เสียงหวูดเรือเมล์ลำใหญ่ที่แล่นเข้าสู่เขตน่านน้ำเ้าพระยาแผดกังวาน ปลุกให้ ‘ขุนพล’ ชายหนุ่มในชุดสูทสากลตัดเย็บอย่างประณีตจากลอนดอนต้องละสายตาจากทิวทัศน์ริมฝั่งน้ำ เขายืนพิงกราบเรือพลางพ่นควันซิการ์ราคาแพงออกสู่ชั้นบรรยากาศที่ร้อนชื้นของเมืองไทย กลิ่นโคลนตมและเครื่องเทศที่คุ้นเคยปะทะเข้ากับจมูกโด่งรั้น มันเป็กลิ่นที่เขาโหยหามาตลอดสิบปีที่ไปใช้ชีวิตโลดโผนอยู่ในยุโรป
“พระนคร... ยังคงส่งกลิ่นยั่วยวนไม่เปลี่ยนเลยนะ” เขากระตุกยิ้มที่มุมปาก ั์ตาคมกริบดุจเหยี่ยวคู่นั้นไม่ได้มองหาเพียงแค่ญาติมิตรที่มารอรับ แต่เขากำลังกวาดสายตามองหาร่องรอยของ ‘ความสำราญ’ ที่เขาตั้งใจจะกลับมาตักตวงให้หนำใจ
เมื่อเรือเทียบท่าทัดสบายนิเวศน์ ความวุ่นวายของผู้คนก็เริ่มต้นขึ้น ขุนพลก้าวลงจากเรือด้วยท่าทางสง่าผ่าเผย ท่ามกลางบ่าวไพร่ที่กรูกันเข้ามาช่วยขนหีบสมบัติ แต่สายตาของเขากลับสะดุดเข้ากับร่างระหงในชุดสไบสีนวลตาที่ยืนหลบมุมอยู่ใต้ร่มชงโค
นั่นคือ ‘พิกุล’ หลานสาวเ้าของเรือนแพที่เขาเคยแอบมองสมัยยังเป็เด็กชายบ้าพลัง บัดนี้หล่อนเติบโตเป็สาวสะพรั่ง ผิวนวลเนียนดุจทองทาและดวงตาโศกที่ดูเหมือนจะซ่อนไฟปรารถนาไว้ข้างใน
“คุณขุนพล... กลับมาแล้วหรือเ้าคะ” พิกุลเอ่ยเสียงสั่นพร่าขณะก้มลงกราบแทบเท้าตามธรรมเนียม ทว่าจังหวะที่หล่อนเงยหน้าขึ้น สันจมูกของหล่อนกลับเฉียดเข้ากับหน้าแข้งของชายหนุ่มอย่างตั้งใจหรือไม่นั้น... มีเพียงหล่อนที่รู้
ขุนพลก้มลงประคองไหล่มนขึ้นมา ััจากฝ่ามือหนาที่ผ่านการหยิบจับตำราและแก้วไวน์ชั้นเลิศสั่นสะท้านไปถึงหัวใจของหญิงสาว
“ลุกขึ้นเถิดพิกุล... โตเป็สาวขนาดนี้เชียวหรือ พี่จำเกือบไม่ได้” คำว่า ‘พี่’ ที่เขาจงใจใช้ ทำให้พิกุลหน้าแดงซ่าน
“พิกุล... พิกุลมารับคุณท่านกลับเรือนเ้าค่ะ คุณหญิงป้าจัดสำรับรอไว้เสียดิบดี”
“สำรับน่ะเอาไว้ก่อนเถิด” ขุนพลกระซิบข้างหูหล่อนจนได้กลิ่นแป้งร่ำจางๆ “พี่อยากเห็น ‘เรือน’ ที่พิกุลดูแลมากกว่า ว่าจะสะอาดสะอ้านหรือน่า ‘อยู่’ เหมือนแต่ก่อนไหม”
เมื่อกลับถึงเรือนไทยหลังใหญ่ริมน้ำ บรรยากาศยามโพล้เพล้เริ่มปกคลุม แสงตะเกียงน้ำมันก๊าดถูกจุดขึ้นตามระเบียง ขุนพลขอตัวขึ้นไปพักผ่อนบนห้องนอนกว้างขวางที่ถูกจัดเตรียมไว้ พิกุลเดินตามขึ้นมาเพื่อจัดเตรียมน้ำท่าและเสื้อผ้าให้เปลี่ยน
“วางทิ้งไว้เถิดพิกุล พี่จัดการเองได้” ขุนพลเอ่ยพลางถอดเสื้อนอกออก เผยให้เห็นแผ่นหลังกว้างและกล้ามเนื้อแน่นตึงจากการออกกำลังกายแบบนักกีฬาในอังกฤษ
พิกุลไม่ได้ถอยออกไป หล่อนกลับยืนนิ่ง มือเรียวสั่นเทาขณะเอื้อมไปหยิบเสื้อนอกของเขาขึ้นมาพาดไว้ “ให้พิกุลช่วยเถิดเ้าค่ะ... คุณขุนพลคงเหนื่อยจากการเดินทางมาไกล”
ขุนพลหันกลับมาประจันหน้า ระยะห่างระหว่างทั้งคู่เหลือเพียงไม่กี่คืบ ลมหายใจร้อนผ่าวของชายหนุ่มรดรินลงบนหน้าผากเนียน “เหนื่อยทางกายน่ะไม่เท่าไหร่หรอกพิกุล... แต่มัน ‘กระหาย’ ทางใจมากกว่า รู้ไหมว่าที่เมืองนอกน่ะ ไม่มีอะไรหวานชื่นเท่ากลิ่นน้ำอบไทยเลยสักนิด”
มือหนาเชยคางมนขึ้นมา ดวงตาของพิกุลหยาดเยิ้มไปด้วยอารมณ์ที่ถูกกดทับมานาน หล่อนเผยอริมฝีปากอิ่มน้ำออกเล็กน้อย ราวกับจะเชื้อเชิญให้นักเดินทางผู้หิวโหยได้ลิ้มลอง
“คุณขุนพลเ้าขา... อย่าทำเช่นนี้เลยเ้าค่ะ หากใครมาเห็นเข้า...”
“ไม่มีใครเห็นหรอก” ขุนพลตัดบทพร้อมกับรวบเอวคอดกิ่วของหญิงสาวเข้าหาตัว จนทรวงอกอิ่มที่ซ่อนอยู่ใต้ผ้าแถบสีนวลบดเบียดกับแผงอกแกร่ง “ผ้าแถบนี่... รัดแน่นไปหรือเปล่า พี่ช่วยคลายให้ดีไหม?”
ขุนพลไม่รอคำตอบ ปลายนิ้วเรียวยาวค่อยๆ สะกิดปมผ้าแถบที่ทรวงอกของหล่อนอย่างเชี่ยวชาญ พิกุลหลับตาพริ้ม สูดลมหายใจเข้าลึกจนทรวงอกกระเพื่อมไหว ความตื่นเต้นปนหวาดเสียวแล่นพล่านไปทั่วสรรพางค์กาย
“อื้อ... คุณขุนพล...” เสียงครางแ่ในลำคอของพิกุลเป็ดั่งสัญญาณเปิดฉากการเดินทางครั้งใหม่ที่เร่าร้อนยิ่งกว่าครั้งไหนๆ
ขุนพลก้มลงฝังจมูกลงบนลำคอระหง ััได้ถึงชีพจรที่เต้นรัวของหล่อน เขาค่อยๆ ลากริมฝีปากลงไปตามแนวไหล่ขาวนวล ขณะที่มืออีกข้างเริ่มสำรวจความเนียนละเอียดของผิวพรรณที่เขาเฝ้าฝันถึงตลอดการเดินทางข้ามขอบฟ้า
“คืนนี้... พี่จะให้พิกุลเล่าเื่ ‘พระนคร’ ให้ฟังทั้งคืนเลยดีไหม” เขาถามด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำที่เปี่ยมไปด้วยอำนาจและการ
เสียงหอบหายใจแ่พร่าของพิกุลรดรินอยู่ข้างใบหูของขุนพล ขณะที่มือหนาค่อยๆ เลื่อนลงไปรวบชายผ้าถุงที่พันกายหล่อนไว้เพียงหลวมๆ ความเงียบของเรือนไทยยามวิกาลถูกทำลายลงด้วยเสียงแมลงกลางคืนที่กรีดร้องระงมอยู่ภายนอก แต่นั่นกลับยิ่งทำให้บรรยากาศภายในห้องนอนไม้สักทองนี้ดูเป็ส่วนตัวและเร่าร้อนยิ่งขึ้น
“คุณขุนพลเ้าขา... พิกุลกลัวเหลือเกินเ้าค่ะ” หล่อนครางประท้วงเบาๆ ทว่าสองมือกลับโอบรอบคอแกร่งของชายหนุ่มไว้แน่น ร่างกายของหล่อนสั่นสะท้านเมื่อััได้ถึงความร้อนผ่าวจากกายบุรุษที่บดเบียดเข้ามา
ขุนพลกระตุกยิ้มอย่างผู้เหนือกว่า เขาก้มลงกระซิบชิดริมฝีปากอิ่ม “กลัวอะไรกันพิกุล... พี่ไม่ได้จะทำร้ายเ้า พี่เพียงแต่จะ ‘สอน’ วิชาที่พี่เล่าเรียนมาจากเมืองนอก วิชาที่ตำราเล่มไหนในพระนครก็ไม่มีสอน”
ไม่พูดเปล่า ขุนพลอาศัยจังหวะที่หญิงสาวเผลอไผล ประคองร่างระหงลงบนเตียงไม้หลังใหญ่ที่ปูด้วยผ้าแพรลื่นนุ่ม แสงไฟจากตะเกียงวูบไหวสะท้อนให้เห็นส่วนโค้งเว้าของพิกุลที่ปรากฏแก่สายตา ผิวนวลละเอียดดุจงาช้างของหล่อนดูตัดกับผ้าแพรสีเข้มอย่างงดงาม ขุนพลไล้สายตาสำรวจทุกอณูของร่างนั้นด้วยความโหยหา
เขารู้ดีว่าพิกุลไม่ใช่เด็กหญิงตัวเล็กๆ อีกต่อไปแล้ว ทรวงอกอิ่มที่กระเพื่อมไหวตามจังหวะหายใจนั้นช่างเชิญชวนให้ัั ขุนพลไม่รอช้า เขาโน้มตัวลงไปฝังจมูกลงบนเนินอกนุ่ม สูดดมกลิ่นแป้งร่ำผสมกลิ่นกายสาวที่หอมกรุ่นยิ่งกว่ากุหลาบมอญกลางสวน
“อื้อ... คุณขุนพล... พิกุลจะขาดใจแล้วเ้าค่ะ”
มือหนาเริ่มสำรวจลึกซึ้งยิ่งขึ้น ปลายนิ้วที่เชี่ยวชาญไล้ไปตามแนวส่วนเว้าของเอวคอด ก่อนจะเลื่อนต่ำลงไปยังสะโพกผายที่แน่นตึง พิกุลแอ่นกายรับัันั้นด้วยสัญชาตญาณ หล่อนเผยอริมฝีปากครางแ่เมื่อความเสียวซ่านแล่นพล่านไปทั่วสรรพางค์กาย ทุกครั้งที่ริมฝีปากของขุนพลลากผ่านผิวเนื้อ หล่อนรู้สึกราวกับถูกไฟแผดเผา แต่เป็ไฟที่ช่างแสนหวานเสียเหลือเกิน
ขุนพลเงยหน้าขึ้นมองใบหน้าที่เปี่ยมไปด้วยราคะของหญิงสาว ดวงตาโศกของหล่อนบัดนี้ฉ่ำเยิ้มและทอดมองเขาด้วยความเทิดทูนและโหยหา เขาค่อยๆ ปลดเปลื้องอาภรณ์ชิ้นสุดท้ายของตัวเองออก เผยให้เห็นสรีระของบุรุษเพศที่สมบูรณ์แบบ แสงไฟสีส้มสลัวขับเน้นมัดกล้ามเนื้อและเส้นเืที่ปูดนูนสะท้อนถึงพลังอำนาจและความดิบเถื่อนที่ซ่อนอยู่ภายใต้อาภรณ์หรูหรา
“พิกุล... มองพี่” เขาเอ่ยเสียงต่ำพร่า “จดจำัันี้ไว้ เพราะต่อจากนี้ไป... เ้าจะเป็ของพี่แต่เพียงผู้เดียว”
ท่ามกลางความมืดมิดที่มีเพียงแสงเทียนเลือนลาง ขุนพลก้มลงมอบจุมพิตที่หนักหน่วงและรัญจวนใจให้กับหล่อน รสััที่ปนเปไปด้วยกลิ่นซิการ์และไวน์นอกชั้นดีทำเอาพิกุลแทบคลั่ง ทั้งคู่จมดิ่งลงสู่ห้วงแห่งกามารมณ์ที่รุนแรงและลึกซึ้ง บทเรียนแรกของการกลับมาถูกจารึกไว้ด้วยหยาดเหงื่อและเสียงกระซิบซ่านซึ้งที่ดังสะท้อนอยู่ในห้องนั้นจนเกือบรุ่งสาง
.
.
.
เมื่อพายุอารมณ์สงบลง ขุนพลนอนมองเพดานมุ้งพลางลูบไล้ไหล่มนของพิกุลที่หลับพริ้มอยู่ข้างกาย เขาไม่ได้รู้สึกเพียงแค่ความอิ่มเอมในรสกาม แต่เขารู้สึกถึงชัยชนะ... ชัยชนะครั้งแรกในการกลับมาเหยียบแผ่นดินเกิด
“นี่เป็เพียงแค่บทเริ่มต้นเท่านั้น” ขุนพลพึมพำกับตัวเองในความมืด “พระนครยังมี ‘ความลับ’ และ ‘สตรี’ อีกมากมายที่รอให้พี่ไปค้นหา... เหมือนที่พวกฝรั่งบ้ากามเคยทำไว้ไม่มีผิด”
รอยยิ้มพรายปรากฏบนใบหน้าของชายหนุ่ม ขณะที่แสงเงินแสงทองเริ่มจับขอบฟ้า เป็สัญญาณว่าชีวิตบทใหม่ที่เต็มไปด้วยเล่ห์กลและความเร่าร้อนของเขาได้เริ่มต้นขึ้นอย่างสมบูรณ์แล้ว
