เห็นได้อย่างชัดเจนว่าหลงเฟยเยี่ยหันหลังให้หานอวิ๋นซี แต่ทันทีที่นางหยุดฝีเท้าลง เขากลับรู้ได้ทันที
เมื่อหันกลับมา เขาก็เห็นหานอวิ๋นซีกำลังมองไปที่โรงน้ำชาิเซียงที่ถูกปิดอยู่ข้างๆ เขาที่อยากจะพูดแต่ก็หยุดไว้ แค่มองด้วยความเ็า
หานอวิ๋นซีสงสัยว่าโรงน้ำชาของกู้ชีฉ่าวถูกหลงเฟยเยี่ยปิดอีกครั้งหรือไม่?
มันถูกปิดเพราะหลงเฟยเยี่ยบังเอิญเจอนางในตอนที่มาทานอาหารเย็นครั้งก่อนหรือไม่?
นางอดไม่ได้ที่จะรู้สึกเสียใจกับกู้ชีฉ่าวอีกครั้ง โรงน้ำชาเทียนเซียงมีประวัติอาชญากรรม หลงเฟยเยี่ยจึงมีเหตุผลที่จะยึดทรัพย์สินของเขาได้ทุกเมื่อ แต่ทำไมผู้ชายคนนี้ต้องทำมันเงียบๆ ด้วยล่ะ?
หานอวิ๋นซีที่กำลังจะเดิน ก็เห็นว่าหลงเฟยเยี่ยกำลังมองมาที่นาง นางจึงหลีกเลี่ยงการจ้องมองทันที
“เ้าสนิทกับกู้ชีฉ่าวมากใช่หรือไม่?” หลงเฟยเยี่ยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
หานอวิ๋นซีรีบส่ายหน้าทันที “ท่านอ๋องเคยสืบเื่ของเขา ก็ควรรู้จักเขาดีกว่าข้าไม่ใช่หรือ?”
จริงอยู่ที่หลงเฟยเยี่ยเคยสืบเื่ของเขา แต่กลับพบแค่เพียงว่า กู้ชีฉ่าวเป็พ่อค้าที่มีความมั่งคั่งและร่ำรวยทั่วโลก ส่วนวิชาพิษของชายผู้นี้และศิลปะการต่อสู้ของเขามาจากไหนนั้นไม่มีเบาะแสเลย
แต่ด้วยอายุของเขาแล้ว หาก้าทำการค้าได้ร่ำรวย ก็ต้องมีคนหนุนหลังที่ใหญ่มาก
น่าเสียดายที่ฉู่ซีเฟิงยังไม่พบข้อมูลมากนัก
“ข้าเห็นว่าพวกเ้าคุ้นเคยกันดี” หลงเฟยเยี่ยพูดอีกครั้ง โดยพาดพิงถึงเหตุการณ์ที่เขาบังเอิญเจอที่โรงน้ำชาิเทียนในวันนั้น
หานอวิ๋นซีเกลียดคำถามแบบนี้เหลือเกิน นางไม่แม้แต่จะถามอะไรเขาเลย แล้วเขามีสิทธิ์อะไรมาถามชีวิตส่วนตัวของนางด้วย?
“อย่างไรก็ตาม เขาเคยช่วยชีวิตข้าไว้ ดังนั้นนับว่าเป็สหายก็ได้”
สิ่งที่หานอวิ๋นซีพูดนั้นเป็ความจริงแค่เจ็ดส่วน แม้ว่ากู้ชีฉ่าวจะไม่จริงจัง แต่อย่างน้อยเขาก็ไม่ได้เป็ศัตรู และการมีสหายเพิ่มอีกหนึ่งคนย่อมดีกว่ามีศัตรูเพิ่มอีกหนึ่งคนอยู่แล้ว
หลงเฟยเยี่ยมองนางอย่างลึกล้ำ และไม่ได้ถามอะไรต่อ แค่หันหลังกลับและเดินต่อไป
เดิมทีที่เงียบอยู่แล้ว แต่หลังจากนั้นทั้งสองก็ยิ่งเงียบมากขึ้นไปอีก อย่างไรก็ตาม หานอวิ๋นซียังคงเดินตามอยู่ข้างหลัง และหลงเฟยเยี่ยก็ไม่ได้เดินเร็วเกินไป คนที่อยู่ด้านหน้าและคนที่อยู่ด้านหลังต่างเข้าใจกันโดยปริยาย
หานอวิ๋นซีก้มหน้าอยู่ตลอด หมกมุ่นอยู่กับโลกของตัวเอง ทันใดนั้น เสียงของหลงเฟยเยี่ยราวกับลงมาจากท้องฟ้า “หิวหรือไม่?”
ทันทีที่นางเงยหน้าขึ้น ก็พบว่าชายผู้นี้ยืนอยู่ตรงหน้านาง อีกก้าวเดียวนางก็จะชนเขา
“นิดหน่อย” อันที่จริงนางหิวจนท้องร้องมาตั้งนานแล้ว ถึงนางอาจถูกมองว่าเป็คนที่แข็งแกร่งและเด็ดขาด แต่ทุกครั้งที่นางอยู่ต่อหน้าชายผู้นี้ ราวกับนางเปลี่ยนไปเป็คนละคน ไม่สงวนท่าที และเหน็บแนมเป็พิเศษ
หลงเฟยเยี่ยไม่พูดอะไร เดินเข้าไปในร้านอาหารใกล้เคียง หานอวิ๋นซีเองก็รีบตามไป
หลงเฟยเยี่ยขอห้องส่วนตัวและทั้งสองนั่งหันหน้าเข้าหากัน หลงเฟยเยี่ยยื่นเมนูไปตรงหน้านางและทำท่าให้นางสั่ง
หานอวิ๋นซีไม่ปฏิเสธ สั่งอาหารสองสามอย่างที่ตนเองชอบและยื่นเมนูไปตรงหน้าเขาโดยไม่พูดอะไร
หลงเฟยเยี่ยเหลือบมองไปที่มัน เขาทำเพียงเทสุราและส่งต่อจาน
ระหว่างรอ ความเงียบของทั้งสองเผยให้เห็นความเงียบของห้อง และโลกทั้งโลกก็ดูเหมือนจะเงียบสงัด
หานอวิ๋นซีที่ไม่สามารถทนต่อความเงียบได้ ดังนั้นนางจึงเงยหน้าขึ้น ทว่ากลับบังเอิญพบกับสายตาที่ลึกล้ำของหลงเฟยเยี่ย นางชะงักไปครู่หนึ่ง และพยายามหลีกเลี่ยงโดยไม่รู้ตัว ตัดสินใจที่จะหาเื่มาคุย
ดังนั้นนางจึงถามเบาๆ ว่า “ท่านอ๋อง ชายสวมหน้ากากคราวก่อนคนนั้น ได้ข่าวอะไรบ้างหรือไม่?”
แม้ว่าหลี่ซื่อจะเสียชีวิตไปแล้ว และสายลับผู้วางพิษในอาณาจักรเทียนหนิงได้ถูกกำจัดออกไปแล้ว แต่การมีอยู่ของชายสวมหน้ากากยังคงเป็ภัยคุกคามที่ยิ่งใหญ่
ด้วยนิสัยของหลงเฟยเยี่ย เขาจะลืมมันไปอย่างง่ายดายได้อย่างไร
“มีเบาะแสนิดหน่อย ยังต้องตามสืบต่อ” หลงเฟยเยี่ยไม่ได้ปิดบังอะไร ่นี้เขาเองก็กำลังยุ่งกับเื่นี้ ถ้าเขาเดาไม่ผิด ชายสวมหน้ากากคนนั้นน่าจะเป็คนระดับสูงของราชวงศ์เป่ยลี่
สถานการณ์ของราชวงศ์เป่ยลี่นั้นยากที่จะตรวจสอบโดยธรรมชาติ แต่เขากลับสามารถเริ่มต้นด้วยสำนักพิษเ่าั้ในเจียงหู บุคคลที่มีอำนาจเช่นนี้จะต้องเป็ที่รู้จักในแวดวง
เมื่อมีหัวข้อคุย หานอวิ๋นซีรู้สึกสบายใจมากขึ้นราวกับได้รับการนิรโทษกรรม
“เบาะแสอะไร?” นางถามอย่างกังวล
ความจริงแล้ว นางเองก็เคยแอบถามเกี่ยวกับเื่นี้มาบ้าง กู้เป่ยเยวี่ยเองยังบอกด้วยว่าคนที่มีวิชาพิษเก่งกาจเช่นนี้ต้องมีอาจารย์ อีกทั้งยังพูดอีกว่าในโลกนี้มีสำนักพิษมากมาย แต่การเริ่มต้นส่วนใหญ่จะมาจากถ้ำยาในสำนักแพทย์และกระจายออกไป ตอนนี้ถ้ำยาในสำนักแพทย์เองก็ถูกปิดไปแล้ว แต่สำนักพิษต่างๆ ของโลกเจริญรุ่งเรืองอย่างมากใน่สองปีที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม พิษก็คือพิษ ผู้ล้างพิษก็เป็ผู้วางพิษเช่นกัน ดังนั้น สำนักเหล่านี้ส่วนใหญ่จึงไม่ได้รับการยอมรับจากวงการแพทย์ พวกเขาจึงสร้างเป็แวดวงของตัวเองขึ้นมาและไม่ใช่เื่ง่ายที่คนนอกจะเข้ามา
หลงเฟยเยี่ยไม่ตอบคำถามของหานอวิ๋นซี เขาจะไม่บอกสตรีผู้นี้เด็ดขาด ในตอนที่สอบปากคำคนของหลี่ซื่อ เขาได้เรียนรู้ว่าชายลึกลับที่ลักพาตัวหานอวิ๋นซีในตอนนั้น ไม่ได้้าขู่เขา แต่เป้าหมายพุ่งไปที่หานอวิ๋นซีั้แ่แรกอยู่แล้ว
คนย่อมไร้ความผิด ผิดที่ถือครองหยก[1] หานอวิ๋นซีผู้นี้เชี่ยวชาญเื่พิษอย่างมาก ไม่รู้ว่ามีดวงตาที่คู่ที่กำลังแอบมองนางอยู่?
ไม่ต้องพูดถึงที่ไกลๆ หรอก ใกล้ๆ นี้ฮ่องเต้เทียนฮุยก็เป็หนึ่งปัญหาใหญ่เช่นกัน
“ฮูหยินเทียนซินได้ตำราพิษมาได้อย่างไรกัน?” หลงเฟยเยี่ยเริ่มหัวข้อสนทนา
หานอวิ๋นซีบอกว่าวิชาพิษของนางนั้น นางเรียนรู้ด้วยตนเองจากวิชาพิษของมารดานาง แม้ว่าจะไร้ร่องรอยและไม่มีหลักฐานใดๆ แต่เขาจะเชื่อได้อย่างไร?
ฮูหยินเทียนซิน เขาเคยสืบเื่ของนางมาแล้ว แต่กลับพบว่าครอบครัวของฮูหยินเทียนซินต่างถูกปลอมแปลง สตรีผู้นี้มีทักษะทางการแพทย์ที่ยอดเยี่ยมและสร้างโชคลาภให้กับหานฉงอัน เรียกได้ว่าเป็ความลึกลับที่ปรากฏขึ้นจากอากาศ
หลงเฟยเยี่ยได้ไปที่ศาลต้าหลี่เพื่อสอบปากคำหานฉงอันแล้ว แน่นอนว่าหานอวิ๋นซีไม่มีทางรู้
“ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน ข้าเจอตอนที่ข้ากำลังหาของของนางอยู่” หานอวิ๋นซียังคงโกหก นางไม่รู้จริงๆ ว่าฮูหยินเทียนซินรู้จักวิชาพิษหรือไม่
ไม่นาน อาหารและสุราก็ถูกยกมา หลงเฟยเยี่ยไม่พูดอะไรอีกและกินด้วยความเงียบ หลังจากคุยกันสักพัก หานอวิ๋นซีก็รู้สึกสบายใจมากขึ้น และรู้สึกผ่อนคลายมากขึ้นเมื่อรับประทานอาหาร
ตะเกียบที่ยื่นออกไปเพื่อคีบกับข้าว แต่ใครจะรู้ว่ามันจะไปชนกับตะเกียบของหลงเฟยเยี่ย นางจึงหดมือกลับมาทันที หลงเฟยเยี่ยที่เป็สุภาพบุรุษ ก็คีบกับข้าวลงในชามของนางอย่างเงียบๆ
“ขอบคุณ”
หานอวิ๋นซีชำเลืองมองเขา และเห็นว่าเขานั่งตัวตรง มือข้างหนึ่งถือชามและอีกข้างถือตะเกียบ แม้แต่ท่าทางการกินก็ยังดูสง่างามมาก นางไม่รู้ว่านี่เป็ครั้งแรกที่ฉินอ๋องช่วยคนอื่นที่ไม่ใช่มารดาของเขาตักอาหารหรือไม่
อย่างไรก็ตาม ก็อดคิดไม่ได้ว่าวันนั้นที่เขาไปซื้อของและทานอาหารกับตวนมู่เหยาจะเป็ประมาณนี้หรือไม่?
เมื่อคิดถึงเื่นี้ หานอวิ๋นซีก็ตกอยู่ในความสับสนอีกครั้งโดยไม่รู้ตัว
ในตอนที่พบกับตวนมู่เหยาครั้งแรก คือตอนที่ต่อสู้กับงูหลามั์พิษ หลงเฟยเยี่ยพยายามอย่างเต็มที่เพื่อปกป้องศิษย์น้องตัวน้อยผู้นี้ แม้ว่าที่หมู่บ้านยาผีจะเป็ศัตรูกันและทำตัวไม่สุภาพ แต่ตอนนี้...ที่ผ่านมาก่อนหน้านั้น เขารับของขวัญของตวนมู่เหยา ทั้งยังไปเดินเล่นเป็เพื่อนนางอีก
ตวนมู่เหยาที่อยู่ในใจของเขา อยู่ในสถานะไหนกันแน่?
หากว่านางเดาถูกจริงๆ หากคราวนี้ฮ่องเต้เทียนฮุยบังคับให้อภิเษก เขาก็คงจะปฏิเสธไม่ได้และจะต้องอภิเษกกับตวนมู่เหยาในปีหน้าใช่หรือไม่?
เมื่อเห็นหลงเฟยเยี่ยรับประทานอาหารอย่างเงียบๆ หานอวิ๋นซีกลับมีแรงกระตุ้นที่ไม่สมควร จู่ๆ ก็อยากจะถามเขาตรงๆ ว่าเขาเต็มใจจะอภิเษกหรือไม่?
อย่างไรก็ตาม เมื่อคิดว่าตนเองถูกฮ่องเต้เทียนฮุยบังคับเช่นกัน นางจึงก้มศีรษะลงด้วยความสลดและรับประทานอาหารอย่างเงียบๆ
หลังมื้ออาหาร ก็เงียบดังเดิม
หานอวิ๋นซีพบว่าหากตัวเองไม่หาเื่คุย ชายผู้นี้อาจจะเงียบตลอดทั้งคืน แน่นอนความเงียบของเขาไม่ได้น่าเบื่อ แต่เป็ความเฉยเมยอย่างหนึ่ง เห็นได้ชัดว่าพอเดินเข้าใกล้ เขาก็ปฏิเสธและเดินห่างออกไปเป็พันๆ ลี้
หลังอาหาร หลงเฟยเยี่ยยังคงไม่ได้บอกว่า้าจะไปที่ไหน หานอวิ๋นซีเองก็เดินตามหลังเขาไป หลังจากไปรอบๆ ความพลุกพล่านของถนนและตรอกซอกซอยก็หายไป พวกเขาจึงจะกลับไปที่จวนฉินอ๋อง
โชคไม่ดีที่ในขณะจะเข้าประตู ก็เห็นอี้ไท่เฟยพาตวนมู่เหยาออกมาส่งด้วยตัวเอง
ตวนมู่เหยาที่ถูกหลงเฟยเยี่ยทิ้ง เดิมทีก็รู้สึกหดหู่อยู่แล้ว ตลอดทั้งเย็นก็อารมณ์ไม่ดี แต่นางต้องกินและพูดคุยกับอี้ไท่เฟยด้วยน้ำเสียงที่ดี และปลอบโยนอี้ไท่เฟยเกี่ยวกับการแต่งงานของมู่หรงหว่านหรู
เมื่อเห็นว่าหลงเฟยเยี่ยเพิ่งกลับมา นางจึงรีบก้าวไปข้างหน้าทันที “ศิษย์พี่ ท่านหายไปไหนมา ข้ารอให้ท่านมาเปิดเสวี่ยจิ่วอยู่นะ!”
“ให้เสด็จแม่ดื่มเถอะ” หลงเฟยเยี่ยพูดอย่างเ็า
นี่...ไม่ใช่ว่าก่อนหน้านี้เขารับมันไปแล้วหรือไร? นี่คือความตั้งใจของนางที่เก็บไว้มานานนับสิบปีเลยนะ!
ตวนมู่เหยาที่รู้สึกเจ็บหัวใจ เมื่อกำลังจะอ้าปากพูด ใครจะรู้ว่าจะเห็นหานอวิ๋นซีเดินมาจากด้านหลังหลงเฟยเยี่ย เป็ไปได้หรือไม่ว่า...ศิษย์พี่ออกไปกับสตรีผู้นี้?
ดีจริงๆ หานอวิ๋นซี ไม่ไว้หน้าก็ถือว่าแล้วไป แต่คิดไม่ถึงว่านางจะขโมยตัวศิษย์พี่ไปแบบนี้ แล้วจะให้นางทนรับมันอย่างง่ายดายได้อย่างไรกัน?
ทันใดนั้น ตวนมู่เหยาก็รู้สึกอิจฉาริษยาขึ้นมา กำมือแน่นในแขนเสื้อ นางโกรธมากจนพูดไม่ออกและถามเสียงดังว่า “ศิษย์พี่ เื่การอภิเษกในปีหน้า ท่านได้คิดไว้บ้างหรือไม่?”
ทันทีที่คำพูดเหล่านี้ออกมา หานอวิ๋นซีก็ชะงักไป ตวนมู่เหยาถามในสิ่งที่นางไม่เคยกล้าถามมาตลอด อี้ไท่เฟยเองก็ถึงกับตะลึงเช่นกัน มองบุตรชายของนางด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความซับซ้อน
ใครจะรู้ว่าหลงเฟยเยี่ยกลับเดินออกไปโดยไม่พูดอะไรสักคำ ราวกับว่าเขาไม่ได้ยิน
คราวนี้เป็อี้ไท่เฟยที่โกรธ “เฟยเยี่ย เ้าหยุดเดี๋ยวนี้นะ!”
น่าเสียดายที่หลงเฟยเยี่ยไม่สนใจ
“ศิษย์พี่!” ตวนมู่เหยากระทืบเท้าและวิ่งตามไป
ร่างของหลงเฟยเยี่ยสว่างวาบ และหายไปจากอากาศ
“ศิษย์พี่! ท่านอาจารย์ก็ถามเื่เราของสองคนเหมือนกัน!”
“ศิษย์พี่!”
ตวนมู่เหยาะโด้วยความโกรธอยู่หลายครั้ง แต่น่าเสียดายที่สิ่งที่ตอบกลับมาคือความเงียบงันของทั้งสวน
ตวนมู่เหยาโกรธมาก หันกลับไปมองหานอวิ๋นซีด้วยสายตาชั่วร้าย แล้วเหวี่ยงตัวเองเข้าไปในอ้อมแขนของอี้ไท่เฟย “ไท่เฟย ศิษย์พี่กำลังกลั่นแกล้งข้าอีกแล้ว! ฮือฮือ...”
นี่...นับเป็การกลั่นแกล้งหรือ?
อย่างไรก็ตาม หากหลงเฟยเยี่ยไม่เต็มใจ ทำไมเขาถึงไม่ปฏิเสธไปให้ชัดเจนล่ะ? เขาไม่เคยเป็คนผัดวันประกันพรุ่ง
หานอวิ๋นซีคิดในอีกแง่หนึ่งแล้ว นี่ถือเป็การกลั่นแกล้งชนิดหนึ่งเช่นกัน
“ไม่เป็ไรนะไม่เป็ไร ไม่ต้องร้องไห้ ข้าจะสั่งสอนเขาในภายหลังเอง”
“โอ๋ๆ เหยาเหยาเป็เด็กดีขนาดนี้ เื่การอภิเษก ข้ากับฮ่องเต้จะจัดการให้เ้าเอง เ้าวางใจได้เลย” อี้ไท่เฟยปลอบโยนนางอย่างจริงจัง
หานอวิ๋นซีที่ได้ยินเช่นนี้ก็ยิ้มอย่างเ็า อี้ไท่เฟยนะอี้ไท่เฟย ลูกสะใภ้ที่ท่านเลือก คราวนี้จะไม่ขัดกับฮ่องเต้เทียนฮุยใช่หรือไม่?
หลังจากได้ยินเื่นี้ ตวนมู่เหยาก็น้ำตาไหล “ข้ารู้อยู่แล้วว่าไท่เฟยดีที่สุด”
“เ้าเด็กโง่ ศิษย์พี่ของเ้าไม่ได้บอกว่าจะไม่อภิเษกสักหน่อย ใช่หรือไม่?” อี้ไท่เฟยยิ้ม
ตวนมู่เหยาก้มหน้าลงทันที เช่นนี้จึงรู้ได้ว่าใบหน้าของนางแดงก่ำ
“เสวี่ยจิ่วไหนั้น ข้าจะเก็บมันไว้ให้เ้าก่อน ไว้วันส่งท้ายปีเก่า ค่อยนำมันไปที่วัง” ความอดทนของอี้ไท่เฟยที่มีต่อตวนมู่เหยาดีกว่าความอดทนของมู่หรงหว่านหรู
ในวันส่งท้ายปีเก่านั้นในวังมีงานเลี้ยงของครอบครัว และแน่นอนว่าหลงเฟยเยี่ยต้องไป
ตวนมู่เหยาที่กำลังรอคำพูดนี้ของอี้ไท่เฟย หากพูดเช่นนี้แล้วในงานเลี้ยงของครอบครัววันส่งท้ายปีเก่า นางก็สามารถเข้าร่วมได้
ก่อนออกไป ตวนมู่เหยาตั้งใจเข้ามาใกล้หานอวิ๋นซีเป็พิเศษและพูดด้วยเสียงเบาว่า “ฉินหวังเฟย ปีหน้า...คงต้องขอคำแนะนำจากท่านเยอะๆ แล้วล่ะ”
“เื่ยังไม่เกิด อย่าเพิ่งดีใจเกินไปเลย” หานอวิ๋นซีเองก็ไม่ยอมแพ้
“มารอดูกัน!” ตวนมู่เหยาตอบอย่างเ็า
ถ้าไม่ใช่เพราะหานอวิ๋นซี นางอาจจะรอจนกว่าศิษย์พี่จะเห็นความดีของนาง และเต็มใจที่จะอภิเษกกับนาง อย่างไรก็ตามการมีอยู่ของหานอวิ๋นซีทำให้นางรู้สึกถึงวิกฤตอย่างลึกซึ้ง
ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น แม้ว่าเสด็จพ่อจะกดดันนางแค่ไหน ปีหน้า นางจะต้องอภิเษกเข้าจวนฉินอ๋องให้ได้!
-----------------------------
[1] คนย่อมไร้ความผิด ผิดที่ถือครองหยก หมายถึง คนที่มีความสามารถ แต่กลับถูกทำร้ายหรือได้รับอันตราย
