้าไม่สมควรต้องกังวลเื่ที่ต้องอธิบายความพิเศษของเครื่องประดับเหล่านี้อีกต่อไปแล้ว” ไป๋หยุนเฟยครุ่นคิดหัวหมุน มันไม่อาจให้จิ้งิเฟิงรับรู้ความคิดของตนได้ ไม่เช่นนั้น คงยากจะอธิบายได้
“ข้าเพียงได้รับมาด้วยวาสนาเท่านั้น แผ่นดินเทียนหุนมีเื่เช่นนี้เกิดขึ้นเสมอไม่ใช่หรือ?” ไป๋หยุนเฟยยิ้ม “เครื่องประดับทั้งหลายของข้าช่วยเพิ่มพลังขึ้นเพียงน้อยนิดเท่านั้น แต่กระนั้นที่จะแลกเปลี่ยนกับเ้ายังต้องพิจารณาให้ดี นั่นเป็เหตุผลว่าไฉนข้าจึงต้องใช้เวลาใคร่ครวญ”
จิ้งิเฟิงมองดูอีกฝ่ายด้วยรอยยิ้มที่มุมปาก “ช่างเถอะ ข้าจะสนใจไปใยว่าเ้าคิดอย่างไร? ขอเพียงตกลงกันอย่างยุติธรรมก็พอ”
มันขยับมือขวา ม้วนคัมภีร์สีเทาก็ปรากฏในมือ หลังจากโยนให้ไป๋หยุนเฟย จิ้งิเฟิงก็กล่าวว่า “เ้ารับไปก่อน ให้เวลาเ้าเรียนรู้หนึ่งคืนแล้วนำมาคืนข้าวันพรุ่งนี้”
“ว่ากระไร? เ้ากลับมอบให้ข้าง่ายดายเช่นนี้? หรือเ้าไม่เกรงว่าข้าจะไม่รักษาคำพูด?” ไป๋หยุนเฟยรับม้วนคัมภีร์มาด้วยสีหน้าประหลาดใจ
“ช่างเถอะ หากว่าเ้านำมันหลบหนีไป เช่นนั้นก็ถือว่าข้าตาบอดเชื่อคนง่ายเอง อีกอย่าง ข้าก็ยังติดค้างเ้าอยู่ ถือว่าได้ชดใช้แก่เ้าเถอะ” จิ้งิเฟิงโบกมือกล่าวาจาอันแหลมคม “หรือเ้าจะไม่ยอมทำตามข้อตกลง?”
“ฮ่า ฮ่า แน่นอนว่าไม่ ข้ายังคิดจะแลกเปลี่ยนวิชาเร้นลับที่เหลือของเ้าอยู่ แล้วจะให้ข้าตัดหนทางตนเองได้อย่างไร?” ไป๋หยุนเฟยหัวเราะพลางเก็บม้วนคัมภีร์
“เ้ายังหวังจะได้วิชาเร้นิญญาอยู่อีก? ล้มเลิกความหวังเถอะ วิชานี้แตกต่างจากเคล็ดแปรโฉมอย่างใหญ่หลวง ต่อให้ของที่เ้านำมาแลกวิเศษเพียงใด ก็ไม่คู่ควรกับวิชานี้แม้แต่น้อย” จิ้งิเฟิงแค่นเสียงใส่ไป๋หยุนเฟย
“วิชาเร้นิญญา... สำคัญปานนี้? การแปลงโฉมและการปิดซ่อนพลังิญญามีพื้นฐานที่แตกต่างกัน คาดว่า...” ไป๋หยุนเฟยครุ่นคิดในใจ ยามมองไปที่ไกลตาก็เห็นเทียนิโบกมือให้ ไป๋หยุนเฟยจึงลุกขึ้นปัดฝุ่นบนตัว “รับประทานอาหารค่ำก่อนเถอะ พรุ่งนี้ค่อยสนทนาเื่นี้กันใหม่”
เพียงเงาหลังไป๋หยุนเฟยลับตาไปจิ้งิเฟิงก็หุบยิ้ม ขณะแหงนมองดวงจันทร์ ดวงตาจิ้งิเฟิงก็แปรเปลี่ยนเป็ว่างเปล่า
“บิดา ท่านปู่ ข้า... ใช้เคล็ดแปรโฉมเป็ข้อแลกเปลี่ยน พวกท่านโทษว่าข้าหรือไม่? แต่ว่าเมื่อตระกูลเราถูกล้มล้างไป... หรือยังจำต้องปิดบังวิชาทั้งสองอยู่อีก? ข้า้าเพียงแค่พลัง ข้าหวังจะมีพลังฝีมือที่เข้มแข็ง การใช้วิชาของตระกูลแลกเปลี่ยนให้ได้พลังมา... นี่เป็เื่อับจนปัญญา ข้ายอมตายดีกว่าจะส่งมอบวิชาแก่ศัตรูของเรา แต่ไป๋หยุนเฟยไม่เหมือนกับพวกมัน อีกอย่าง นั่นเป็แค่เคล็ดแปรโฉม สมควรจะไม่เป็ปัญหาอันใด...”
“บิดา มารดา ท่านปู่ ท่านพี่ ทุกคน... รอจนข้ามีฝีมือเข้มแข็งพอ จะเลิกเป็เต่าที่ซุกหัวหดหางอยู่ในกระดอง ข้าขอสาบานว่าต้องมีสักวันที่หนี้โลหิตของพวกเราจะได้รับการชดใช้ด้วยโลหิตพวกมัน”
ด้วยความคิดหลากหลายที่พลุ่งพล่านในความคิด จิ้งิเฟิงจึงได้แต่ถอนหายใจยาวเหยียดเพื่อระงับอารมณ์ลง หลังจากแทนที่สีหน้าเปี่ยมอารมณ์ความรู้สึกด้วยรอยยิ้มหม่นหมอง มันก็สาวเท้าเดินไปรวมกลุ่มกับผู้อื่น...
แม้ป้าจ้าวจะมีท่าทีไม่ยินดียามจิ้งิเฟิงเข้าร่วมขบวนแต่ก็ไม่ได้เอ่ยปากว่าอะไร ท่าทีระวังภัยของนางย้ายจากไป๋หยุนเฟยไปยังจิ้งิเฟิง หวงว่านยินดียิ่งที่ทราบว่าจิ้งิเฟิงก็เป็ผู้ฝึกปรือิญญา จึงเตรียมที่นอนแก่มันในกระโจมอย่างดี
…….
ภายในกระโจมยามดึกคืนนั้น เทียนินอนหลับสุขสบายไปแต่แรก บนเสื่อถัดจากตัวมันเป็ไป๋หยุนเฟยที่นั่งถือม้วนคัมภีร์ไว้ในมือพร้อมกับแสดงสีหน้าครุ่นคิด
“เคล็ดแปรโฉม... ช่วยให้สามารถควบคุมกล้ามเนื้อและกระดูกบนใบหน้าเพื่อเปลี่ยนแปลงรูปโฉม เมื่อควบคุมโครงกระดูกและกล้ามเนื้อบนร่างจะสามารถเปลี่ยนแปลงรูปร่าง เมื่อควบคุมลำคอจะสามารถดัดเสียงได้... ไม่ทราบว่ามีผู้สามารถบัญญัติวิชาที่สมบูรณ์แบบเช่นนี้ได้อย่างไร? ไม่ทราบมาก่อนเลยว่าจะมีหนทางควบคุมบังคับรูขุมขนบนร่างได้เช่นนี้...”
ยามที่ผู้ฝึกปรือิญญาบรรลุถึงด่านปัจเจกิญญา จะเชี่ยวชาญการควบคุมิัและกล้ามเนื้อจนมีความเข้าใจเบื้องต้นต่อการเปลี่ยนแปลงรูปลักษณ์ภายนอก แต่กระนั้นการเปลี่ยนแปลงนี้ยังมีข้อจำกัดและไม่อาจคงสภาพเอาไว้ได้นานเพราะต้องอาศัยสมาธิและพลังควบคุมอย่างต่อเนื่อง แต่สำหรับเคล็ดแปรโฉม กลับมีวิธีการเปลี่ยนแปลงรูปลักษณ์ได้อย่างสมบูรณ์ เพียงไป๋หยุนเฟยอ่านผ่านตาก็สมองหมุนตาลายจากความซับซ้อนและพิสดารในการเปลี่ยนแปลงรูปโฉม
โดยสรุปแล้ว หากไป๋หยุนเฟยเชี่ยวชาญเคล็ดิญญานี้แล้วจะสามารถเปลี่ยนแปลงรูปโฉมได้ตามปรารถนา ทั้งไม่จำเป็ต้องใช้พลังิญญาเพื่อคงสภาพการแปลงโฉมอีก ต่อให้เสียชีวิตไปโฉมหน้าที่ผ่านการแปลงโฉมก็ยังคงอยู่ มิหนำซ้ำยังสามารถแปรเปลี่ยนได้หลากหลายตามใจนึก แต่แน่นอนว่าการแปลงกายเป็ั์สูงสองวาหรือคนแคระสูงสามเชียะย่อมเป็ไปไม่ได้
หลังจากหลับตาเพื่อทบทวนเนื้อหาในคัมภีร์ให้ขึ้นใจ ไป๋หยุนเฟยก็เก็บคัมภีร์เอาไว้ มันปรับลมหายใจให้สงบก่อนจะทดลองใช้เคล็ดแปรโฉมกับตนเอง
ภายในไม่กี่อึดใจ กล้ามเนื้อบนใบหน้าไป๋หยุนเฟยก็เริ่มกระตุกสั่น อย่างแช่มช้า จมูกมันเริ่มขยายใหญ่ขึ้นทั้งหน้าผากมันก็แผ่กว้างออก คางของมันเรียวลงขณะที่ใบหน้าขยายออกเล็กน้อย
ไป๋หยุนเฟยไม่นำพาว่าตนเองจะเปลี่ยนไปอย่างไร มันเพียงทดลองพื้นฐานการเปลี่ยนแปลงลักษณ์ใบหน้าดูเท่านั้น หากมีคนธรรมดามาพบเห็นใบหน้ามันยามนี้ คงสาบานด้วยถ้อยคำสาหัสยืนยันว่าตนได้พบพานปีศาจ ภายใต้การทดลองเปลี่ยนแปลงใบหน้าของไป๋หยุนเฟยกลับทำให้ใบหน้าของมันกลายเป็ประหลาดพิกล
ครึ่งชั่วยามต่อมา ในที่สุดไป๋หยุนเฟยก็หยุดการทดลองเปลี่ยนใบหน้าลง มันสงบใจลงชั่วครู่ จากนั้นใบหน้ามันเริ่มสั่นระริกอีกครั้ง ไม่ถึงชั่วน้ำเดือดมันก็กลับคืนสู่ใบหน้าเดิมของตน
ไป๋หยุนเฟยลืมตาขึ้นพร้อมกับััใบหน้าตนเองด้วยสีหน้าทอแววสงสัย “ขั้นพื้นฐานนับว่าฝึกสำเร็จโดยไม่ลำบากยากเย็น แต่ทว่า... หากข้าคิดจะแปลงโฉมให้ละม้ายผู้อื่น ยังต้องฝึกฝนอีกมาก...”
“เอาล่ะ ฝึกฝนเพียงเท่านี้ก่อน...” ไป๋หยุนเฟยสะบัดมือขวาก็เผยให้เห็นกำไลสีขาวที่อยู่ในมือ “ข้าต้องเตรียมของที่จะใช้แลกเปลี่ยนในวันพรุ่งนี้ แม้จะมีเครื่องประดับเหล่านี้อยู่มากมาย แต่ที่ตรงความ้ากลับไม่มีแม้แต่ชิ้นเดียว...”
“อัพเกรด...”
