ราตรีสิ้นสุดแปรเปลี่ยนเป็รุ่งอรุณ ชั่วขณะที่แสงอาทิตย์สาดส่องเข้ามาในห้อง นิ้วมือไป๋หยุนเฟยเริ่มขยับเคลื่อนไหว ดวงตามันค่อยๆลืมขึ้นอย่างแช่มช้า...
ไป๋หยุนเฟยค่อยๆขยับตัวลุกขึ้นนั่ง จากนั้นก้มลงมองร่างของตนชั่วครู่ก่อนจะกระชับมือขวาขึ้นตรงหน้า หลังจากพิจารณาชั่วขณะ มันก็เหม่อมองมือขวาอย่างครุ่นคิด
“น่าหวาดเสียวนัก... ไม่คิดว่าการเพิ่มพลังอย่างบ้าคลั่งจะให้ผลลัพธ์เช่นนี้ ข้าเกือบต้องทิ้งชีวิตไปแล้ว วิธีการเพิ่มพูนพลังิญญาเช่นนี้นับได้ว่าเป็ทางลัดก็จริง แต่ต่อไปไม่อาจใช้อย่างผลีผลามโดยไม่คำนึงถึงผลที่ตามมาอีกต่อไปแล้ว” เมื่อนึกถึงยามที่ไม่อาจควบคุมพลังธาตุไฟในร่างและความเ็ปสุดทนทานที่ได้รับ ไป๋หยุนเฟยก็อดรู้สึกหวาดหวั่นไม่ได้ ่เวลานั้นมันคิดว่าตนเองคงต้องตายแล้วจริงๆ
“ทั้งหมดต้องขอบคุณพี่หงยิน... หากพี่หงยินไม่ยื่นมือช่วยเหลือต่อให้ข้าเอาชีวิตรอดมาได้ ก็ไม่อาจฝึกปรือฝีมือให้ก้าวหน้าอีกตลอดชีวิต แล้วข้าจะยังใช้ชีวิตอย่างอิสระไร้กังวลได้อีกหรือ?”
ไป๋หยุนเฟยก้มลงมองที่ร่างของตน แก่นพลังธาตุไฟในทรวงอกกลับขยายใหญ่ขึ้นกว่าเมื่อวานถึงสองเท่าจนขนาดเทียบเท่ากำปั้น แก่นพลังนี้ราวกับห่อหุ้มรอบหัวใจทั้งหดขยายเป็จังหวะพร้อมเพรียงกับการเต้นของหัวใจ พลังธาตุไฟกลุ่มแล้วกลุ่มเล่าไหลเวียนจากแก่นพลังผสานกับพลังิญญาโคจรไปทั่วร่าง กลายเป็กระแสพลังที่เอ่อล้นให้ความรู้สึกแก่ไป๋หยุนเฟยว่าฝีมือมันก้าวหน้ากว่าเดิมมากมายนัก
“ภูติญญาระดับกลาง!!” ดวงตาไป๋หยุนเฟยกระจ่างวูบ “สิ่งที่เรียกว่า‘เห็ดิญญาอัคคี’ที่พี่หงยินมอบให้แก่ข้าช่างมีประสิทธิภาพน่าอัศจรรย์นัก!! นี่แสดงให้เห็นว่าพี่หงยินใจกว้างเพียงใด เกรงว่ายากที่ข้าจะตอบแทนได้...”
หลังจากครุ่นคิดชั่วครู่ ไป๋หยุนเฟยจึงถอนหายใจปล่อยวางความคิด จากนั้นจึงลงจากเตียงเปิดประตูเดินออกไปด้านนอก
อากาศอันบริสุทธิ์โชยมาปะทะใบหน้าสร้างความสดชื่นให้แก่จิตใจไม่น้อย ขณะก้าวเท้าออกจากห้องก็บังเกิดเสียงเปิดประตูจากห้องด้านข้าง ที่แท้หงยินเดินออกมาพร้อมรอยยิ้มที่มุมปาก
ดวงตาไป๋หยุนเฟยทอประกายอารมณ์ความรู้สึก มันทราบดีว่าหงยินห่วงใยต่ออาการของตนจึงคอยเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด
หลังจากค้อมศีรษะแก่หงยินแล้ว ไป๋หยุนเฟยจึงเอ่ยปากขอบคุณ “พี่ใหญ่หงยิน ขอบคุณท่านมากที่...”
“ฮ่า ฮ่า หยุนเฟยเ้ากล่าวราวกับเราเป็คนแปลกหน้า อย่าได้ยึดถือเื่นี้จริงจังไป” หงยินโบกมือปฏิเสธ “ข้าช่วยชีวิตเ้า เพราะเ้าทำให้ข้าเชื่อว่าคู่ควรจะช่วย ข้าทราบดีว่าภายหน้าเ้าจะพบความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ เนื่องเพราะเ้ายังมีความลับอันใหญ่หลวงเก็บงำเอาไว้ ใช่หรือไม่?”
“นี่...” ไป๋หยุนเฟยลังเลไปชั่วขณะ ไม่ทราบจะตอบอย่างไรดี
“ที่จริงนี่เป็เพียงการคาดเดาของข้า เ้าไม่จำเป็ต้องบอก แต่คิดว่าเ้าคงไม่สร้างความผิดหวังให้แก่ข้ากระมัง?”
ไป๋หยุนเฟยมีท่าทีละอายใจอยู่บ้าง หลังจากเงียบงันไปชั่วขณะจึงสั่นศีรษะแ่เบาก่อนจะกล่าวอย่างจริงจังแก่หงยิน “ไม่ว่าจะด้วยเหตุใด แต่ครั้งนี้พี่หงยินช่วยชีวิตข้าไว้ ข้าจะไม่มีวันลืมเลือน ข้าคิดว่า...”
“เอ๊ะ? พี่หยุนเฟยไม่เป็ไรแล้ว! ดีจริงๆ!” ทันใดนั้นเสียงร่ำร้องอย่างยินดีก็แว่วมาจากด้านนอกเรือนรับรอง เมื่อหันไปมองไป๋หยุนเฟยก็เห็นฉู่อวี้เหอในชุดเขียวมรกตวิ่งเข้ามาด้วยสีหน้าร่าเริงยินดี จากนั้นหยิวชิงเฟิง มู่หว่านชิงและแม้แต่ชิวลู่หลิวจึงเดินตามเข้ามายังเรือนรับรอง
“พี่หยุนเฟย ท่านดีขึ้นแล้วกระมัง? ท่านสบายดีแล้วหรือไม่?” ฉู่อวี้เหอะโโลดเต้นเข้ามาหาไป๋หยุนเฟยพลางเอ่ยปากถามอาการไม่หยุดด้วยความห่วงใย
ไป๋หยุนเฟยกรอกตามองตามฉู่อวี้เหอ ยามอยู่เบื้องหน้าเด็กสาวคนนี้มันไม่ทราบจะวางตัวเป็พี่ชายอย่างไรดี นี่เป็เพราะมู่หว่านชิงหว่านล้อมจนไป๋หยุนเฟยเผลอรับปากเป็พี่ร่วมสาบานกับนาง แต่ฉู่อวี้เหอกลับยึดถืออย่างจริงจังราวกับว่ามันเป็พี่ชายแท้ๆของนาง
ไป๋หยุนเฟยพยักหน้าพลางยิ้มที่มุมปาก “โอ อวี้เหอเ้าไม่ต้องกังวล ข้าไม่เป็ไร ยามนี้ข้าหายดีแล้ว”
จากนั้นจึงหันไปมองชิวลู่หลิวที่ตามเข้ามาพร้อมกับพยักหน้าให้ ก่อนจะประสานมือคารวะแก่หยิวชิงเฟิงและมู่หว่านชิงทั้งคู่ “ผู้าุโหยิว เ้าสำนักมู่ คำพูดใดก็ไม่อาจแสดงความซาบซึ้งในบุญคุณของพวกท่านได้ จากนี้ไป ข้าจะต้องหาทางตอบแทนความกรุณาของพวกท่านอย่างแน่นอน!” ไป๋หยุนเฟยเอ่ยปากอย่างจริงใจ
“หยุนเฟยเ้ากล่าวราวกับพวกเราเป็คนแปลกหน้า เ้าเป็พี่บุญธรรมของอวี้เหอ การช่วยเ้าก็ถือเป็เื่ธรรมดา มิหนำซ้ำพวกเราก็ไม่ได้ช่วยอะไรเ้ามาก เป็หงยินต่างหากที่ช่วยชีวิตเ้าไว้ หากเ้าจะตอบแทนก็สมควรต้องตอบแทนมัน” มู่หว่านชิงสั่นศีรษะกล่าวอย่างยิ้มแย้ม
“หยุนเฟย พลังฝีมือของเ้า...” นับแต่หยิวชิงเฟิงเดินเข้ามาในลานหน้าเรือนรับรอง มันก็ใช้สายตาจับจ้องที่ไป๋หยุนเฟยราวกับมีเื่สงสัยค้างคาใจ
“อืม ไม่เพียงแต่อาการาเ็จะหายดี แต่ข้ายังควบแน่นพลังธาตุไฟเป็แก่นพลังให้เสถียรได้สำเร็จ พลังฝีมือข้าบรรลุถึงด่านภูติญญาระดับกลางแล้ว” ไป๋หยุนเฟยพยักหน้ายอมรับก่อนจะคลายพลังที่ผนึกไว้เพื่อให้ทุกคนสามารถััพลังที่แท้จริงของมันได้
“นี่... นี่ช่างเหลือเชื่อนัก! ‘เห็ดิญญาอัคคี’ของพี่หงยินมีประสิทธิภาพถึงเพียงนี้?” ชิวลู่หลิวมองดูไป๋หยุนเฟยอย่างเหลือเชื่อ นางอดไม่ได้ต้องโพล่งออกมาอย่างตื่นตะลึงจากนั้นจึงทอดถอนใจกล่าวอย่างเศร้าสลด “หยุนเฟย ข้าขอกล่าวอะไรสักอย่างได้หรือไม่? ยามพบกันเป็ครั้งแรกท่านเพียงบรรลุด่านปัจเจกิญญาระดับปลาย แต่ยามนี้... แม้จะทราบดีว่าท่านพบพานวาสนา แต่ความก้าวหน้าระดับนี้กลับสร้างความท้อแท้แก่ข้ายิ่งนัก เดิมทีข้าเชื่อมั่นในพร์ของตนเองแต่เมื่อเปรียบเทียบกับท่านแล้วกลับกลายเป็ต่ำต้อยด้อยค่า!”
“เอ่อ ลู่หลิวไฉนท่านพูดเช่นนั้น? ข้าเพียงแค่โชคดีเท่านั้น อีกอย่างทั้งหมดต้องขอบคุณพี่หงยิน ก่อนนี้ข้าเกือบจะต้องตาย เป็เื่ปาฏิหาริย์ปานใดแล้วที่ข้ารอดมาได้?” ไป๋หยุนเฟยอดไม่ได้ต้องหัวเราะออกมา
หงยินมองดูทุกคนก่อนจะกล่าวว่า “เราเลิกยืนคุยกันด้านนอกแล้วเข้าไปข้างในห้องเถอะ...”
…………
ผ่านไปครึ่งชั่วยาม หยิวชิงเฟิงและคนอื่นๆจึงกลับไป อย่างไรเสียมู่หว่านชิงก็เป็เ้าสำนักจึงมีเื่ราวมากมายที่ต้องจัดการ
ก่อนไปมู่หว่านชิงบอกต่อไป๋หยุนเฟยว่าคนของสำนักธารน้ำแข็งไปจากเมืองชุ่ยหลิวแล้ว ผู้าุโของสำนักทั้งคู่ถูกไป๋หยุนเฟยทำร้ายจนาเ็สาหัส โดยเฉพาะจางเจิ้นซานนั้นกระดูกซี่โครงแหลกละเอียดอวัยวะภายในบอบช้ำ ต้องใช้เวลาหลายสิบวันจึงจะฟื้นตัวได้
หลังจากส่งทุกคนออกไป หงยินจึงมองดูไป๋หยุนเฟยอย่างครุ่นคิด “หยุนเฟยเ้าเป็อะไร? หรือเป็เ้าเกรงว่าสำนักธารน้ำแข็งจะมาล้างแค้น? อย่าได้กังวลไป ในเวลาอันใกล้นี้มันต้องไม่กล้าสร้างปัญหาแก่เ้าแน่ อีกอย่าง ด้วยฝีมือของเ้าในตอนนี้ ไม่จำเป็ต้องเกรงกลัวพวกมันแล้วไม่ใช่หรือ?”
เมื่อได้ยินคำพูดของหงยินแฝงความหมายบางอย่างไว้ ไป๋หยุนเฟยจึงงงงันวูบ “พี่ใหญ่หงยิน ท่านประเมินข้าสูงไปแล้ว แม้ยามนี้ข้าเป็ภูติญญาระดับกลาง แต่ยังห่างไกลเกินกว่าจะรับมือระดับเ้าสำนักได้...”
“ฮ่า ฮ่า ข้าเพียงล้อเล่นเท่านั้น” หงยินกลั้นหัวเราะก่อนจะเปลี่ยนหัวข้อสนทนาอย่างกะทันหัน “อา หยุนเฟย ปลอกแขนที่ข้าเคยให้เ้าเพื่อใช้ต่อสู้กับจางเจิ้นซาน ข้าขอคืนได้หรือไม่?”
“อา?” ใบหน้าของไป๋หยุนเฟยนิ่งค้าง มันไม่คิดว่าจู่ๆหงยินจะพลันเปลี่ยนหัวข้อสนทนาจึงไม่อาจโต้ตอบไปชั่วขณะ แต่หลังจากก้มศีรษะเงียบงันสีหน้ามันก็แปรเปลี่ยนไปเล็กน้อยพร้อมกับทอดถอนใจ เพียงโบกมือวูบปลอกแขนสีแดงฉานก็ปรากฏอยู่ในมือ ไป๋หยุนเฟยวางปลอกแขนบนโต๊ะพร้อมกับฝืนยิ้มออกมา “อืม ของสิ่งนี้เป็ของพี่หงยินแต่แรก ข้าสมควรส่งคืนแก่ท่าน...”
หงยินเหยียดยิ้มที่มุมปากมองดูไป๋หยุนเฟยแสดงท่าทีปวดใจออกมาอย่างชัดแจ้ง มันพยายามแสร้งทำเป็สงบนิ่งสุดชีวิต แต่ก็ไม่อาจสะกดกลั้นอีกต่อไปจึงะเิเสียงหัวเราะออกมาพลางกล่าวหยอกเย้าไป๋หยุนเฟย “หยุนเฟย ข้าเพียงหยอกเ้าเล่นเท่านั้น เ้ายึดถือเป็จริงเป็จังไปแล้ว เ้ายึดถือพี่หงยินของเ้าเป็คนเช่นไร? ข้าบอกอย่างชัดเจนว่ามอบให้เ้า จะให้ข้าขอคืนจากเ้าเช่นนี้หรือ? ฮ่า ฮ่า...”
ไป๋หยุนเฟยตะลึงงัน “นี่...”
“ฮ่า ฮ่า ข้าเพียงอยากรู้ว่าเ้าจะ‘แปรสภาพ’ปลอกแขนนี้ไปขนาดไหนเท่านั้น....” หงยินยื่นมือไปจับปลอกแขน พริบตาที่ััถูกรอยยิ้มบนใบหน้ามันก็จางหายไป สีหน้ามันเปลี่ยนเป็แตกตื่นตะลึงลานรีบมองดูปลอกแขนในมือพร้อมกับถ่ายทอดพลังิญญาลงไป ปลอกแขนก็ส่องแสงสีแดงระเรื่อออกมา
“ชั้นปฐีระดับต่ำ!” แม้จะเตรียมใจไว้ล่วงหน้า แต่หงยินยังอดไม่ได้ต้องอ้าปากด้วยความประหลาดใจ “เป็ไปได้อย่างไร? ยามที่ข้ามอบแก่เ้าปลอกแขนนี้เป็วัตถุิญญาชั้นมนุษย์ระดับสูงชัดๆ ไฉนจึงข้ามระดับไปเป็ชั้นปฐีได้...”
หงยินสะท้านราวถูกสายฟ้าฟาดใส่ ผ่านไปชั่วขณะจึงหันขวับไปที่ไป๋หยุนเฟยด้วยสายตาแวววับ “หยุนเฟยหรือเ้ามาจากสำนักช่างประดิษฐ์?”
“ว่ากระไร?” ไป๋หยุนเฟยลอบยินดีที่ไม่ต้องคืนปลอกแขนให้แก่หงยิน แต่ขณะเดียวกันมันก็ใช้ความคิดอย่างเร่งร้อนเพื่อหาวิธีอธิบายว่าปลอกแขนถูก‘อัพเกรด’ได้อย่างไร คำถามของหงยินสร้างความตื่นตะลึงแก่ไป๋หยุนเฟยไปชั่วขณะก่อนจะถามกลับไป “พี่หงยินไฉนท่านจึงกล่าวว่าข้ามาจากสำนักช่างประดิษฐ์? หรือท่านไม่ทราบเื่ราวของข้า? ั้แ่เริ่มแรกข้าเพียงได้รับการชี้แนะจากผู้าุโเกออี้หยุน...”
หงยินมองดูไป๋หยุนเฟยด้วยแววตาประหลาดพิกลอยู่เนิ่นนาน สุดท้ายค่อยรู้สึกตัวและสั่นศีรษะ “ข้าทราบว่าเ้าผูกพันกับสำนักชะตาลิขิตจึงได้ถามออกไป ไม่เช่นนั้นข้าคงคิดว่าเ้าเป็ศิษย์ฝ่ายในของสำนักช่างประดิษฐ์แล้ว...”
“เอ๊ะ? ไฉนท่านจึงคิดเช่นนั้น?” ไป๋หยุนเฟยเลิกคิ้วขึ้นด้วยความงุนงง
“ความเปลี่ยนแปลงของปลอกแขนนี้เหลือเชื่อเกินไป ข้านึกออกเพียงหนทางเดียวที่จะทำเช่นนี้ได้ นั่นคือเ้าเป็ศิษย์สายในของสำนักช่างประดิษฐ์ เป็ศิษย์ที่ทราบวิธีใช้แก่นพลังธาตุไฟเพื่อหลอมและสร้างวัตถุิญญาได้!”
“ว่ากันว่าสำนักช่างประดิษฐ์มีเคล็ดวิชาเร้นลับที่ใช้ในการฝึกปรือพลังวิญาณ ศิษย์ของสำนักสามารถใช้วิชาลับนี้ควบแน่นแก่นพลังธาตุไฟและเสริมความบริสุทธิ์ของธาตุไฟเพื่อใช้หลอมสร้างวัตถุิญญาขึ้นมาได้ พวกมันยังสามารถยกระดับวัตถุิญญาให้สูงขึ้น และด้วยแก่นพลังธาตุไฟที่ประสานเป็หนึ่งเดียวกับร่างจึงสามารถสร้างสายสัมพันธ์ระหว่างิญญาของพวกมันและวัตถุิญญาขึ้นได้ เมื่อเป็เช่นนี้ศิษย์สำนักช่างประดิษฐ์จึงสามารถดึงพลังที่แท้จริงของวัตถุิญญาออกมาได้ คนจากสำนักช่างประดิษฐ์เรียกวัตถุิญญาเหล่านี้ว่า ‘วัตถุิญญาเฉพาะตัว’”
“ปกติจะมีเพียงศิษย์สำนักช่างประดิษฐ์เท่านั้นจึงจะยอมทำเช่นนี้ ผู้ฝึกปรือิญญาอื่นที่มีแก่นพลังธาตุไฟไม่มีทางกระทำแน่ เพราะยิ่งหลอมสร้างวัตถุิญญาแก่นพลังธาตุไฟก็ยิ่งเสื่อมสูญไปทุกที ผู้ฝึกปรือิญญาทั่วไปมีโอกาสที่จะควบแน่นสร้างแก่นพลังได้เพียงครั้งเดียว ยิ่งแก่นพลังเติบโตมากเท่าใด หนทางในการฝึกปรือิญญาในอนาคตก็ยิ่งราบรื่น...”
“คาดว่าความเปลี่ยนแปลงของปลอกแขนนี้เกิดขึ้นขณะเ้าก้าวข้ามสู่ด่านภูติญญากระมัง? นี่จึงเป็สาเหตุว่าทำไมเ้าจึงควบแน่นแก่นพลังธาตุไฟได้เพียงครึ่งเดียว แต่เ้าไม่ใช่ศิษย์สำนักช่างประดิษฐ์จริงๆ แล้วไฉนจึงสามารถยกระดับปลอกแขนได้ถึงขนาดนี้...”
ไป๋หยุนเฟยก้มศีรษะต่ำแยกแยะข้อมูลที่ได้จากหงยินอย่างรวดเร็ว สองคิ้วมันขมวดเข้าหากันแแ่ขณะที่ดวงตาทอประกายแวววับ
อย่างแช่มช้า ประกายแห่งปัญญาค่อยๆปรากฏชัดในดวงตาของไป๋หยุนเฟย...
