หลังจากชูชิงได้เห็นเรือนสี่ประสานที่ตั้งอยู่ใกล้สถานีรถไฟของบ้านจางผิ่น เธอก็ถูกใจเป็อย่างยิ่ง และตัดสินใจขอเช่าในทันที
สำหรับจางผิ่น เขามีที่พักสวัสดิการในตัวเมืองอยู่แล้ว ใจจริงเขาไม่อยากจะเก็บค่าเช่าจากครอบครัวชูชิงเลยด้วยซ้ำ แต่ติดตรงที่บ้านหลังนี้เป็สมบัติรวมของครอบครัว พ่อแม่เขาก็มีสิทธิ์ตัดสินใจ หากมีคนมาขอเช่าและได้ค่าตอบแทน พวกท่านก็คงไม่ปฏิเสธเงินก้อนนี้แน่
ชูชิงขอให้จางผิ่นร่างสัญญาเช่าขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ทั้งสองฝ่ายลงนามในเอกสาร โดยชูชิงยอมควักกระเป๋าจ่ายค่าเช่าล่วงหน้าไปเลยหนึ่งปีเต็ม แผนการในใจเธอคือตั้งใจจะใช้เวลาหนึ่งปีนี้เก็บเงินซื้อตึกแถวเป็ของตัวเอง เพื่อจะได้ค้าขายสะดวกโดยไม่ต้องเช่าใครอีก แต่เื่นี้เธอขออุบไว้ไม่บอกจางผิ่น
เมื่อธุระเสร็จสิ้น จางผิ่นขอตัวกลับไปทำงานต่อ ปล่อยให้ชูชิงอยู่ทำความสะอาดบ้านหลังใหม่ตามลำพัง
สองชั่วโมงต่อมา จางผิ่นกลับมาถึงสำนักงาน เพื่อนร่วมงานรีบแจ้งว่ามีสายจากกู้เฉียนรอให้เขาโทรกลับ เขาจึงยกหูโทรศัพท์ขึ้นกดเบอร์ปลายทางทันที
เสียงกู้เฉียนดังมาตามสายอย่างกระตือรือร้น "ฮัลโหล พี่ผิ่นใช่ไหม? โห... ให้ผมรอเก้อตั้งสองชั่วโมงกว่าเลยนะ"
จางผิ่นตอบกลับเสียงเรียบ "เพิ่งถึงเนี่ย ก็โทรกลับแล้วไง! มีเื่อะไรก็รีบว่ามา"
กู้เฉียนหัวเราะคิกคัก "ได้ข่าวว่าบ้านพี่มีเรือนสี่ประสานหลังหนึ่งอยู่ใกล้สถานีรถไฟใช่ไหมครับ?"
แววตาระแวดระวังปรากฏขึ้นทันทีบนใบหน้าของผู้กองหนุ่ม "นายไปได้ยินมาจากไหน?" เขาจำได้แม่นว่าไม่เคยหลุดปากเื่นี้ให้กู้เฉียนฟังเลยสักครั้ง
กู้เฉียนรีบอธิบายแก้ต่าง "อี้เฉินเล่าให้ฟังครับ ตอนที่เขาไปเมืองพี่คราวก่อน เขาไปสะดุดตาบ้านหลังนั้นเข้า อยากจะขอซื้อต่อ พอสืบไปสืบมาถึงได้รู้ว่าเป็ของพี่..."
แม้กู้เฉียนจะพอเดาออกว่าอี้เฉินน่าจะส่งคนมาคอยจับตาดูชูชิงอยู่ห่างๆ แต่เขาฉลาดพอที่จะไม่พูดเื่นี้ให้จางผิ่นระแคะระคาย เพราะรู้ดีว่าเจตนาของอี้เฉินมีแต่ความเป็ห่วงเป็ใย ไม่ได้คิดร้ายแต่อย่างใด
จางผิ่นปฏิเสธเสียงแข็งทันที "ไม่ได้ ผมเพิ่งปล่อยเช่าให้ชูชิงไปหมาดๆ เซ็นสัญญากันแล้ว รับเงินล่วงหน้ามาตั้งปีนึง จะให้ผมผิดคำพูดได้ไง"
"ใจเย็นพี่ ฟังผมให้จบก่อน" กู้เฉียนรีบเบรก "อี้เฉินบอกว่าเขาชอบบ้านหลังนั้นจริงๆ พี่มีเงื่อนไขอะไรก็ว่ามาเลย เห็นแก่หน้าผมที่เป็เพื่อนพี่ อย่าเรียกราคาโหดนักก็พอน่า"
"เงื่อนไขบ้าบออะไรอีกล่ะ? ก็บอกอยู่ว่าเพิ่งให้ชูชิงเช่าไป ใครมันกล้ามาสั่งให้ผมดูแลครอบครัวนั้น แล้วตอนนี้จะมาไล่ที่พวกเขาเนี่ยนะ บ้าหรือเปล่า?"
"โธ่พี่... เื่นั้นง่ายจะตาย" กู้เฉียนเฉลยแผนการ "พี่ก็ขายกรรมสิทธิ์บ้านและที่ดินให้อี้เฉินไปเลย ให้เขาเป็เ้าของตัวจริง แต่สิทธิ์การปล่อยเช่าและเก็บค่าเช่า พี่ก็ยังถือไว้เหมือนเดิม ระบุลงไปในสัญญาซื้อขายเลยก็จบ"
จางผิ่นอ้าปากค้าง "เฮ้ย... ทำแบบนี้ก็ได้เหรอเนี่ย?"
"ได้สิครับ วิน-วินกันทุกฝ่าย"
"งั้น... เดี๋ยวเย็นนี้กลับบ้านไปคุยราคากับพ่อแม่ก่อน"
"ไม่ต้องรอเย็นแล้วพี่ คุยตอนนี้เลย ผมรอฟังคำตอบอยู่เนี่ย"
"จะรีบไปตายที่ไหนวะ?"
"ผมไม่รีบ แต่อี้เฉินมันเร่งยิกๆ เลยครับ"
"แล้วทำไมมันต้องรีบขนาดนั้นด้วย?" จางผิ่นถามอย่างสงสัย
"ก็เพราะอยากตอบแทนบุญคุณชูชิงนั่นแหละ" กู้เฉียนเริ่มแต่งเื่ผสมความจริง "บอกตรงๆ นะ ที่อี้เฉินซื้อบ้านหลังนี้ก็เพื่อครอบครัวชูชิงนั่นแหละ แค่ไม่สะดวกจะยกให้ตรงๆ ผมเดาว่าอนาคตบ้านหลังนี้คงตกเป็ของครอบครัวชูชิงอยู่ดี เพื่อเป็การตอบแทนน้ำใจที่เคยช่วยไว้นั่นแหละครับ"
"อ้อ... อย่างนี้นี่เอง" จางผิ่นพยักหน้าเข้าใจทันที หากปลายทางคือครอบครัวชูชิง เขาก็ยินดี "งั้นได้เลย เดี๋ยวผมโทรคุยกับพ่อแม่เดี๋ยวนี้"
เมื่อวางสายจากกู้เฉียน จางผิ่นรีบกดโทรศัพท์หาพ่อทันที
"ฮัลโหล..." เสียงปลายสายรับ
"พ่อครับ ผมเอง" จางผิ่นทำเสียงออดอ้อน
พ่อจางแปลกใจเล็กน้อย "อ้าว ลูกชาย... ร้อยวันพันปีไม่เคยโทรกลับมาเอง มีอะไรหรือเปล่า?"
"มีเื่จะปรึกษาหน่อยครับพ่อ"
"ว่ามาสิ"
"เมื่อกี้ผมแวะไปดูบ้านแถวสถานีรถไฟมา... สภาพมันดูไม่ได้เลยครับ ทรุดโทรมไปเยอะ สงสัยต้องซ่อมขนานใหญ่เลย"
พ่อจางได้ยินคำว่า 'ซ่อม' ก็ร้อนรนทันที โดยไม่ทันระแวงเล่ห์เหลี่ยมของลูกชาย "พ่อไม่ได้ไปดูนานแล้ว... ถ้าซ่อมใหญ่ขนาดนั้นคงหมดหลายร้อยหยวนเชียวนะ แม่แกก็ต้องกินยาทุกเดือน บ้านเราจะมีเงินที่ไหนไปซ่อมไหว..."
จางผิ่นแกล้งถอนหายใจยาวเหยียด "เฮ้อ! รู้งี้เมื่อสองสามวันก่อน ไม่น่าปฏิเสธคนที่มาติดต่อขอซื้อบ้านไปเลย..."
พ่อจางหูผึ่งเหมือนเห็นทางรอด "รีบโทรตามเขากลับมาสิ ลูกไม่ได้ขอเบอร์ติดต่อไว้เหรอ?"
"เอ่อ... เหมือนจะทิ้งเบอร์ไว้นะครับ เดี๋ยวผมลองหาดู พ่อ... หมายความว่าจะขายเหรอครับ?"
"ขายสิ ขายทิ้งไปเลย!"
"แล้วพ่อจะขายเท่าไหร่ดีครับ?"
"ขอแค่เกินสองพันสองร้อยหยวนพ่อก็เอาแล้ว ได้เงินมาเราจะได้เอาไปดาวน์บ้านใหม่กัน"
"รับทราบครับผม อ้อ... พ่อครับ ผมจำได้ว่าพ่อสะสมคูปองปันส่วนไว้เยอะแยะเลย ถ้าไม่ได้ใช้ แบ่งให้ผมบ้างได้ไหมครับ?"
"ลูกชายฉันปกติไม่เคยขอคูปองนี่นา อยู่หอพัก กินโรงอาหารสวัสดิการ แฟนก็ไม่มี จะเอาไปทำอะไรเยอะแยะ? หรือว่า... แอบคบใครอยู่?"
"ยังครับยัง ผมยังยึดคติ 'กินอิ่มคนเดียว สบายทั้งบ้าน' เหมือนเดิมครับ"
"ปากแข็งไปเถอะ แม่แกนี่บ่นอยากอุ้มหลานจนหูชาแล้ว... ตกลงจะเอาไปให้ใคร?"
"ช่วยเพื่อนน่ะครับพ่อ"
"เออๆ พ่อมีเหลืออยู่สักหกสิบกว่าใบ วันไหนว่างเวรก็กลับมาเอาไปแล้วกัน"
"ขอบคุณครับพ่อ รักพ่อที่สุด!"
ทันทีที่วางสาย จางผิ่นรีบโทรกลับไปปิดดีลกับกู้เฉียนทันที การซื้อขายตกลงกันที่ราคาสองพันสองร้อยหยวน โดยมีกำหนดโอนกรรมสิทธิ์ภายในสิบวัน
กู้เฉียนโทรรายงานข่าวดีให้อี้เฉินทราบ อี้เฉินอ้างว่าติดภารกิจ จึงมอบอำนาจให้กู้เฉียนจัดการเื่เอกสารและการโอนทั้งหมดแทน โดยยินดีออกค่าใช้จ่ายในการเดินทางให้ทุกบาททุกสตางค์
ซึ่งกู้เฉียนก็รับปากด้วยความเต็มใจ
จางผิ่นที่ถูกกู้เฉียนปั่นหัวจนเชื่อสนิทใจว่านี่คือแผนการเซอร์ไพรส์ของอี้เฉิน จึงเก็บเงียบเื่การขายบ้านไว้ ไม่ได้แพร่งพรายให้ชูชิงรู้
ในขณะเดียวกัน ชูชิงกำลังง่วนอยู่กับการทำความสะอาดบ้านหลังนั้นจนเอี่ยมอ่อง โดยไม่รู้เลยว่า... เ้าของกรรมสิทธิ์บ้านกำลังจะเปลี่ยนมือในอีกไม่ช้า
...
บ่ายสามโมงกว่า ชูชิงกลับมาถึงบ้านคุณยายที่หมู่บ้านเป่ยซิน ทันทีที่ก้าวเท้าเข้าประตูและได้ยินเสียงหัวเราะสดใสของชูเฉียน รอยยิ้มก็ผุดขึ้นบนใบหน้าเธอทันที
"เฉียนเฉียน คุณยาย คุณตา ลุงต้าลี่ เหลียนซาน... มีข่าวดีมาบอกค่ะ!"
ทุกคนละมือจากงานตรงหน้า หันมามองเธอเป็ตาเดียว
"พี่จ๋า รีบบอกเร็วๆ สิ!" เสียงเล็กๆ ของชูเฉียนเร่งเร้า
ชูชิงจงใจดึงจังหวะให้ตื่นเต้น "พี่ตัดสินใจแล้วว่าจะไปค้าขายแถวสถานีรถไฟในเมืองเร็วๆ นี้ พี่เช่าบ้านไว้เรียบร้อยแล้ว พ่อกับแม่จะมารับ่ต่อหลังจากพี่เปิดเทอม เพื่อให้พี่ได้ตั้งใจเรียน... และที่สำคัญ พี่จางรับปากว่าจะช่วยเดินเื่ย้ายโรงเรียนให้พี่กับเฉียนเฉียนไปเรียนในเมืองด้วยนะ"
ฉินซูหลานใจหายวาบเมื่อรู้ว่าจะไม่ได้เจอลูกหลานบ่อยๆ เหมือนเคย แต่เธอก็รู้ดีว่าการศึกษาในเมืองนั้นก้าวหน้ากว่ามาก เพื่ออนาคตของหลานสาวทั้งสอง ความคิดถึงแค่นี้เธอทนได้ เธอจึงยิ้มออกมาด้วยความยินดี
หลี่ต้าเหวินพยักหน้าเห็นด้วย ต้าลี่เองก็ยกมือสนับสนุนเต็มที่
ทว่า... รอยยิ้มบนหน้าของชูเฉียนค่อยๆจางลง เธอไม่ได้ตื่นเต้นกับการไปเมืองใหญ่ เธอแค่อยากอยู่กับคุณยายที่นี่
ส่วนเหลียนซาน... ในใจของเด็กหนุ่มสับสนปนเป เขารู้ว่าเมื่อเปิดเทอม การจะได้เจอหน้าชูชิงคงยากยิ่งกว่างมเข็ม เขาใจหาย แต่ลึกๆ ก็ยินดีที่เธอจะได้มีอนาคตที่สดใส
ชูเฉียนที่ยังไร้เดียงสาเกินกว่าจะมองเห็นโอกาสในเมืองใหญ่ เดินเข้าไปกอดขาผู้เป็ยายแน่น "พี่คะ... หนูไม่อยากไปเมือง หนูอยากเรียนประถมที่นี่ หนูอยากอยู่กับคุณยาย..."
