พ้างซื่อเป็ชายร่างกำยำที่มาจากทางเหนือสูงประมาณหนึ่งร้อยเก้าสิบเิเ เขาเป็ชายที่แข็งแรงมาก แต่ขณะที่พุ่งเข้ามาร่างเขาก็แทบจะยืนไม่ไหวแล้วเืไหลนองออกมาจากร่างเป็สาย
แวบแรกที่มองไป ไม่อาจดูออกได้เลยว่าร่างเขามีาแมากเท่าไหร่บนเสื้อผ้ามีรอยฉีกขาดมากมาย ล้วนเป็รอยมีดทั้งนั้น เขาใช้มือข้างหนึ่งกอดจิงสานลิ้งไว้กล้ามเนื้อที่แขนนูนขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ส่วนด้านหลังก็แบกร่างของชวีเฟิงจื่อ ใช้มือข้างที่เหลือประคองตัวเขาไว้
ตอนที่อันเจิงพุ่งเข้าไปก็เห็นว่า แขนของพ้างซื่อข้างที่อุ้มร่างจิงสานลิ้งอยู่มีรอยแผลบาดลึกลึกจนเนื้อแยกออกจากกันและเห็นกระดูกสีขาวด้านใน สภาพร่างกายแย่ถึงเพียงนี้ แต่กลับกัดฟันแบกจิงสานลิ้งและชวีเฟิงจื่อกลับมาจนถึงสำนักได้
ทันทีที่เห็นอันเจิงพ้างซื่อก็อดทนไม่ไหวแล้วล้มลงไปทันที
ชวีหลิวซีพุ่งตามออกมาจากในห้องพร้อมกล่องยา
“อาจารย์ข้าแค่ถูกตีสลบไปยกเข้าไปพักในห้องจากนั้นก็ใช้สมุนไพรรักษาแผลภายนอก”
“พ้างซื่อมีแผลภายนอกเท่านั้นไม่ได้รับาเ็ภายใน นำไปรักษาแผลเบื้องต้นก่อน”
“จิงสานลิ้ง...”
อันเจิงเห็นมือของชวีหลิวซีสั่นเทาใจเขาจึงตกวูบลงไปทันที
“เขาเป็อะไร?”
“เขา...ตายแล้ว”
ใบหน้าของชวีหลิวซีขาวซีดไม่ต่างไปจากกระดาษมือยังคงสั่นเทาไม่หยุด หลายปีมานี้นางเคยรักษาคนมามากแต่นี่เป็ครั้งแรกที่เห็นคนในสำนักตาย
ร่างของจิงสานลิ้งมีแผลมากกว่าพ้างซื่อเป็เท่าตัวรอยแผลทั้งหมดล้วนเป็รอยลึก แผลที่คร่าชีวิตเขาก็คือแผลที่คอและหัวใจ มีดตัดเข้าที่เส้นเืใหญ่ตรงคอและแทงทะลุหัวใจเขา
“ช่วยเขา” อันเจิงทรุดตัวคุกเข่าลงข้างหนึ่งมองดูร่างของจิงสานลิ้งด้วยตาที่แดงก่ำ
ชวีหลิวซีส่ายหน้าอย่างอ่อนแรง “ช่วยไม่ทันแล้วต่อให้จะใช้โอสถระดับสีม่วงก็ช่วยเขาไม่ได้แล้ว”
อันเจิงล้มตัวนอนลงบนพื้นในแววตาเต็มไปด้วยความว่างเปล่า
ผ่านไปครู่หนึ่ง เขายืนขึ้นแล้วก้าวยาว ๆออกไปด้านนอก “รักษาชวีเฟิงจื่อกับพ้างซื่อให้ดี”
ตู้โซ่วโซ่ววิ่งตามไปด้วยความเป็ห่วงแต่กลับถูกอันเจิงห้ามไว้อันเจิงสั่งให้เขาดูแลความปลอดภัยของคนในสำนัก ส่วนกู่เชียนเยว่หยิบมีดวิ่งตามอันเจิงออกจากประตูสำนักไป
เพิ่งถึงหน้าประตูก็เห็นหลิวสุยพาพวกวิ่งมาอย่างรีบร้อนหลิวสุยเหนื่อยจนหอบ บนหน้าเต็มไปด้วยเหงื่อ เขามองอันเจิงที่กำลังจะจากไปจึงรีบวิ่งเข้ามาห้าม“ท่านอัน ท่านอันฟังข้าก่อน เื่นี้มันเป็เหตุสุดวิสัย ท่านอันอย่าเพิ่งไปฟังข้าอธิบายก่อน”
อันเจิงหยุดฝีเท้าแล้วหันไปมองหลิวสุยด้วยสายตาที่เ็า“ข้ามอบคนให้เ้าดูแล เ้าบอกว่าตอนหัวค่ำจะส่งพวกเขากลับมาตอนนี้ตัวพวกเขาก็กลับมาแล้ว แต่ร่างเต็มไปด้วยเืและรอยแผลเ้าคิดจะอธิบายเื่นี้อย่างไร?”
หลิวสุยถอนหายใจพลางพูด“ข้าก็คิดไม่ถึงว่าคนพวกนั้นจะร้ายกาจขนาดนี้ ท่านใต้เท้ากำชับให้ข้าสั่งสอนพวกเขาไม่ให้พวกเขาก่อเื่แบบนี้ขึ้นอีก แต่นึกไม่ถึงเลยว่าพวกเขาจะบังอาจจ้างคนในอำนาจมืดมาจัดการท่านจิงที่กลางทางเื่นี้ปล่อยให้เป็หน้าที่ของหน่วยฟางกู้ได้หรือไม่?ท่านอันวางใจเถอะ ข้าจะต้องให้คำตอบที่ดีกับท่านแน่นอน”
อันเจิงจ้องเข้าไปในดวงตาของหลิวสุย“คำตอบจากเ้าไว้ข้าจะมาฟังทีหลัง แต่เ้าต้องบอกข้ามาเดี๋ยวนี้ว่าพวกเขาจ้างใคร”
หลิวสุยชะงักไปชั่วขณะ “ข้า...ข้าไม่รู้”
อันเจิงยื่นมือไปคว้าเสื้อของหลิวสุยแล้วยกขึ้น“เพิ่งเกิดเื่เ้าก็รู้แล้วว่าพวกเขาจ้างคนอื่นมาฆ่าคนของข้า แต่เ้ากลับบอกว่าไม่รู้ตัวคนที่ถูกจ้างวานข้ายอมให้เ้าพาคนของข้าไปเพราะไว้หน้าหน่วยฟางกู้ แต่คนของข้ากลับมาสภาพแย่ขนาดนี้ข้าไม่้าคำตอบหรือบทสรุปอะไรทั้งนั้น บอกมาว่าใครคือคนที่ฆ่าเขา?”
หลิวสุยมองอันเจิงที่ดวงตาแดงก่ำไม่ใช่ว่าเขาไม่อยากบอก แต่เพราะตอนนี้เขาไม่รู้จริง ๆ ว่าคนที่พวกนั้นจ้างวานคือใครกันแน่ตอนนี้อันเจิงไม่ต่างไปจากอสุรกาย เขารู้ว่าหากพูดพล่อย ๆ ออกไปคืนนี้ในเมืองฟางกู้ต้องมีเืไหลนองอย่างแน่นอน เท่าที่เขารู้จักนิสัยของอันเจิงอันเจิงเป็คนที่สามารถพลิกเมืองฟางกู้ทั้งเมืองเพื่อคนของตัวเองได้
“ท่านอันฟังข้าก่อนเื่นี้ต้องมอบให้ศาลเป็คนจัดการ ตอนนี้ท่านใต้เท้าก็กำลังเร่งไปที่ศาลแล้ว”
“ในเมื่อเ้าไม่ยอมพูด งั้นข้าจะหาเอง”
อันเจิงโยนตัวหลิวสุยทิ้งไปด้านข้าง“หากเ้าพูด ข้าจะลงมือฆ่าคนที่ก่อเื่นี้ หากเ้าไม่พูด ข้าจะฆ่าทุกคนที่สืบเจอ”
หลิวสุยแทบจะร้องไห้ออกมาเขากอดขาอันเจิงแน่นไม่ยอมปล่อย “ท่านอันข้าขอร้องล่ะ ข้าไม่รู้จริง ๆขอท่านอย่าเพิ่งลงมือในคืนนี้เลย เื่นี้ปล่อยให้เราเป็คนจัดการเถอะเราต้องให้คำตอบกับเื่นี้แน่ ๆ ตอนนี้มีเื่วุ่นวายมากมายหากเกิดเื่นี้ขึ้นอีก ท่านใต้เท้าจะรายงานต่อราชสำนักอย่างไรเล่า”
อันเจิงสะบัดหลิวสุยออก“เื่พวกนี้ไม่เกี่ยวกับข้า ข้าแค่อยากรู้ตัวบงการเื่นี้”
หลิวสุยะโตามหลัง “ท่านอันอย่าวู่วามคนพวกนั้นต้องมีเส้นสายอย่างแน่นอน คงหาตัวไม่ได้ง่าย ๆ”
อันเจิงก้าวยาว ๆ จากไป “เื่นี้หน่วยฟางกู้ก็อย่ายุ่งเลย”
เขาออกจากประตูและเดินตามรอยเืที่อยู่บนพื้นเมื่อเดินห่างจากสำนักไปหนึ่งกิโลเมตร เขาก็เจอเืกองใหญ่ ทักษะการต่อสู้ของพ้างซื่อก็ไม่เลวถึงแม้จะไม่สามารถฝึกพลังวัตรได้ แต่ร่างกายของเขาก็แข็งแกร่งมากถึงเขาจะได้รับาเ็สาหัส แต่ก็ยังกัดฟันแบกคนทั้งสองไปไกลถึงหนึ่งกิโลเมตรตอนที่เขาหนี ต้องวิ่งไปด้วยความเร็ว อีกอย่าง เป้าหมายของคนพวกนั้นก็คือจิงสานลิ้งฉะนั้นจึงไม่ได้ตามเขาไปอีก
อันเจิงมองไปรอบด้านราวกับเห็นภาพคนร้ายที่ลอบสังหารจิงสานลิ้ง
เขามองหาอย่างละเอียดก็เห็นรอยเืหยดไปทางอื่นเขาจึงวิ่งตามรอยเืนั้นไป
หลิวสุยวิ่งตามมาด้านหลัง “ท่านอันเื่นี้มันไม่ง่ายเลย มือสังหารพวกนั้นต้องมีเื้ัคอยหนุนอยู่แน่ ๆไม่อย่างนั้นคงไม่กล้าลงมือฆ่าคนในเมืองหลวงหรอก”
อันเจิงไม่สนใจ เขาสืบหาร่องรอยพร้อมเดินไปต่อ
หลิวสุยเดินตามอันเจิงต้อย ๆ “ท่านอันข้ารู้ว่าท่านกำลังเสียใจ แต่ท่านต้องคิดให้รอบคอบ พวกท่านเพิ่งเข้าเมืองหลวงได้ไม่นานคงยังไม่เข้าใจเมืองนี้เท่าไหร่นัก ในบางครั้ง อำนาจจากมุมมืดก็รับมือยากกว่าอำนาจที่เห็นทั่วไปเสียอีกท่านอยู่หน่วยทหารมีอนาคตที่ยาวไกล ทำไมต้องมาตัดเส้นทางตัวเองเพราะเื่นี้ด้วย?”
อันเจิงเดินไปพลางพูดขึ้น“ข้าไม่อยากได้อนาคตยาวไกล ใครที่ฆ่าคนก็ต้องตาย”
หลิวสุยรู้ว่าตัวเองห้ามอันเจิงไม่ได้จึงส่งคนไปบอกข่าวกับชวีเจิ้งเซิง อันเจิงหันไปพยักหน้ากับกู่เชียนเยว่เล็กน้อย แล้วกู่เชียนเยว่ก็จากไป
ผ่านไปหนึ่งชั่วโมงกู่เชียนเยว่ก็กลับมาจากนั้นก็กระซิบข้างหูอันเจิง “ข้าติดตามคนของหลิวสุยกลับหน่วยฟางกู้แล้วไม่นานชวีเจิ้งเซิงก็ส่งคนออกจากหน่วยฟางกู้ และข้าก็ตามคนพวกนั้นไปอีกพวกเขาไม่ได้ไปที่ที่นักต้มตุ๋นอยู่ แต่ไปที่ที่นักฆ่าอยู่”
อันเจิงพยักหน้า “งั้นเราไปกัน”
กู่เชียนเยว่พุ่งออกไปอันเจิงก็ตามออกไปติด ๆ หลิวสุยไม่รู้ว่าทั้งสองคุยอะไรกัน อยากตามไปแต่ทว่าก็ตามไม่ทันเสียแล้ว
กู่เชียนเยว่พาอันเจิงเดินผ่านตรอกซอยจนถึงโรงเตี๊ยมหลังหนึ่งพอไปถึงอันเจิงก็ผลักประตูออก ด้านในโรงเตี๊ยมเถ้าแก่และคนอื่น ๆ กำลังวิ่งอย่างชุลมุน
“เขาอยู่ไหน?” อันเจิงถาม
เถ้าแก่โรงเตี๊ยมคุกเข่าลง “ใต้เท้าเื่ในเจียงหูของพวกท่านอย่านำมาเชื่อมโยงกับโรงเตี๊ยมของข้าเลย เราก็เป็แค่โรงเตี๊ยมเล็กๆ ไม่กล้าทำให้ใต้เท้าในเจียงหูที่มีเื่กับพวกท่านไม่พอใจ”
อันเจิงหยิบเงินออกมาให้เถ้าแก่“เงินพวกนี้เพียงพอต่อการใช้ชีวิตไปจนตาย บอกข้ามาว่าคนพวกนั้นไปไหนพรุ่งนี้เ้าก็เดินทางออกจากเมืองฟางกู้เสีย ผ่านไปปีครึ่งค่อยกลับมาที่นี่”
เดิมทีเถ้าแก่อยากปฏิเสธ แต่เมื่อเห็นจำนวนเงินที่อันเจิงให้จึงไม่อาจปฏิเสธได้เขาหยิบเงินแล้วชี้ไปยังด้านนอก “ไปทางนั้นแล้ว ใต้เท้า ข้าบอกได้แค่นี้”
อันเจิงยกมือคารวะ “ขอบคุณ”
อันเจิงกับกู่เชียนเยว่พุ่งออกไปตามทางที่มีคนมากมายเดินไปได้ประมาณหนึ่งพันห้าร้อยเมตรก็เห็นรถม้าหลายคันกำลังวิ่งออกไปอันเจิงพุ่งไปดักหน้ารถม้าคันแรก จากนั้นก็ยื่นมือไปคว้าบังเหียนรถม้าแล้วกระชากลงอย่างแรงม้าหยุดลงทันที รถม้าเสียสมดุลพลิกตะแคงกองอยู่บนพื้น ไม่อาจวิ่งต่อได้อีก อันเจิงใช้เท้าเตะไปที่ตัวรถทำให้รถนั้นแตกกระจายกลายเป็เศษไม้
มีคนกลิ้งออกมาจากรถม้าไม่น้อยอันเจิงมองแวบเดียวก็ดูออกว่าเป็พวกผู้ชายที่ถูกอัดเมื่อเช้า
ชายกว่าสิบคนในรถม้าคันหลังถืออาวุธพุ่งเข้ามาอันเจิงเห็นดังนั้นก็ยื่นมือไปคว้ามีดมาจากกู่เชียนเยว่แล้วเขาก็เริ่มสังหาร
บนถนนมีเสียงกรีดร้องไม่ขาดสายในนั้นยังมีเสียงกระดูกหักและเสียงมีดดาบปะทะกันอีกด้วย
มีดของอันเจิงตัดคอคนคนหนึ่งกระเด็นไปจากนั้นก็ฟันลำตัวคนที่สองขาดเป็สองท่อน คนหลายสิบคนพุ่งมาที่เขาเขาก็พุ่งสวนออกไปด้วยความเร็ว ตัดคอคนแล้วคนเล่าเพียงไม่กี่นาทีเขาก็ฟันคนพวกนั้นลงไปกองอยู่กับพื้น มีดที่ถือในมือเริ่มทื่อเล็กน้อย
อันเจิงที่ร่างเต็มไปด้วยเืล้มรถม้าทั้งหมดจากนั้นก็ลากตัวคนในนั้นออกมาทีละคน เขาให้คนพวกนั้นนั่งคุกเข่าเรียงเป็แถว
เขาจ่อมีดไว้ที่คอของคนแรก “บอกข้ามาตัวบงการเป็ใคร ใครเป็คนสั่งฆ่าคนของข้า?”
คนแรกหันหน้าไปไม่กล้าตอบอันเจิงขยับมีดในมือตัดหัวเขาออกมา จากนั้นก็เดินไปยังคนที่สองแล้วจ่อมีดไปที่คอเช่นเดิม“จะบอกหรือไม่?”
“ข้าไม่รู้นี่...” คนที่สองร้องไห้อันเจิงขยับปลายมีดอีกครั้ง
เขาเดินไปยังคนที่สาม “จะบอกหรือไม่?”
“เป็คนของชมรมสี่ทิศ!”
คนที่สามคุกเข่าและคารวะไม่หยุด“เป็ชมรมสี่ทิศ หัวหน้าเราไปหาคนของชมรมสี่ทิศเพื่อจ้างมาฆ่าจิงสานลิ้งจากนั้นเราก็หลบซ่อนตัว รุ่งขึ้นก็จะออกจากเมืองหลวงไป หัวหน้าบอกว่าเื่นี้จะปล่อยไปไม่ได้เด็ดขาดหลังจากฆ่าเขาแล้ว ต่อให้จะทำเมืองฟางกู้ปั่นป่วนก็ต้องให้เ้ารู้ว่าพวกเราน่ากลัวแค่ไหนเขายังบอกอีกว่า เมื่อหลบไปหลายวันแล้วค่อยกลับมา จากนั้นก็จะฆ่าพวกเ้าทิ้งทีละคนให้พวกเ้ารู้ความร้ายกาจของพวกเรา”
“หัวหน้าเ้าคือใคร?” อันเจิงกัดฟันถาม
คนคนนั้นรีบตอบกลับ “มีสองคนคนแรกคือยายแก่ ก่อนหน้านี้ใไม่น้อย นางอยู่ในรถม้าคันที่อยู่ด้านหลังนี้เองและอีกคนก็คือบุตรชายของยายแก่ชื่อหูตวนหาย เขาก็เป็หัวหน้าเหมือนกันเขาเป็คนที่รวบรวมพวกเราขึ้นมา ส่วนใหญ่แล้วก็เป็คนที่วางแผนเื่ที่เกิดขึ้นทั้งหมด”
“เขาอยู่ที่ไหน?”
คนคนนั้นตอบกลับ “น่าจะยังอยู่ในหน่วยฟางกู้กำลังคุยกับใต้เท้าในหน่วยฟางกู้อยู่”
มีดของอันเจิงฟันลงอีกครั้งเขาฟันหนึ่งครั้งคร่าชีวิตหนึ่งคน ไม่ละเว้นแม้แต่คนเดียว
หลังจากฆ่าคนแล้วอันเจิงก็ถือมีดที่มีรอยขีดข่วนนับไม่ถ้วนพุ่งไปยังหน่วยฟางกู้เขาถีบประตูหน่วยฟางกู้พังในครั้งเดียวและถือมีดที่เต็มไปด้วยเืเข้าไป เ้าหน้าที่ด้านในใอย่างมากแต่กลับไม่มีใครกล้าห้ามเขาไว้เขาเดินผ่านห้องโถงและเดินไปที่ห้องตำรา จากนั้นก็ใช้เท้าถีบประตูจนหลุดออกมาทั้งบาน
ชวีเจิ้งเซิงที่กำลังคุยกับใครบางคนในห้อง เมื่อเห็นอันเจิงเดินเข้ามาก็ใจนหน้าซีดทันทีเพียงครู่เดียวเขาก็ลุกขึ้นแล้วตบโต๊ะเสียงดัง “อันเจิง! ดึก ๆ ดื่น ๆบุกเข้ามาในหน่วยฟางกู้ คิดจะทำอะไรกันแน่?”
อันเจิงไม่ได้สนใจเขาแม้แต่น้อยกลับหันไปมองคนที่นั่งอยู่ตรงข้ามชวีเจิ้งเซิง คนคนนั้นใจนตัวสั่นราวกับผู้หญิง“เ้าคือหูตวนหายรึ?”
คนคนนั้นพยักหน้าโดยสัญชาตญาณจากนั้นก็ส่ายหัวอย่างรวดเร็ว “ไม่ใช่ ไม่ใช่ข้า?”
อันเจิงมองไปยังชวีเจิ้งเซิง“ใต้เท้าชวีเจิ้งเซิงถามว่าข้าบุกเข้ามาทำไม? ข้าจะบอกให้...”
อันเจิงใช้มือข้างหนึ่งกดหัวของหูตวนหายลงกับโต๊ะมืออีกข้างชูมีดขึ้นมา จากนั้นก็ฟันลงไปอย่างรวดเร็ว มีดทื่อ ๆ ที่เต็มไปด้วยรอยขีดข่วนตัดคอของเขาขาดทันทีหัวเขากลิ้งอยู่บนโต๊ะ ส่วนตัวก็ล้มลงไปบนพื้น เืที่พุ่งออกมาจากคอเปรอะเปื้อนใบหน้าและลำตัวของชวีเจิ้งเซิง
“ใต้เท้าชวี ข้ามาที่นี่เพื่อฆ่าคนเื่นี้ยังไม่จบแค่นี้ แต่ข้าอยากถามก่อนว่า เ้าคิดจะจัดการเื่นี้อย่างไร?”
ชวีเจิ้งเซิงใจนลงไปกองอยู่กับพื้น“อัน...ท่านอัน เื่นี้ข้าไม่รู้เื่ ข้าก็กำลังสอบถามเขาอยู่อย่างไรเล่า ข้ารู้แค่ว่าเขาต้องเป็คนทำเื่นี้แน่แต่เขาพูดจาไม่รู้เื่ ยังไม่ทันได้ความอะไรเลย...”
“ชมรมสี่ทิศอยู่ที่ไหน?”
ชวีเจิ้งเซิงชี้ไปด้านนอกมือไม้สั่น“ชมรมสี่ทิศอยู่ที่ถนนตงซื่อ”
อันเจิงสะบัดฝ่ามือมีดที่หล่นบนพื้นกระเด็นไปตกอยู่กลางหว่างขาของชวีเจิ้งเซิง“หากข้ารู้ว่าเ้ารู้เห็นกับเื่นี้ด้วย ต่อให้หัวข้าต้องหล่นพื้นข้าก็ต้องให้หัวเ้าหล่นพื้นด้วยเช่นกัน”
