บทที่ 191 ทรยศ
ในยามค่ำคืนอันมืดมิด เมฆหนาบดบังแสงจันทร์ ป่าเขาลึกที่เดิมทีก็ไร้แสงสว่างอยู่แล้ว ยิ่งทำให้มีบรรยากาศวังเวงน่าขนลุก
มู่หลงจื่อรู้สึกไม่ค่อยสบายใจ เขารู้สึกเหมือนมีบางอย่างกำลังจ้องมองเขาอยู่ในความมืด แต่ก็ไม่สามารถจับสังเกตได้ หลังจากผ่านไปครู่หนึ่งจึงสงบสติอารมณ์ลงได้ เขาตัดสินใจอย่างแน่วแน่ว่าพรุ่งนี้จะต้องออกไปจากถ้ำนี้ให้ได้ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม เดิมทีเขาคิดว่าการหาสถานที่ห่างไกลแนวหน้าของา เพื่อสร้างถ้ำเป็ความคิดที่ดี แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าการปลีกวิเวก อาจไม่ใช่เื่ดีเสมอไป
ทันใดนั้น เสียงหัวเราะที่น่าขนลุกก็ดังมาจากด้านนอก ตามมาด้วยเสียงที่ลอยเข้ามาในถ้ำว่า “หนูตัวน้อยเหล่านี้มาซ่อนตัวอยู่ที่นี่เอง ปล่อยให้ข้าตามหาตั้งนาน น่าเจ็บใจนัก บังอาจมาหาเื่นักพรตมารแล้วหวังว่าจะหนีไปได้ ฝันไปเถิด จงลิ้มรสเคล็ดวิชามาร “เคล็ดวิชาหมื่นิญญากลืนกิน” ของข้าเสีย ดูสิว่ารสชาติของนักพรตจากเทียนตูเป็อย่างไร!”
มู่หลงจื่อและศิษย์ทั้งสี่ของเขาตื่นขึ้นมาด้วยความใ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากได้ยินคำว่า “เคล็ดวิชาหมื่นิญญากลืนกิน” ยิ่งทำให้พวกเขาตัวสั่นไปทั้งตัว ศัตรูที่ไม่รู้จักถือเป็ศัตรูที่น่ากลัวที่สุด บรรดาศิษย์ที่ไม่มีประสบการณ์ในการต่อสู้ต่างพากันหวาดกลัวกับเสียงที่น่าขนลุก ขวัญกำลังใจในการต่อสู้ของพวกเขาสลายหายไปจนหมดสิ้น
“อาจารย์ พวกเราจะทำอย่างไรดี ดูเหมือนว่านักพรตดินแดนมารจะพบตัวพวกเราแล้ว!”
มู่หลงจื่อในฐานะอาจารย์พยายามระงับความหวาดกลัวในใจอย่างเต็มที่ เขาพยายามทำตัวเข้มแข็งแล้วพูดว่า “อย่าได้ใไป นักพรตดินแดนมารถนัดการใช้เล่ห์กลลวง พวกเรารีบตั้งค่ายกลและเตรียมพร้อมต่อสู้ ตราบใดที่ศัตรูไม่ได้มีจำนวนมากเกินไปและไม่มียอดฝีมือขั้นเกิดเทพเ้า พวกเราก็ยังมีโอกาสหนีรอดไปได้!”
คำพูดของมู่หลงจื่อทำให้บรรดาศิษย์ฮึกเหิมขึ้น พวกเขารีบไปประจำตำแหน่งที่ได้รับมอบหมายในค่ายกลป้องกันที่เตรียมไว้ภายในถ้ำ และร่ายอาคมป้องกันออกไปทั่วทุกสารทิศ
“ฮึ! ไม่เห็นโลงศพไม่หลั่งน้ำตา!” เสียงจากความมืดดังขึ้นราวกับเยาะเย้ย พลังจากคลื่นเสียงนั้นสั่นะเือาคมป้องกันที่พวกเขาเพิ่งร่ายออกไปแตกกระจายจนเกือบหมด สร้างความตื่นตระหนกให้พวกเขาเป็อย่างยิ่ง เมื่อเห็นว่าการส่งเสียงคำรามเพียงครั้งเดียวยังทรงพลังถึงเพียงนี้ แล้วผู้มาเยือนจะมีพลังยุทธ์ขั้นใดเล่า?
ใบหน้าของมู่หลงจื่อเปลี่ยนสี ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง ในฐานะผู้ที่มีพลังบำเพ็ญสูงสุดและมีประสบการณ์มากที่สุดในหมู่คณะ แม้ว่าเขาจะไม่ทราบระดับขั้นพลังยุทธ์ที่แท้จริงของผู้มาเยือน แต่เห็นได้ชัดว่าอีกฝ่ายเหนือกว่ามาก อย่างน้อยพลังยุทธ์ก็น่าจะอยู่ในขั้นเกิดเทพเ้า แล้วจะไม่ให้เขาหมดหวังได้อย่างไร?
ทันใดนั้น ก็พลันนึกอะไรบางอย่างขึ้นได้ แม้ว่าการทำเช่นนี้จะเท่ากับการตัดขาดจากเทียนตู แต่เมื่อชีวิตของเขาใกล้ถึงจุดจบ ย่อมไม่จำเป็ต้องกังวลสิ่งใดอีกต่อไป เขาไม่ใช่ผู้ที่ซื่อสัตย์ภักดีมาั้แ่แรกแล้ว จึงะโออกไปทันทีว่า “ท่านผู้เฒ่า โปรดยั้งมือก่อน พวกข้ายอมแพ้ เราทุกคนล้วนเป็นักปรุงโอสถ ข้าคือมู่หลงจื่อ นักปรุงโอสถขั้นห้า!”
ดังที่คาดไว้ เมื่อได้ยินเขาพูดเช่นนั้น เงามืดนับไม่ถ้วนที่ปรากฏขึ้นอย่างเลือนรางในถ้ำก็หยุดลงทันที เสียงจากความมืดดังขึ้นอย่างประหลาดใจ “นักปรุงโอสถ? แล้วยังเป็ขั้นห้าอีก? พวกเ้ารู้หรือไม่ว่าหากโกหกข้า ผลที่ตามมาจะเลวร้ายยิ่งกว่าความตาย!”
“ท่านผู้เฒ่าไม่ต้องสงสัย เพียงตรวจสอบเล็กน้อยก็จะรู้ว่าเป็ความจริง ผลที่ตามมาข้าย่อมทราบดี!” ในเวลานี้เพื่อรักษาชีวิตของตัวเอง มู่หลงจื่อหลงลืมไปแล้วว่าเขาเป็คนจากเทียนตู
ส่วนศิษย์ของเขาก็พากันเงียบลงทันทีหลังจากได้ยินคำพูดของอาจารย์
แม้ว่าพวกเขาจะรู้สึกว่าการกระทำของอาจารย์อาจไม่ได้ผลลัพธ์ที่ดีอะไร แต่พวกเขาไม่เหลือหนทางอื่นให้มีชีวิตรอดแล้ว ยิ่งไปกว่านั้น สิ่งของแยกประเภท คนแยกเป็กลุ่ม ในเมื่ออาจารย์เป็เช่นนี้ พวกเขาที่เป็ศิษย์ต่างก็ไร้ซึ่งทางเลือก พวกเขาไม่ใช่คนซื่อสัตย์มาั้แ่แรก หากทำเช่นนี้แล้วสามารถมีชีวิตรอดอยู่ได้ พวกเขาก็พร้อมจะทรยศตามอาจารย์โดยไม่ลังเล
“ดี ดี ดี! นักพรตดินแดนมารของข้ากำลังขาดแคลนนักปรุงโอสถอยู่พอดี หากพวกเ้าสามารถปรุงโอสถได้ ข้าไม่เพียงแต่จะไว้ชีวิตเท่านั้น แต่ยังจะทำให้พวกเ้ามีชีวิตที่ดีขึ้น มีอำนาจและสตรีงาม ความมั่งคั่งล้วนอยู่เพียงเอื้อมมือ และหากทำผลงานได้ดี วิชามารล้ำค่า ข้าก็ไม่คิดหวงแต่อย่างใด!”
ณ ตำหนักตันหลิง
แม้ว่าตำหนักตันหลิงจะเสียนักปรุงโอสถไปจำนวนหนึ่งเนื่องจากข้อตกลงของลู่อวี่ แต่ก็ยังมีนักปรุงโอสถหลงเหลืออยู่มากกว่าร้อยสามสิบคน และมีนักปรุงโอสถสันโดษเพียงยี่สิบสองคนเท่านั้น ที่ขอเข้าร่วมกับตระกูลลู่และกลายเป็ศิษย์ของตระกูลลู่ ยามนี้ตำหนักตันหลิงจึงไม่มีนักปรุงโอสถสันโดษอีกต่อไป การเข้าร่วมของคนเหล่านี้ได้ขยายจำนวนนักปรุงโอสถของตระกูลลู่เกือบสองเท่า ซึ่งมีบทบาทสำคัญยิ่งต่อการขยายอำนาจของตระกูลลู่ในภายภาคหน้า
สำหรับนักปรุงโอสถจากขุมอำนาจอื่น ลู่อวี่ไม่ได้ปฏิบัติต่อพวกเขาอย่างแตกต่างกัน หลังจากการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ครั้งนี้ นับว่าตระกูลลู่ได้รับผลประโยชน์ไม่น้อย ทั้งอำนาจและความแข็งแกร่งของตระกูลที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว ขอเพียงผ่าน่เวลาแห่งการปรับตัวและการตกตะกอน ตระกูลลู่ย่อมมีรากฐานที่มั่นคงยิ่งขึ้น
อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดนี้เป็เพียงประโยชน์ที่ตระกูลลู่ได้รับเท่านั้น สำหรับตัวลู่อวี่เองแล้ว เขาไม่ได้รับประโยชน์โดยตรง แต่หากตระกูลลู่แข็งแกร่งขึ้น ลู่อวี่ในฐานะนายน้อยของตระกูลลู่ย่อมได้รับประโยชน์ด้วยเช่นกัน ในภายภาคหน้าเมื่อเผชิญกับอันตราย เขาย่อมมีความมั่นใจมากขึ้นในการรับมือ
แม้ว่าในตอนนี้การจัดตั้งตำหนักตันหลิงจะทำให้ความรวดเร็วในการฝึกฝนของลู่อวี่ล่าช้า แต่เขาเพิ่งจะก้าวเข้าสู่ขั้นตงซวน ในระยะนี้จึงไม่ต้องคิดถึงการบรรลุระดับขั้นพลัง อีกทั้งใน่หลายปีมานี้ เขามุ่งเน้นไปที่การฝึกฝนร่างกายด้วยยาปรับร่างสามหยาง ผนวกกับเคล็ดวิชาฝึกฝนร่างกายที่เพิ่งค้นพบในหอคัมภีร์ของตระกูลลู่ ทำให้ร่างกายของลู่อวี่ในยามนี้แข็งแกร่งขึ้นอย่างมาก
เคล็ดวิชาฝึกฝนร่างกายนั้นหาได้ยากยิ่งในเทียนตู แม้จะมีอยู่บ้างก็ถือเป็เคล็ดวิชาขั้นต่ำถึงขั้นกลาง แม้ว่าลู่อวี่ในชาติก่อนจะรวบรวมเคล็ดวิชาไว้มากมาย แต่ไม่เคยให้ความสำคัญกับเคล็ดวิชาฝึกฝนร่างกาย ดังนั้นจึงไม่มีวิชาประเภทนี้อยู่ในหัว หากตอนนี้สามารถกลับไปที่ถ้ำฝึกตนในชาติก่อนได้ คงจะเฟ้นหาเคล็ดวิชาดีๆ ได้บ้าง แต่ด้วยระดับขั้นพลังยุทธ์ในปัจจุบัน แม้กลับไปได้ก็ไม่กล้า เพราะต้องเผชิญหน้ากับนักพรตขั้นหวนสู่สัจธรรมที่้าโอสถอันล้ำลึกของตนเองในถ้ำ คงเดาได้ยากว่าจะเกิดอะไรขึ้น
หลังจากลู่อวี่ชี้แนะเคล็ดวิชาลับในการปรุงโอสถ รวมถึงถ่ายทอดเคล็ดวิชาที่ไม่สำคัญบางอย่างให้กับนักปรุงโอสถในตำหนักตันหลิง จนทำให้อัตราการหลอมโอสถเพิ่มขึ้น แม้จำนวนคนจะลดลง แต่จำนวนโอสถที่หลอมได้กลับเพิ่มขึ้น ไม่เพียงแต่ทำให้ตำหนักมหาเทพพึงพอใจเท่านั้น แต่ยังทำให้นักปรุงโอสถและขุมอำนาจเื้ัที่ยังคงอยู่รู้สึกตื่นเต้นเป็อย่างยิ่ง
ด้วยการสนับสนุนจากโอสถวิเศษที่มากเพียงพอ การต่อสู้ระหว่างแนวหน้ากับนักพรตจากดินแดนมารจึงทวีความรุนแรงดุเดือดมากขึ้น
“ฆ่า!” บนท้องฟ้าเหนือูเาไร้นามแห่งหนึ่ง นักพรตเทียนตูและนักพรตมารต่างบังเอิญมาเผชิญหน้ากัน ทั้งสองฝ่ายต่างไม่เอื้อนเอ่ยสิ่งใด เพียงแต่เริ่มเปิดฉากการต่อสู้ในทันที
เคล็ดวิชาลับ สมบัติวิเศษกระบี่บิน เพียงพริบตาเดียวบนท้องฟ้าเหนือูเาไร้นามก็กลายเป็สถานที่ฆ่าฟันอันโหดร้าย
แม้ว่านักพรตเทียนตูจะมีพลังต่อสู้ด้อยกว่านักพรตมารอยู่บ้าง แต่ก็เพียงเล็กน้อย สาเหตุหลักมาจากการขาดประสบการณ์การต่อสู้ หลังจากผ่านการต่อสู้มาหนึ่งเดือน นักพรตเทียนตูหลายคนที่รอดชีวิตมาได้ก็ไม่ด้อยไปกว่านักพรตมาร ยิ่งไปกว่านั้น ด้วยความช่วยเหลือของอาวุธวิเศษและโอสถ ทำให้พวกเขากดดันนักพรตจากดินแดนมารให้ตกเป็ฝ่ายเสียเปรียบได้
ในขณะนี้นักพรตขั้นเกิดเทพเ้าทั้งสองฝ่ายที่เป็ผู้นำได้เหาะเหินเดินอากาศไปสู้รบกันในที่สูงและไกลออกไป ูเาถล่ม แม่น้ำถูกตัดขาด นักพรตขั้นเกิดเทพเ้าไม่ว่าจะอยู่ในเทียนตูหรือดินแดนมาร ล้วนถือว่าเป็กำลังรบระดับสูง หลังจากต่อสู้กันไปหลายสิบกระบวนท่า เพียงแรงกระเพื่อมก็สร้างความเสียหายอย่างหนักหน่วงให้กับูเาและแม่น้ำเบื้องล่างได้
“ฮ่าฮ่าฮ่า เ้าที่พ่ายแพ้ไปแล้ว ยังกล้ามาปรากฏตัวต่อหน้าข้าอีกหรือ ตายเสียเถอะ!” ร่างของนักพรตขั้นเกิดเทพเ้าจากดินแดนมารนามว่าราชันหน้าผี ปรากฏตัวขึ้นและหายไปในอากาศ เพลิงิญญามรกตจำนวนนับไม่ถ้วนพุ่งเข้าหานักพรตขั้นเกิดเทพเ้าจากเทียนตู นามว่า เทียนอี้ จากสำนักเทียนเต๋าราวกับพายุฝน
ในฐานะประมุขของวังเทพอัคคี จินชื่ออวิ๋นเคยปะทะกับราชันหน้าผีมาก่อน ครั้งก่อนเป็เพราะประเมินอานุภาพของเพลิงิญญามรกตต่ำไป ทำให้เสียเปรียบและต้องล่าถอยไป หากจะบอกว่าเป็ผู้พ่ายแพ้ก็ไม่ถูกต้องนัก แต่การถูกบังคับให้ล่าถอยถือเป็ความจริง นักพรตขั้นเกิดเทพเ้าล้วนหยิ่งทะนงในศักดิ์ศรี เมื่อกลับไปจึงค้นหาอาวุธวิเศษที่สามารถกดข่มอีกฝ่ายได้ ครานี้ได้กลับมาพบกันอีกครั้ง มิหนำซ้ำแผลเก่ายังถูกสะกิดให้เหวอะหวะ แล้วจะไม่โกรธได้อย่างไร
อย่างไรก็ตาม ด้วยความเป็นักพรตขั้นเกิดเทพเ้า ระดับจิตใจย่อมไม่ธรรมดา ยิ่งรู้ว่านักพรตจากดินแดนมารนั้นเ้าเล่ห์เพทุบาย หากเผลอเผยจุดอ่อนเพียงนิด ก็อาจร้ายแรงถึงแก่ชีวิตได้ ดังนั้นแม้ในใจจะโกรธแค้น แต่บนใบหน้ากลับไม่ปรากฏอารมณ์ใด เพียงโบกมือเรียกอาวุธวิเศษ “ลูกแก้วตะวันผลาญ” ที่เตรียมไว้ออกมา ปล่อยให้มันลอยอยู่เหนือหัว
ทันทีที่ลูกแก้วปรากฏ เปลวเพลิงสีทองก็แผ่กระจายออกมาในทันที ก่อตัวเป็เกราะป้องกันที่ทำจากเปลวเพลิงสีทอง ปกคลุมร่างของจินชื่ออวิ๋นเอาไว้
แม้เพลิงิญญามรกตจะเป็ไฟ แต่ก็เป็ไฟเย็นลักษณะจำเพาะ หนาวเย็นถึงขีดสุด หากนักพรตััโดนเข้า ไม่เพียงแต่ทำลายร่างกายเท่านั้น เปลวเพลิงนี้ยังแผดเผาพลังปราณของนักพรตโดยตรง เผาไหม้จนหมดสิ้นและไม่อาจดับไฟนั้นได้ หากพลังปราณของนักพรตหมดลงระหว่างการต่อสู้ ผลลัพธ์คงไม่ต้องพูดถึง นี่เป็เหตุผลที่ทำให้จินชื่ออวิ๋นล่าถอยทันทีหลังจากถูกเปลวเพลิงนี้ััตัว
ทว่าตอนนี้ เพลิงิญญามรกตขนาดเท่าเมล็ดถั่วจำนวนนับไม่ถ้วนต่างพุ่งเข้ามาปะทะกับเกราะป้องกันที่ทำจากเปลวเพลิงสีทอง ไม่เพียงแต่ไม่สามารถทำลายเกราะป้องกันได้ แต่กลับกลายเป็การเติมเชื้อเพลิง ทำให้เปลวเพลิงสีทองลุกโชนขึ้นอย่างรวดเร็ว อานุภาพทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น
สีหน้าของราชันหน้าผีเปลี่ยนไปเล็กน้อย พึมพำด้วยความโมโห “นักพรตเหล่านี้ช่างร่ำรวยเสียจริง แม้แต่อาวุธวิเศษที่หลอมจากไฟแท้สุริยันก็ยังมี” แต่กระนั้นก็ไม่กล้าประมาท เพลิงิญญามรกตแม้จะเหนือกว่าทั้งในแง่ของคุณภาพและระดับขั้น แต่เมื่อเทียบกับไฟแท้สุริยันแล้ว กลับด้อยกว่าอยู่ขั้นหนึ่ง การลอบโจมตีนั้นได้ผลลัพธ์ดีเยี่ยม แต่การต่อสู้โดยตรงกับไฟแท้สุริยัน ไม่ต่างอะไรกับการเอาเนื้อเข้าปากเสือ มีแต่จะถูกไฟแท้สุริยันกลืนกินและหลอมเข้าด้วยกัน
เขาใช้ทั้งความพากเพียรและความพยายามในการหลอมรวมเพลิงิญญามรกตนี้ ต้องเสี่ยงอันตรายขั้นสุดในการรวบรวมและค้นหาเชื้อเพลิงทีละนิดในสถานที่อันมืดมิดและสกปรกของดินแดนมาร จากนั้นจึงค่อยๆ หลอมรวมขึ้นมา แล้วจะยอมปล่อยให้ถูกดูดกลืนโดยลูกแก้วของตาเฒ่าสารเลวนั่นได้อย่างไร
ทว่า ไฟแท้สุริยันนั้น สร้างความลำบากใจให้กับเขาไม่น้อย เดิมทีในฐานะนักพรตขั้นเกิดเทพเ้า เขามีวิธีการต่อสู้อยู่นับไม่ถ้วน แต่เมื่อเผชิญหน้ากับอาวุธวิเศษที่เป็ธาตุหยางและมีไว้เพื่อใช้กดข่มเขาโดยเฉพาะ ก็ทำให้เขารู้สึกจนปัญญาไม่ต่างอะไรกับหนูติดจั่น ไม่อาจทำอะไรได้นอกจากต้องใช้วิธีการก้นหีบ มิเช่นนั้นวันนี้ไม่ต้องพูดถึงการเอาชนะตาเฒ่าสารเลวนี่ แม้แต่การถอนตัวอย่างปลอดภัยก็ยังทำได้ยากยิ่ง
