เล่มที่ 4 บทที่ 102 ไอปีศาจ
ท้องฟ้าด้านหลังของหลินเฟยมีเมฆดำปกคลุมไปทั่ว แถมยังมีเสียงฟ้าร้องดังเป็ระยะ
หุบเขากระบี่เกิดพายุโหมกระหน่ำราวกับวันสิ้นโลก ส่วนหลินเฟยก็โคจรพลังเหาะกระบี่อย่างบ้าคลั่ง เสียงสายลมดังวี้ดอยู่ข้างหู แม้แต่แสงทิพย์ตงจี๋ก็ไม่อาจต้านทานพลังจากแร่จิงซ่าได้ แรงกดดันที่มาจากทุกทิศทุกทางกดทับหลินเฟยอย่างหนักราวกับูเาใหญ่ ทำให้ทุกส่วนในร่างกายเหมือนกำลังจะแตกสลายไป...
“ตื๊อไม่เลิกจริงๆ...”
หลินเฟยเช็ดคราบเืที่มุมปาก สองเท้าก็ไม่กล้าหยุดแม้แต่นิดเดียว เขายังคงมุ่งหน้าไปที่ยอดเขาอย่างไม่คิดชีวิต...
ในที่สุดก็มาถึงยอดเขาได้สำเร็จ
เวลานี้เองสายตาของหลินเฟยก็มองเห็นแสงสีทองบนยอดเขาที่กำลังส่องสว่างอยู่
แม้จะอยู่ใกล้แค่เอื้อมแท้ๆ แต่เขาก็ไม่อาจชะล่าใจไปได้
เพราะรู้ดีว่านี่เป็หนทางรอดเดียวที่มีอยู่ และก็เป็ทางที่ยากลำบากที่สุดด้วยเช่นกัน...
และก็เป็อย่างที่คิดไว้ ชั่วขณะที่เห็นแสงสีทองสว่างวาบ เมฆดำที่อยู่เื้ัก็กระจายตัวอย่างรวดเร็วจนปกคลุมไปทั่วท้องฟ้า...
“บัดซบ!”
หลินเฟยสบถออกมา
เพียงครู่เดียวก็มีสายฟ้าที่อัดแน่นไปด้วยพลังหยินฟาดลงมา ทันใดนั้นไอหยินก็แพร่กระจายไปทั่ว...
“บ้าเอ๊ย!” หลินเฟยแทบจะร้องไห้ออกมาจริงๆ สายฟ้าฟาดลงมาติดๆกันราวกับตาข่ายั์ ไม่ว่าจะหนีไปทางใดก็หนีไม่พ้น
หลินเฟยโคจรพลังที่มีทั้งหมด พาร่างกายอันบอบช้ำของตนเองหลบสายฟ้าที่ฟาดลงมาครั้งแล้วครั้งเล่า นี่เป็สายฟ้าจากอสุรกายขั้นกุ่ยหวังเลยทีเดียว ต่อให้กายเนื้อจะผ่านการชำระล้างจากสองจุดชีพจรจนแข็งแกร่งมากแล้วก็ตาม ทว่าหากโดนสายฟ้านี้เข้าไป แม้จะเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ก็มิวายจะต้องแตกสลายเป็แน่...
หนี่งสาย สองสาย สามสาย...
ทุกครั้งที่สายฟ้าฟาดลงมา หลินเฟยก็หนีรอดไปได้อย่างฉิวเฉียด แม้ระยะทางจะแค่สิบลี้เท่านั้น แต่สำหรับหลินเฟยแล้วไม่ต่างอะไรกับการเดินทางที่ต้องใช้เวลาชั่วกัปชั่วกัลป์เลยทีเดียว...
เวลาผ่านไปหนึ่งชั่วยาม...
หลินเฟยที่แสนสะบักสะบอมก็พุ่งตัวเข้ามาอยู่ภายใต้แสงสีทองได้...
“ผนึกนี้ก็พอจะมีประโยชน์อยู่บ้าง...” เพิ่งจะเข้ามาในเขตแสงสีทองไม่ทันไร หลินเฟยก็รู้สึกถึงลำแสงสายหนึ่งที่กำลังโอบล้อมอยู่
ลำแสงนี้สามารถกระตุ้นเคล็ดวิชาหมื่นกระบี่จูเทียนในตัวได้เลยทีเดียว
อาจเป็เพราะไม่เคยมีใครเคยฝึกวิชานี้มาก่อน...
หลินเฟยเพิ่งจะเริ่มโคจรเคล็ดวิชาหมื่นกระบี่จูเทียนไม่นาน จู่ๆลำแสงสีทองอันนุ่มนวลที่โอบล้อมอยู่ก็กลายสภาพเป็กระแสคมกริบ กักร่างของหลินเฟยเอาไว้อย่างแ่า แค่ขยับตัวนิดเดียวลำแสงสีทองก็ราวกับจะแทงทะลุร่างทั้งร่าง
แต่ก็ยังดี...
เพียงพริบตาเดียวแสงสีทองก็อ่อนนุ่มลงอีกครั้ง
“ต่อให้เขาเปลี่ยนไปอย่างไรแต่รากฐานก็ยังคงเหมือนเดิมสินะ...” หลินเฟยรู้ดีว่าเพราะไม่เคยมีผู้ใดเคยฝึกเคล็ดวิชานี้มาก่อน อย่างไรก็ตามรากฐานนั้นก็ยังคงเป็เคล็ดวิชาหมื่นกระบี่ ของสำนักเวิ่นเจี้ยนอยู่วันยังค่ำ
‘เป็อย่างที่คิดไว้ไม่มีผิด...’
หลังจากแน่ใจแล้วว่าผู้ที่เข้ามาบริเวณนี้เป็ศิษย์สำนักเวิ่นเจี้ยน แสงสีทองอันอ่อนนุ่มก็สาดส่องลงมาไม่หยุด
แสงสีทองมากมายโอบล้อมรอบตัว ทำให้หลินเฟยรู้สึกผ่อนคลายเป็อย่างมาก แผลที่ถูกสายฟ้าและพลังจากแร่จิงซ่าโจมตี ก็กำลังรักษาตัวเองอย่างรวดเร็ว
“ไม่เลวเลยทีเดียว ไม่คิดว่าสำนักเวิ่นเจี้ยนจะมีจุดเติมพลังบนยอดเขาเช่นนี้ด้วย...” หลินเฟยบ่นกับตัวเองเบาๆ ก่อนจะตัดสินใจหลอมละลายปราณโลหะที่ปะปนในอากาศมาเติมเต็มพลังปราณที่สูญเสียไป
ทว่าไม่นานหลินเฟยก็หยุดลง เขาเงยหน้ามองท้องฟ้าด้วยความสงสัย เมฆดำมากมายที่ปกคลุมยังไม่สลายไป ทำให้หลินเฟยรู้สึกสับสนขึ้นมาทันที...
‘ที่นี่คือที่ไหนกันแน่?’
เป็ถึงจุดเติมพลังที่เหล่าผู้บำเพ็ญขั้นฟ่าเซี่ยงสร้างไว้เชียว!
อย่าว่าแต่ร่างแปลงเลย ต่อให้อสุรกายกุ่ยหวังมาเอง ก็เกรงว่าคงจะถูกโจมตีจนตายไปหมด
แต่ที่ยังไม่รามือเช่นนี้ มันหมายความว่าอย่างไรกันแน่?
‘หรือจะรอให้ข้าออกไป?’
ไม่ใช่สิ...
อสูรที่บำเพ็ญจนถึงขั้นกุ่ยหวังจะต้องมีปัญญาที่ไม่ธรรมดาแน่นอน มันคงไม่ตามตื๊อเหมือนเด็กเช่นนี้แน่...
“น่าประหลาดแท้ เป็ถึงกุ่ยหวัง แต่ราวีไม่ยอมเลิกราขนาดนี้เชียว ข้าไม่ได้ขโมยของเ้าไปเสียหน่อย...” หลินเฟยเบ้ปาก แต่ขณะที่กำลังจะอ้าปากบ่นต่อก็ใบหน้าของเขาก็ถอดสีลงทันที
เดี๋ยวนะ...
อยู่ดีๆก็นึกขึ้นมาได้ว่าสายฟ้าแรกที่ฟาดลงมาที่ป่าอสูรมันมีอะไรแปลกๆอยู่...
เหมือนกับว่าอีกฝ่ายคิดจะลอบลงมือมากกว่า
หากอสุรกายกุ่ยหวังคิดจะสังหารเขาจริงๆ ไม่เห็นจะต้องลอบลงมือเช่นนี้เลย...
‘หรือว่าจะเกี่ยวข้องกับเ้าคนแคระดำ?’
“แย่แล้ว!” ใช้เวลาพินิจเพียงครู่เดียว หลินเฟยก็เข้าใจสถานการณ์ขึ้นมาทันที
‘ใช่แล้วล่ะ เพราะตอนนั้นหลังจากที่จับคนแคระดำมาได้ ก็มัวแต่คุยเรื่อยเปื่อยกับเทียนกุ่ย จากนั้นสายฟ้าก็ฟาดลงมาจนเกือบจะถล่มป่าอสูรจนราบเป็หน้ากลอง’
‘จะต้องเป็คนแคระดำนั่นแน่ๆ’
คราวนี้หลินเฟยชักจะสับสนขึ้นมาแล้วจริงๆ...
หลินเฟยลูบกระเป๋าที่มีคนแคระดำอยู่ ก่อนจะหันไปมองเทียนกุ่ยที่พันอยู่รอบแขน เวลานี้เขาไม่รู้ว่าควรจะร้องไห้หรือหัวเราะก่อนดี เทียนกุ่ยเกิดจากเหรียญวิเศษที่สามารถตามหาสมบัติได้ก็จริง แต่ก็ไม่คิดเลยว่าจะร้ายกาจถึงเพียงนี้ แค่ตามล่าสมบัติเฉยๆยังไปกระตุกหนวดกุ่ยหวังเสียได้...
“แล้วจะทำอย่างไรต่อไปล่ะทีนี้...” พอเห็นเมฆดำที่ลอยอยู่บนฟ้าซึ่งไม่ยอมสลายไปเสียที หลินเฟยก็รู้สึกลำบากใจขึ้นมา
ถึงไม่รู้ว่าคนแคระดำคืออะไร แต่ที่แน่ๆจะต้องเป็สิ่งที่กุ่ยหวังหมายตาไว้อย่างแน่นอน
อีกอย่าง...ที่ตามตื๊อไม่เลิกแบบนี้ แสดงว่าจะต้องเป็ของสำคัญแน่ๆ
“หรือจะคืนกลับไปดีล่ะ?”
ขณะที่หลินเฟยกำลังลังเลอยู่นั้น ก็เกิดแผ่นดินไหวขึ้นมา ชั่วขณะที่ยังมึนงง สายตาก็พลันเห็นไอปีศาจพวยพุ่งจากใจกลางหุบเขากระบี่ พริบตานั้นเองหลินเฟยเข้าใจว่าเป็ปีศาจขั้นเยาหวังปรากฏตัวขึ้นมา เพราะมีลักษณะเป็ไอปีศาจเข้มข้นน่าสะพรึงกลัวปกคลุมไปทั่ว แม้แต่เมฆดำที่ลอยอยู่ก็ยังต้องล่าถอยออกไป...
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
