สะกดรอยตาม... คราวซวยมาเยือน!
ทันทีที่หลิวหยูถงก้าวเท้าพ้นประตูโรงเรียน จ้าวซูและพวกก็สะกดรอยตามมาติดๆ
เธอรู้ตัวอยู่แล้วแต่แสร้งทำเป็ไม่เห็น ก่อนอื่นเธอแวะเข้าร้านทำผมเพื่อเล็มผมให้เข้าทรงเล็กน้อย จากนั้นก็ตรงไปยังห้างสรรพสินค้าตรงจัตุรัสชิงเหนียนเพื่อเลือกซื้อชุดใหม่หนึ่งชุด
เมื่อเธอเดินออกมาจากห้าง พวกอวิ๋นเฉิงที่ขับรถตามมาเงียบๆ แทบจะจำร่างบางที่สะพายกระเป๋าจักสานใบเล็กนั้นไม่ได้
ถ้าหลิวหยูถงไม่หันมาส่งยิ้มให้เป็สัญญาณว่าให้ตามมา พวกเขาคงคิดว่าตามผิดคนไปแล้วจริงๆ
ตอนนี้หลิวหยูถงเปลี่ยนลุคใหม่หมดจด สลัดคราบชุดนักเรียนสีซีดๆ นั่นทิ้งไป
เธอสวมชุดเดรสคอปาดสีฟ้าหม่นตัวชุดเข้ารูปเน้น่เอวคอดกิ่ว เผยให้เห็นลำคอและกระดูกไหปลาร้าที่ได้รูป ชายกระโปรงสั้นเหนือเข่าขึ้นมาสามนิ้วอวดเรียวขาขาวเนียนนิ่งสะดุดตา
ผมหน้าม้าซีทรูที่เพิ่งตัดใหม่ดูพองนุ่มสลวย ผมครึ่งศีรษะมัดรวบขึ้นเป็หางม้าสูงปานกลาง ประดับด้วยกิ๊บเพชรรูปพระจันทร์เสี้ยว ทุกจังหวะที่เธอก้าวเดิน เส้นผมจะโชยกลิ่นหอมอ่อนๆ ของแชมพูพรรณไม้ดอก
“คุณหนูแค่แต่งตัวนิดหน่อย ทำไมสวยขนาดนี้วะ!”
“เช็ดน้ำลายหน่อยพวกแก ใครเห็นก็ต้องตาค้างทั้งนั้นแหละ!”
“เฮ้อ... ไก่งามเพราะขน คนงามเพราะแต่ง คำนี้ไม่เกินจริงเลยว่ะ”
“.........”
“ตามไปให้กระชั้นชิด อย่าให้พวกนักเลงนั่นแตะต้องคุณหนูได้เด็ดขาด”
อวิ๋นเฉิงสั่งเสียงเย็น แต่ในใจเขากลับเต้นรัว ภาพรอยยิ้มที่เธอหันมามองเมื่อครู่ยังคงติดตา
ทางด้านจ้าวซู แก้วชานมไข่มุกในมือร่วงลงพื้นเสียงดัง "แปะ" เธอเบิกตาค้างอย่างไม่อยากเชื่อ
นี่น่ะเหรอ... ยัยเด็กเนิร์ดบ้านนอกจอมอ่อนแอคนนั้น?
หลิวหยูถงในตอนนี้ไม่มีรังสีความขี้ขลาดหลงเหลืออยู่เลย กลับดูสง่างาม โดดเด่น มั่นใจ และมีออร่าจับสุดๆ
จ้าวซูเลิกสงสัยเื่ที่ว่าหลิวหยูถงเอาเงินจากไหนมาซื้อชุด แต่ความริษยาในใจกลับเริ่มพุ่งพล่าน
จริงๆ แล้วที่จ้าวซูชอบรังแกหลิวหยูถง นอกจากจะเห็นว่าเธอกินนิ่มแล้ว อีกเหตุผลสำคัญคือหลิวหยูถงเป็ดาวเด่นประจำห้อง
ถึงขั้นมีคนเคยพูดว่า ถ้าหลิวหยูถงยอมแต่งตัวสักนิด ตำแหน่งดาวโรงเรียนก็คงไม่หนีไปไหน
จดหมายรักที่ส่งมาหาหลิวหยูถงนั้นมีไม่ขาดสาย ่ที่พีคที่สุดคือตอน ม.5 เทอมหนึ่ง มีคนไปค้นใต้โต๊ะเธอแล้วเจอจดหมายรักกว่าร้อยฉบับที่ยังไม่ได้แกะอ่านเลยแม้แต่ฉบับเดียว
ด้วยนิสัยเก็บตัว หลิวหยูถงจัดการกับเื่พวกนี้ไม่เป็ เธอเลยเลือกที่จะยัดไว้ใต้โต๊ะและทำเฉยไป เพราะเธอไม่ได้อยากมีแฟน
สิ่งเดียวที่เธอ้าคือสอบติดมหาวิทยาลัยเพื่อหนีไปให้พ้นจากบ้านเกิดและพ่อที่เป็ผีพนัน
นานวันเข้าคนก็เลิกส่งไปเอง แต่การกระทำนี้ในสายตาจ้าวซูคือการ "เสแสร้ง"
จ้าวซูหาเื่แกล้งเธอสารพัด นอกเหนือจากความสะใจแล้ว มันคือความอิจฉาล้วนๆ
“เหอะ! แต่งตัวเก่งนักนะ แหม... ดูไม่ออกเลยจริงๆ!”
ตอนนี้ผมของจ้าวซูก็เปลี่ยนเป็สีเหลืองอ๋อย เพราะโรงเรียนห้ามย้อมผม
พวกนักเลงส่วนใหญ่จึงชอบไปที่ร้านทำผมให้เขาพ่นสเปรย์เปลี่ยนสีผมแบบชั่วคราวให้ พอจะกลับโรงเรียนค่อยสระออก ถึงจะยุ่งยากแต่ขอให้ได้ลุค "ฟาดฟัน" ไว้ก่อนเป็พอ
“พี่ซู เราจะเข้าไปดักมันเลยไหม?” ลูกน้องสาวที่พ่นผมสีเดียวกันถาม
“รอก่อน รอให้พี่ชายฉันมาถึงก่อน ค่อยจัดการมันให้เข็ด” จ้าวซูบอก
ลำพังพวกเธอสามคนก็จัดการหลิวหยูถงได้อยู่แล้ว แต่่หลังมานี้หลิวหยูถงฟ้องครูจนเธอเสียหน้าบ่อยครั้ง จ้าวซูเลยรู้สึกว่าบารมีตัวเองเริ่มถดถอย
เธอจึงต้องเรียกหลิวฮ่าวมา เพราะสำหรับนักเรียนแล้ว ไม่มีใครไม่กลัวนักเลงนอกโรงเรียน โดยเฉพาะ "เด็กดี" อย่างหลิวหยูถง
ขอแค่สั่งสอนให้เข็ดหลาบสักครั้ง ต่อไปยัยนี่ต้องกลับมาหมอบแทบเท้าเหมือนเดิมแน่
และครั้งนี้มันจะไม่จบแค่การตบสั่งสอน
แกชอบแต่งตัวสวยนักใช่ไหม? ชอบเสแสร้งนักใช่ไหม?
ได้... เดี๋ยวฉันจะให้คนรุมฉีกเสื้อผ้าแกทิ้ง ดูซิว่าต่อไปแกยังจะกล้าเสนอหน้ามาทำสวยอีกไหม!
แถมจะถ่ายรูปไว้ประจานให้เพื่อนทั้งโรงเรียนดูด้วย ดูสิว่าใครจะมองแกเป็นางฟ้าอีก!
จ้าวซูคิดแผนชั่วร้ายในใจ
ไม่นานนัก หลิวฮ่าวก็พาพรรคพวก 4-5 คน นั่งรถสามล้อไฟฟ้าสองคันมาสมทบกับจ้าวซู
ทันทีที่เห็นหน้า จ้าวซูก็รีบเข้าไปฟ้องพี่ชายบุญธรรมด้วยท่าทางน่าสงสาร “ยัยนั่นแหละพี่! ที่คอยฟ้องครูแกล้งหนูในโรงเรียน จนหนูโดนอาจารย์ด่าตั้งหลายรอบ!”
หลิวฮ่าวขยับสายตามองตามนิ้วที่น้องสาวชี้ไป เขาเห็นเด็กสาวในชุดเดรสสีฟ้าที่ทั้งสวยและมีสง่าราศี ตาเขาเป็ประกายทันทีพลางเลียริมฝั่งปาก
“น้องสาว... อยากให้พี่จัดการยังไงดีล่ะ?”
“แก้ผ้ามันเลยพี่!” จ้าวซูสั่งอย่างอำมหิต
“จะดีเหรอ... ถ้ามันแจ้งตำรวจขึ้นมา พวกเราจะลำบากนะ” หลิวฮ่าวเริ่มลังเล
ในใจเขาแอบคิดว่า ถ้าเพื่อนของจ้าวซูคนนี้ยอมมาเป็แฟนเขา เขาอาจจะรับบทเป็คนกลางไกล่เกลี่ยให้ทั้งสองฝ่ายเลิกราต่อกัน
แต่แน่นอนว่าถ้าเธอปฏิเสธ เขาก็คงไม่ไว้หน้าเหมือนกัน เพราะจ้าวซูเปรียบเสมือน "ตู้เอทีเอ็ม" ของเขาที่คอยเปย์ให้ตลอด ถ้าไม่ช่วยเดี๋ยวจะหาว่าไม่รักพวกพ้อง
“พี่... วางใจเหอะ ยัยนี่มันขี้ขลาดจะตาย ไม่กล้าแจ้งตำรวจหรอก เดี๋ยวหนูถ่ายรูปประจานมันไว้ด้วย ถ้ามันไม่อยากชื่อเสียจนคนรู้ทั้งอำเภอ มันไม่กล้าหรอกพี่” จ้าวซูพูดยืนยันอย่างมั่นใจ
หลิวฮ่าวได้ยินดังนั้นก็ไม่มีข้อโต้แย้ง
แต่ตอนนี้เป็ตอนกลางวัน แถมยังอยู่ในย่านที่คนพลุกพล่านที่สุด มีป้อมยามอยู่ใกล้ๆ พวกเขาคงไม่ลงมือที่นี่แน่
ต้องหาที่เปลี่ยวๆ คนน้อยๆ ถึงจะเหมาะ
เหมือนฟ้าประทานพร…
ไม่นานนัก พวกเขาเห็นหลิวหยูถงโบกรถสามล้อไฟฟ้ามุ่งหน้าไปทางทิศใต้
พวกเขาจึงรีบโบกรถสามล้อตามไปติดๆ โดยไม่สังเกตเลยว่า ข้างหลังพวกเขายังมีรถตู้มหาเทพที่บรรทุกคนจนเกินพิกัดตามมาอีกคัน
เมื่อรถสามล้อข้ามสะพานมาทางทิศใต้ แล้วหักเลี้ยวเข้าสู่ถนนเลียบเขื่อนที่เปลี่ยวและห่างไกลผู้คน
หลิวฮ่าวรู้สึกใจคอไม่ค่อยดี หนังตาขวาขยับกระตุกยิกๆ แต่เขาก็สลัดความคิดทิ้งไป
แค่เด็กสาวตัวเล็กๆ คนเดียว จะทำอะไรพวกเราที่มากันตั้งหลายคนได้วะ?
ถ้าคุมเด็กแค่นี้ไม่ได้ ข้าก็ไม่ต้องเดินสายนักเลงแล้ว!
ส่วนจ้าวซู ยิ่งตามไปเธอก็ยิ่งตื่นเต้น
หลิวหยูถงเอ๊ย หลิวหยูถง!
ทางดีๆ มีไม่เดิน ดันเลือกเดินมาทางเขื่อนที่เปลี่ยวขนาดนี้... เตรียมตัวรับคราวซวยได้เลย!
