“ปัง!”
ยามที่หมัดของฝ่ายตรงข้ามปะทะกับก้อนอิฐ ไป๋หยุนเฟยก็ส่ายโงนเงนล่าถอยไปครึ่งก้าวขณะที่อีกฝ่ายกลับล่าถอยออกไปไกลยิ่งกว่าด้วยสีหน้าตะลึงลาน แทนที่ไป๋หยุนเฟยจะพุ่งเข้าหากลับนิ่งเฉยเพราะทราบดีกว่าอีกฝ่ายหมายจะอาศัยฝูงชนในการหลบหนีไป ดังนั้นชายหนุ่มจึงรักษาตำแหน่งปากทางออกจากตรอกเอาไว้ หากว่าฝ่ายตรงข้ามคิดจะหลบหนีไปอีกทางก็ต้องผ่านระยะทางที่ไกลกว่า หากเป็เช่นนั้นไป๋หยุนเฟยมั่นใจเต็มเปี่ยมว่าตนเองจะสามารถไล่กวดได้ทัน หากคิดจะปีนกำแพงหลบหนี ด้วยความสูงของกำแพงทั้งสองฟากไป๋หยุนเฟยก็ยังสามารถจะหยุดอีกฝ่ายได้ทัน
“กะ ก้อนอิฐ??” ชายผู้นั้นสะบัดมือพลางมองดูวัตถุในมือไป๋หยุนเฟย มันอดไม่ได้ต้องสูดลมหายใจเบาๆ จากนั้นมองดูก้อนอิฐในมือไป๋หยุนเฟยด้วยสีหน้าประหลาดพิกลก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็โกรธเคืองในทันใด “เด็กน้อยเ้าคิดจะล้อเล่นอันใด? พวกเราต่างเป็ผู้ฝึกปรือิญญา เ้าไม่คิดจะไว้หน้ากันบ้างหรือ? เ้าคิดจะจับข้าส่งเข้าคุกจริงจริงๆหรือ? เ้าคิดว่าที่ว่าการเมืองหวังจะรับคดีผู้ฝึกปรือิญญาหรือ? หากสร้างความยุ่งยากแก่ท่านเ้าเมืองคิดหรือว่าจะเป็ผลดีต่อเ้า ในเมื่อเ้านำแหวนช่องมิติกลับคืนไปแล้วก็ไม่อาจพูดได้ว่าเ้าเป็ผู้เสียหายอีก หรือเ้าคิดจะบอกให้ข้าชดใช้ด้วยชีวิต!”
“หากข้า้าชีวิตเ้า เ้าคงหลั่งโลหิตไปแล้ว” ไป๋หยุนเฟยเขม้นมองอีกฝ่ายอย่างเหยียดหยาม “ข้าไม่คิดว่าผู้ฝึกปรือิญญาที่บรรลุถึงด่านภูติญญาจะลดตัวลงไปเป็ขโมย นับว่าได้เปิดหูเปิดตาแล้ว ข้าจะปล่อยเ้าไปก็ได้แต่เ้าต้องรับปากข้าเื่หนึ่ง”
“ว่ามา!” เมื่อทราบดีว่าตนเองจนตรอกชายผู้นั้นจึงกัดฟันเอ่ยปาก
ใบหน้าไป๋หยุนเฟยเผยยิ้มเลือนราง “ข้าสนใจต่อวิธีการแปลงโฉมของเ้า การที่สามารถซ่อนเร้นพลังิญญาจนถึงระดับเดียวกับคนธรรมดานับว่ายอดเยี่ยม แต่เ้ายังสามารถเปลี่ยนโฉมหน้าได้อย่างสมบูรณ์ นั่นเป็เคล็ดิญญาใช่หรือไม่? ถ่ายทอดเคล็ดิญญาทั้งสองออกมาแล้วข้าจะปล่อยเ้าไป”
“ว่ากระไร?” ดวงตาอีกฝ่ายเบิกกว้างยามเขม้นมองไป๋หยุนเฟยด้วยสีหน้ากังขา แต่จากนั้นดวงตามันก็แปรเปลี่ยนเป็คลุ้มคลั่ง ใบหน้ากลับกลายเป็ปั้นยากพร้องกับร่างที่สั่นระริก ด้วยแววตาเคียดแค้นที่ส่งไปยังไป๋ยุนเฟยมันคำรามว่า “เ้าก็้าความลับของตระกูลข้าเช่นกัน! เ้าก็เป็เช่นเดียวกับผู้อื่น... คนเช่นพวกเ้า พวกเ้าล้างสังหารทั้งตระกูลข้าเพื่อสิ่งนั้น! เหลือเพียงข้าก็ยังไม่ละเว้น! อย่าหวังว่าเ้าจะได้สิ่งใดจากข้า... ตายเสียเถิด!”
ดวงตามันแทบจะมีเปลวไฟพวยพุ่ง คำพูดก็แทบจับใจความไม่ได้ มันขบฟันคำรามเสียงต่ำก่อนจะพุ่งเข้าใส่ไป๋หยุนเฟยราวคลุ้มคลั่ง
แสงสีครามรอบตัวชายผู้นั้นเริ่มไหลเวียนเร็วขึ้น ขณะเดียวกับที่ขยับร่างมันก็พลิกมือขวาเรียกมีดสั้นมาอยู่ในมือ ระหว่างที่พุ่งเข้าหามีดในมือก็แทงออก!
ไป๋หยุนเฟยตะลึงงัน มันไม่ทราบว่าไฉนจู่ ๆ คู่ต่อสู้ก็กลายเป็คลุ้มคลั่งปานนี้ กระนั้นเมื่อเห็นดวงตาสีแดงฉานของอีกฝ่าย ไป๋หยุนเฟยก็ใจสั่นสะท้านไปชั่วขณะ แววตาเช่นนี้ไป๋หยุนเฟยคุ้นเคยอย่างยิ่ง เมื่อนึกย้อนถึงหลี่เฉิงเฟิงยามเคียดแค้นเหล่าโจรูเาก็มีสีหน้าท่าทีเช่นเดียวกัน นี่เป็ความเคียดแค้นที่ซึมลึกผ่านกระดูกไปถึงจิติญญา!
ขณะที่จิตใจว้าวุ่น มีดสั้นของคู่ต่อสู้ก็มาถึงตัว สองตาสาดประกายวูบ ไป๋หยุนเฟยชักเท้าถอยหลบมีดสั้น มันไม่ตอบโต้กลับมิหนำซ้ำยังสาวเท้าหลบไปด้านซ้าย แต่ที่คาดไม่ถึงคือคู่ต่อสู้ไม่นำพาต่อการรักษาสมดุลร่างหรือแม้แต่การป้องกัน มันโยนมีดสั้นไปยังมือซ้ายก่อนจะแทงใส่หน้าท้องไป๋หยุนเฟยอย่างอำมหิต
ไป๋หยุนเฟยเลิกคิ้วสูง แต่สองเท้ากลับไม่หยุดเคลื่อนที่ ขณะร่างเอนไปด้านข้างราวตุ๊กตาล้มลุกก้อนอิฐในมือขวาก็วาดออกสกัดมือซ้ายคู่ต่อสู้ จากนั้นหมุนกายฟาดก้อนอิฐใส่หัวไหล่ของอีกฝ่าย
“ปัง!” ที่ตามมาหลังจากเสียงแ่เบาคือร่างคนผู้หนึ่งพลันถูกส่งลอยกลับไปอย่างกะทันหัน --- นี่แสดงว่าผลกระทบ”เหวี่ยงขว้าง”ถูกกระตุ้นแสดงผลขึ้น
อีกฝ่ายลอยละลิ่วออกไปหลายวาก่อนจะล้มกลิ้งลงกับพื้นด้วยสีหน้างงงัน ไป๋หยุนเฟยแทนที่จะไล่ตามไปกลับชิงจังหวะะโออกไป “เฮ้! ฟังข้าก่อน เ้าเข้าใจผิดแล้วกระมัง? ข้าพูดเพียงประโยคเดียว เ้ากลับแสดงท่าทีรุนแรงปานนี้?”
ระหว่างที่ยังงงงันอีกฝ่ายก็เงยศีรษะก็ขึ้นมองไป๋หยุนเฟย มันเลิกคิ้วขึ้นราวกับความคิดแจ่มใสขึ้น แววตาก็กลับเป็เช่นปกติดังเดิม สุดท้ายก็ถอนหายใจแ่เบากล่าวกับตนเองอย่างเงียบงันว่า “ช่างหวุดหวิดนัก ข้าถึงกับเสียการควบคุมด้วยคำพูดประโยคเดียว? โชคดีที่มันไม่ใช่ศัตรูที่แท้จริงของข้า ไม่เช่นนั้น... ไม่ ข้าจำต้องหัดระงับความเคียดแค้นของข้า จิ้งิเฟิงเอย ก่อนที่เ้าจะแข็งแกร่งพอ เ้าไม่อาจหุนหันพลันแล่นเช่นนี้อีก...”
หลังจากกลับเป็ปกติ จิ้งิเฟิงก็โบกมือเก็บมีดสั้นกลับคืน ขณะมองดูไป๋หยุนเฟยก็เกาศีรษะด้วยความละอาย มันกล่าวราวสนทนากับสหายสนิทว่า “เอาล่ะ... เป็ความผิดของข้าเอง ข้าเสียการควบคุมตนเอง น้องชายสภาพจิตใจข้ายังไม่กลับเป็ปกติคงต้องไปหาหมอเสียหน่อย ดังนั้นก็อย่างที่บอก ข้าไม่รบกวนเ้าแล้ว ขออำลา”
กล่าวจบก็หันหลังเดินไปทางปากตรอกอีกด้านราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ไป๋หยุนเฟยงงงันวูบ ริมฝีปากกระตุกด้วยความสับสนไม่รู้จะหัวเราะหรือร่ำไห้ดี ก่อนจะะโว่า “เฮ้! เ้าคิดจะเดินจากไปง่ายดายเช่นนี้หรือ? เ้ายังติดค้างที่พยายามจะขโมยแหวนช่องมิติข้าอยู่นะ!”
จิ้งิเฟิงชะงักเท้ากลางทาง มันลอบถอนหายใจกับตนเองพลางหันมาอย่างอับจนปัญญา “ถ้าเช่นนั้นเ้า้าอะไร?”
“เ้าหมายความว่าอย่างไรที่ว่าข้า้าอะไร? ข้าไม่ได้้าอะไรทั้งนั้น เข้าใจหรือไม่?” ไป๋หยุนเฟยกล่าว น้ำเสียงชายหนุ่มผ่อนคลายลง ไม่ทราบเพราะเหตุใด จู่ๆมันก็ไม่ได้รู้สึกโกรธเคืองอีก ตรงกันข้ามกลับรู้สึกอยากคบหาอีกฝ่ายด้วยซ้ำ มิหนำซ้ำถึงกับมีความคิดว่า‘คนผู้นี้ไม่ใช่คนเลวร้าย’ อาจบางที... เป็เพราะสายตาเคียดแค้นก่อนหน้านี้ของมัน หรือไม่ก็ความเศร้าโศกที่ถูกซุกซ่อนไว้ในดวงตาคู่นั้น...
ไป๋หยุนเฟยมองดูจิ้งิเฟิงที่กำลังท้อแท้อยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพลันฉีกยิ้มอย่างมีเลศนัย ความเย็นที่แผ่ซ่านไปทั่วกระดูกสันหลังทำให้จิ้งิเฟิงถอยหลังไปก้าวหนึ่งด้วยท่าทีหวาดระแวง “จะ เ้าจะทำอะไร?”
“ฮ่า ฮ่า...” ไป๋หยุนเฟยหัวเราะเบาๆพลางเดาะก้อนอิฐชั่งน้ำหนักในมือ “หากไม่ใช่เพราะข้ามีวิธีการพิเศษที่จะหาตัวเ้า ยามนี้ข้าคงต้องเสียแหวนช่องมิติให้แก่เ้าแล้ว นั่นเกือบทำให้ข้าเสียหายอย่างใหญ่หลวง หากปล่อยเ้าไปเช่นนี้ข้าคงไม่อาจสบายใจได้ พวกเรามาสู้กันอีกสองยกเถอะ! ”
กล่าวจบไป๋หยุนเฟยก็ไม่รอให้อีกฝ่ายได้ทันมีปฏิกิริยา ร่างชายหนุ่มก็วูบหายเหลือเพียงภาพติดตา พริบตาเดียวก็มาถึงเบื้องหน้าจิ้งิเฟิงพร้อมกับฟาดก้อนอิฐลงใส่ทรวงอกอีกฝ่าย
จิ้งิเฟิงสะดุ้งใก่อนจะรีบถลันหลบไปด้านข้าง ทว่าไป๋หยุนเฟยคาดการเอาไว้แล้วจึงพลิกมือฟาดก้อนอิฐตามใส่ทรวงอกจิ้งิเฟิง อีกฝ่ายเพียงเซถอยหลังเล็กน้อย โดยที่ไม่ได้รับาเ็ใดๆ ทั้งยังไม่มีอันใดผิดปกติ
“เฮ้! เ้าคิดจะทำอะไร! ผู้ฝึกปรือิญญาที่ไหนใช้ก้อนอิฐต่อสู้!” จิ้งิเฟิงก้าวถอยอย่างเร่งร้อนยามะโใส่ไป๋หยุนเฟยผู้ซึ่งดูเหมือนจะไม่แยแสมัน แม้ว่าคู่ต่อสู้จะเป็ผู้ฝึกปรือิญญาที่ว่องไวยิ่งด้วยคุณสมบัติธาตุลม ทว่าไป๋หยุนเฟยกลับมีระดับการฝึกปรือเหนือกว่า มิหนำซ้ำยังมีท่าเท้าเหยียบคลื่น อีกฝ่ายจึงไม่มีทางหนีรอดนอกจากว่าจะแทรกกำแพงออกไป
“ข้าบอกว่าเ้า...” จิ้งิเฟิงยกมือขึ้นต้านรับท่าจู่โจมครั้งที่สาม แล้วจู่ๆก็ถูกส่งลอยละลิ่วออกไปอีกครั้ง คำพูดจึงชะงักกลางคัน ทว่ามันก็ลอยออกไปได้ไม่ไกลนักเนื่องเพราะกำแพงด้านหลัง...
จิ้งิเฟิงยืนขึ้นปัดฝุ่นตามร่าง ดูจากภายนอกไม่มีาแอันใด ทว่ามันจับจ้องอยู่ที่ก้อนอิฐในมือไป๋หยุนเฟยด้วยท่าทีสับสน --- เมื่อครู่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?
ไป๋หยุนเฟยหัวเราะในลำคอก่อนจะพุ่งเข้าใส่อีกครา
เนื่องเพราะทั้งคู่ต่อสู้กันในตรอกอันห่างไกล สำหรับผู้อื่นจึงได้ยินเพียงเสียงปังหลายต่อหลายครั้งคลอกับเสียงแค่นด้วยความขุ่นเคืองอย่างเลือนราง
……
ทั้งร่างจิ้งิเฟิงแปดเปื้อนไปด้วยฝุ่นบนพื้นใต้เท้า ที่ย่ำแย่คือผมปลอมสีขาวซึ่งเดิมอยู่บนศีรษะก็หลุดร่วงไปแต่แรกเผยให้เห็นเส้นผมสีดำสนิทที่ถูกปิดบังไว้ เมื่อเทียบกับรอยเหี่ยวย่นที่คงอยู่บนหน้าผากกลับทำให้ดูประหลาดพิกลอยู่บ้าง
หลังจากใช้ท่าลาเกียจคร้านพลิกกายหลบเลี่ยงกระบวนท่า จิ้งิเฟิงชิงจังหวะะโ “เฮ้! พอได้แล้ว! ไม่รู้หรือว่าข้าถูกเ้าซัดกระเด็นมาเจ็ดครั้งแล้ว ถ้ายังมีอีกครั้งข้าจะมีโทสะจริงๆแล้วนะ”
ไป๋หยุนเฟยชะงักพลางมองดูก้อนอิฐในมืออย่างสับสน “โอ? เจ็ดครั้งแล้วหรือ เช่นนั้นก็...”
จิ้งิเฟิงถอนหายใจโล่งอก ขณะจะกล่าวอันใด ไป๋หยุนเฟยก็พูดแทรก “ถ้าเช่นนั้นก็อีกรอบ มาลุ้นโชคของเ้ากัน!”
“ข้า...” จิ้งิเฟิงไม่มีแม้แต่โอกาสจะคำรามด้วยความคับข้องใจก่อนที่ก้อนอิฐจะฟาดถูกหัวไหล่ ไม่มีอันใดเกิดขึ้น แล้วก้อนอิฐฟาดก็ถูกฟาดใส่หัวไหล่อีกครั้ง --- ใบหน้ามันหมองลงในบัดดลเมื่อสำนึกได้ว่าสายเกินกว่าจะหลบได้ทัน... และแล้วจิ้งิเฟิงก็ถูกส่งลอยละลิ่วออกไปดังคาด
หลังจากล้มลุกคลุกคลานและตะกายขึ้นจากพื้นได้ จิ้งิเฟิงก็เห็นว่าไป๋หยุนเฟยไม่คิดจะจู่โจมอีก มันไม่คิดจะรั้งอยู่ต่อแม้เพียงชั่วครู่จึงหันกายวิ่งจากไป --- ใครจะทราบว่าคู่ต่อสู้จะลากมันไปเล่นด้วยคำ“มาลุ้นโชคของเ้ากัน”อีกคราหรือไม่
“เฮ้! ถือว่าเราไม่ติดค้างต่อกันอีกแล้ว ข้าจะไม่ฟาดเ้าอีก ข้าชื่อไป๋หยุนเฟย เ้าชื่ออะไร?”
เมื่อได้ยินเสียงไป๋หยุนเฟยะโอย่างยิ้มแย้ม จิ้งิเฟิงหยุดลงชั่วขณะแต่แทนที่จะหันกลับมามันกลับรีบทุ่มเทความพยายามเป็สองเท่าเร่งฝีเท้าออกจากตรอกไป ทันทีที่พ้นมุมถนนจิ้งิเฟิงก็ส่งเสียงคำรามอันขุ่นเคืองและโกรธแค้นออกมา
“เราไม่ติดค้างต่อกันมารดาเ้าเถอะ! เ้าเด็กน้อย ข้าจิ้งิเฟิงจะจดจำเอาไว้! ที่เ้าเหยียดหยามข้าในวันนี้ รอการแก้แค้นจากข้าเถอะ!”
ไป๋หยุนเฟยตะลึงไปชั่วขณะ ริมฝีปากกระตุกขณะตอบวาจา “ข้าเพียงแค่ทุบเ้าด้วยอิฐไม่กี่ครา คล้ายกับว่าเ้าก็ไม่ได้าเ็หรือเสียหายอันใด เพียงเื่เล็กน้อย...”
