เอ๋?
เสิ่นม่านยื่นมือออกไปรับไว้ แขนเสื้อผ้าฝ้ายตรงข้อมือถูกม้วนขึ้น เผยให้เห็นข้อมือขาวเนียนละเอียดที่แทบส่องประกาย
โฉมงามริมลำธารดุจจันทรา นิ้วมือเรียวงามดุจน้ำค้าง
ไม่เหมือนสตรีชนบทที่ต้องทำงานหนักเลยแม้แต่น้อย
เสิ่นม่านถือปิ่นหยกขาวไว้และส่งเสียงจึ๊ปาก “ขาวขนาดนี้ ทั้งยังวาวใสราวกับหยดน้ำ เกรงว่าคงใช้เงินไม่น้อย?”
ถือว่าตาดี นี่คือสินค้าที่เพิ่งเข้ามาใหม่ในร้านและมีเพียงชิ้นเดียว
แม้ฝีมือการสลักจะด้อยกว่าในเมืองหลวง แต่การออกแบบนับว่าไม่เลว
ปิ่นนี้ ้าสลักเป็ดอกกล้วยไม้ที่ขาวสะอาดไร้ซึ่งสิ่งเจือปน ไม่รู้เพราะเหตุใด แวบแรกที่เห็นปิ่นนี้ หนิงโม่ก็นึกอยากซื้อกลับมามอบให้เสิ่นม่าน
หนิงโม่ไม่ได้ยิ้ม แต่แววตาราวกับมีดวงดารากำลังส่องประกายระยิบระยับในท้องฟ้ายามราตรี
“ชอบหรือไม่?”
เสิ่นม่านพยักหน้าและลูบปิ่นปักผมอย่างรักใคร่หวงแหน จากนั้นตอบด้วยท่าทีจริงจัง “แพงขนาดนี้ข้าต้องชอบอยู่แล้ว ว่ามา เ้าซื้อมาเท่าไร? อยู่ดีๆ ก็ซื้อปิ่นให้ข้า เกรงว่าเ้าคงมีสิ่งที่้าแลกเปลี่ยนสินะ”
หนิงโม่ “…”
นางมักจะมีเหตุผลที่ทำให้คนหมดอารมณ์ได้เสมอ ยังดีที่มีใบหน้าสะสวย เพียงแต่รสนิยมยังไม่ถึง
เช่นนี้แล้วจะทำอย่างไรได้? ก็ต้องยอมรับชะตา!
หนิงโม่เปล่งเสียงอย่างรำคาญ “เ้าลองปักดู!”
“หืม? อ้อ”
เสิ่นม่านแกะผ้าพันผมออกช้าๆ ผมดำขลับที่ยังชุ่มน้ำสยายลงมาราวกับม่านน้ำตก
นางยกมือขึ้นม้วนผมอย่างง่ายๆ ปักปิ่นหยกขาวไว้ระหว่างเส้นผม จากนั้นหมุนตัวต่อหน้าเขาอย่างภาคภูมิใจ
“เป็อย่างไร? งามหรือไม่ ตะลึงเลยสินะ? กระทั่งชั่วแวบหนึ่งคิดว่าบนโลกนี้มีคนที่งดงามตระการตาเช่นนี้อยู่จริงหรือ ใช่หรือไม่?”
หนิงโม่ “…”
ข้ายังไม่ทันพูดแม้แต่คำเดียว เ้าก็ชมตนเองไปหมดแล้ว ไม่ง่ายดายกว่าจะสร้างบรรยากาศหวานละมุนขึ้นมาได้ แต่กลับถูกทำลายจนหมดสิ้น
หนิงโม่กุมหน้าผากอย่างระอา “ช่างเถิด กลับเข้าห้องไปพักผ่อนได้แล้ว”
เสิ่นม่านขวางเขาไว้และทันใดนั้นก็เดินเข้าไปใกล้เขา “เ้ายังไม่ได้ชมข้าเลยนะ ว่าอย่างไร?”
กลิ่นหอมของพันธุ์ไม้ผสมกับกลิ่นอายความชื้นจากน้ำ พลันถาโถมเข้ามา
แล้วก็… กลิ่นหอมของหญิงสาว?
หนิงโม่หลุบตาลง เห็นขนตาเป็แพราวกับพัดเล่มเล็กคู่หนึ่งของหญิงสาว ภายใต้แสงจันทร์นั้น พวกมันกำลังขยับไหวไปมา
ริมฝีปากชมพูยื่นออกมาจนอยาก…
ใครบางคนเผลอเลียริมฝีปาก จงใจเข้ามาใกล้เช่นนี้ นางคงไม่ได้อยากจูบข้าหรอกนะ?
ในสมองของหนิงโม่ปรากฏภาพคืนนั้นที่กลับจากที่ว่าการ ััของริมฝีปากนั้นทั้งอ่อนโยนและนุ่มนิ่ม
ไกลออกไปสิบกว่าเมตรด้านหลัง ศีรษะสี่หัวเรียงกันอยู่หลังประตู ผลัดกันชะเง้อสอดส่อง
เยี่ยนชีตื่นเต้นจนจิกประตู เด็กน้อยสามคนด้านหลังก็แอบมองอย่างระมัดระวัง “โอ้ ข้าเห็นแม่นางเสิ่นขวางเสี่ยวหนิงไว้และขยับเข้าไปใกล้ พวกเขากำลัง…”
จูบกัน?
เยี่ยนชีตกตะลึงยกมือขึ้นปิดปาก น่าตื่นเต้นเกินไปแล้ว!
อยากจะบอกว่าเ้านายร้ายลึกนัก หลายวันก่อนยังปฏิเสธชัดเจนว่าไม่มีทางซื้อของขวัญง้อแม่นางเสิ่น แต่พอหันหลังก็ไปซื้อปิ่นปักผมมอบแด่โฉมงาม แล้วยังเลือกเวลากลางคืนเช่นนี้เพื่อสร้างบรรยากาศที่แสนหวาน
จึ๊ๆ บุรุษเ้าแผนการ ช่างร้ายนัก…
“ท่านลุงเยี่ยนชี พวกเขาสองคนทำอะไรกันหรือ?”
เด็กสามคนพากันโผล่หัวชะเง้อมอง แต่กลับถูกเยี่ยนชีจับศีรษะดันกลับไป
“เด็กน้อยห้ามดู ดูแล้วจะเป็ตากุ้งยิง!”
เด็กทั้งหลาย “!”
แม้จะพูดเช่นนี้กับเด็กๆ ทว่าดวงตาเยี่ยนชีกลับวาววับ อยากจะเป็ปิ่นปักผมบนหัวของเสิ่นม่านเสียให้ได้ จะได้ดูชัดๆ ว่าสองคนนั้นทำอะไรกันแน่!
ขณะเดียวกัน เสิ่นม่านที่คว้าคอเสื้อของหนิงโม่ไว้ก็รู้สึกสันหลังเย็นวาบ นางหดคออย่างเกร็งๆ และปล่อยตัวหนิงโม่
“ไฉนข้าจึงรู้สึกว่าด้านหลังกำลังมีคนแอบมองข้าอยู่ ทำเอาขนลุกไปหมด”
หนิงโม่ชำเลืองตาขึ้นก็เห็นศีรษะครึ่งหนึ่งที่หลบไม่ทัน จึงอดไม่ได้ที่จะหรี่ตาเล็กลง
“ชิวเยี่ยนชี!” จู่ๆ หนิงโม่ก็ะโเรียก
เงาร่างกำยำเยี่ยงเสือตรงประตูสะดุ้งใ รีบยืนตัวตรงทันที
เยี่ยนชีหลุบตาลงและกำลังจะหิ้วตัวเด็กๆ ไปเป็ตัวช่วย แต่กลับพบว่าเด็กสามคนวิ่งหนีหายกลับเข้าเรือนของตนไปอย่างรวดเร็ว ทั้งยังปิดประตูด้วยความว่องไว
เยี่ยนชีที่ถูกสหายทอดทิ้ง “…”
เขาเดินออกมาจากหลังประตูด้วยท่าทีขัดเขิน แสร้งยิ้มอย่างไร้เดียงสา
“เหอๆ ข้าไม่เห็นอะไรทั้งนั้น พวกท่านต่อกันเถิด ข้าแค่ออกมาปัสสาวะยามดึกเท่านั้น”
เสิ่นม่านได้ยินก็ถึงกับใบ้กินไปครู่หนึ่ง “แอบดูก็แอบดูสิ ข้าไม่ได้ทำอะไรหนิงโม่สักหน่อย เ้าทำท่าละอายใจทำไมกัน?”
จบแล้ว นางหันไปพึมพำเสียงค่อย “อีกอย่าง หากข้าจะทำอะไรจริงๆ เดาว่าพวกเ้าอยากแอบดูก็ไม่มีทางได้ดูหรอก”
หนิงโม่ “…” ทนฟังต่อไม่ไหวแล้ว
หนิงโม่ยื่นมือไปขยุ้มศีรษะของนางจนยุ่งเหยิง ระบายอารมณ์จนหนำใจ
“รีบเข้านอนได้แล้ว” พูดจบก็เตรียมกลับไปจัดการเยี่ยนชีพร้อมกับไอเย็นที่แผ่ออกมาจากร่างกาย
เสิ่นม่าน “…”
นางยกมือขึ้นลูบปิ่นหยกขาวอุ่นลื่น ภายในสมองเริ่มคาดเดาบางอย่าง
หรือว่า… เมื่อครู่เขาอยากจะสารภาพรักหรือ?
เมื่อนึกถึงคราวก่อนที่เขานัดออกไปกลางดึกเพื่อแกล้งเย้าแหย่นางเล่น เสิ่นม่านก็อยากจะตบปากเขาสักสองที
เหอะ ตอนนี้รู้ว่านางตัวหอมแล้วสินะ? แล้วมัวทำอะไรอยู่แต่แรก? รอไปเถิด หากเ้าอยากจะจีบข้า ข้าจะทรมานเ้าให้ตาย
ภายในห้อง ต้าเป่านอนไม่หลับเป็ครั้งแรก เขากลิ้งไปมาบนเตียง แต่อย่างไรก็ไม่หลับ
เด็กน้อยยังเล็ก เขาจึงนอนห้องเดียวกับเสี่ยวตง เสิ่นม่านพิจารณาแล้วว่าเสี่ยวหลานเริ่มเป็สาวน้อย แต่ก็ยังไม่อยากแยกกับพี่ชาย จึงให้เสี่ยวหลานนอนห้องที่อยู่ข้างกัน รอให้เด็กๆ โตขึ้นกว่านี้ค่อยแยกเรือนจริงจัง
ต้าเป่ากลิ้งบนเตียงอยู่ห้ารอบ จนเท้าไปวางพาดบนน่องของเสี่ยวตง เสี่ยวตงก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป เขาลุกพรวดขึ้นนั่งบนเตียง ผมเผ้ายุ่งเหยิงราวกับสิงโตที่กำลังฉุน
“ต้าเป่า! เ้าทำอะไร? เหตุใดจึงยังไม่นอนอีก?”
ต้าเป่าเองก็ลุกขึ้นนั่ง มือสองข้างกอดเข่าและเอ่ยอย่างเชื่องช้า “พี่เสี่ยวตง ข้านอนไม่หลับ”
“นอนไม่หลับก็ลุกไปวิ่งหลายๆ รอบ วันรุ่งขึ้นยังต้องตื่นแต่เช้าไปเรียนและทำงานช่วยท่านอาอีก” เสี่ยวตงในฐานะพี่ชายเริ่มเอาภาระความรับผิดชอบภายในบ้านมาแบกไว้เองนานแล้ว
ต้าเป่าเบะปากและเอ่ยอย่างน้อยใจ “พี่ ท่านคิดถึงท่านลุงหรือไม่?”
ท่านพ่อ? ครั้งนี้เสี่ยวตงอึ้งไป เขาเกาศีรษะที่ยุ่งเหยิงและเริ่มสับสน
“ข้าไม่รู้ เราสองคนก็เหมือนกันไม่ใช่หรือ? เกิดมายังไม่เคยได้เห็นหน้าตาของบิดาว่าเป็อย่างไร ได้ยินนางโจวบอกว่าเขาไปเป็ทหาร ไม่รู้ว่าเป็หรือตาย”
ต้าเป่าเองก็พยักหน้าพร้อมกับครุ่นคิดอย่างหนัก
ก็จริง เขาเองก็ไม่เคยเห็นว่าบิดาแท้ๆ ของตนหน้าตาเป็เช่นไร หากท่านพ่อยังอยู่ คงจะรักและเอ็นดูเขาเหมือนกับท่านแม่กระมัง?
เพียงแต่ท่านลุงเยี่ยนชีบอกว่า วันนี้เห็นท่านแม่กับท่านลุงหนิง… กำลังทำเื่กะหนุงกะหนิงกัน
เฮ้อ… ต้าเป่าถอนหายใจเงียบๆ ใบหน้ายับย่นดูกังวลไม่น้อย
“พี่เสี่ยวตง ท่านว่า ท่านแม่จะแต่งงานกับท่านลุงหนิงหรือเปล่า? เช่นนั้น… ต่อไปข้าต้องเรียกท่านลุงหนิงว่าท่านพ่อหรือ?”
-----
