เหตุผลที่ไป๋หยุนเฟยออกจากเมืองเกายี่มา นอกเหนือจากเื่ที่ว่าไม่คิดจะรั้งอยู่ที่เมืองนี้นานั้แ่แรก ยังมีอีกเื่หนึ่งก็คือมันเกรงว่าผู้ที่ถูก‘ขับไล่’กลับสำนักเ้าอสูรจะย้อนกลับมาอีกครั้งเพื่อตรวจสอบเื่ราวที่ศิษย์สำนักเ้าอสูรถูกไป๋หยุนเฟยสังหาร แม้ว่ามันจะทำลายหลักฐานจนหมดสิ้นแล้ว แต่ผู้ใดจะทราบว่าอีกฝ่ายจะไม่มีวิธีการอันพิสดารอื่นใดอีก? หากเื่นี้ถูกเปิดเผยออกไป ไม่เพียงแต่ไป๋หยุนเฟยต้องตกที่นั่งลำบาก แม้แต่ตระกูลเย่ก็จะพลอยติดร่างแหไปด้วย ดังนั้นการจากมาก่อนจึงเป็ทางเลือกที่เหมาะสมแล้ว
นี่เป็อีกครั้งที่ชายหนุ่มเริ่มออกเดินทางต่อ แม้ว่าจะปราศจากจิ้งิเฟิงและเทียนิร่วมทางมาด้วย จึงออกจะเงียบเหงาไปบ้าง แต่ก็ถือว่าไป๋หยุนเฟยได้มีอิสระและผ่อนคลายแทน
หลังจากเดินทางและหยุดพักหลายครา ไป๋หยุนเฟยก็เดินทางผ่านเมืองแล้วเมืองเล่า ได้พบเห็นทิวทัศน์และประเพณีท้องถิ่นแปลกตาที่หลากหลาย แม้ว่าระหว่างเส้นทางจะหลงทางหรือพบพานโจรที่ไร้ั์ตาอยู่บ้าง แต่ก็เป็เพียงเื่เล็กน้อย ไป๋หยุนเฟยถือว่านี่เป็ความทรงจำอันสนุกสนานเล็กๆน้อยๆระหว่างเดินทาง
บางครั้งไป๋หยุนเฟยประสบกับคนชั่วช้าหรือเื่เลวร้าย ไม่ก็ผู้ที่้าความช่วยเหลือ มันก็ไม่ลังเลที่จะยื่นมือเข้าช่วย ทำเช่นนี้ส่วนหนึ่งก็เพื่อเติมเต็มความฝันที่้าจะเป็วีรบุรุษของตน ขณะเดียวกันก็รู้สึกยินดีที่ได้รับคำขอบคุณอย่างจริงใจจากผู้ที่ได้รับความช่วยเหลือ
มีอีกเื่ที่สมควรต้องกล่าวถึงก็คือ หลังจากอัพเกรดสิ่งของมาตลอดทาง โดยรวมแล้วไป๋หยุนเฟยมีสิ่งของระดับ +10 อยู่จำนวนมากจนน่าพอใจ แน่นอนว่านอกจากอาวุธ‘ดีเลิศ’จำนวนน้อยนิดแล้ว ที่เหลือส่วนใหญ่เป็เพียงของ‘ชั้นดี’เท่านั้น ยามนี้ไป๋หยุนเฟยพร้อมที่จะหาโอกาสเพื่อทำการอัพเกรดขนานใหญ่แล้ว โดยหวังไว้ว่าจะประสบความสำเร็จสามารถอัพเกรดได้ถึง +12 หรือ +13 อีกครั้ง
…………
ยี่สิบเจ็ดวันหลังจากออกจากเมืองเกายี่
แนวเทือกเขาที่ราวกับไร้ที่สิ้นสุด บนยอดเขาลูกหนึ่งที่สูงตระหง่านเข้าไปในหมู่เมฆ ไป๋หยุนเฟยมองลงไปยังหุบเขาด้านล่างซึ่งถูกปกคลุมไว้ด้วยเมฆและหมอกจนไม่อาจมองเห็นเชิงเขาได้ มันก็บังเกิดความสับสนขึ้น
เห็นได้ชัดว่ายามนี้ไป๋หยุนเฟยหลงทางแล้ว
เมื่อยี่สิบวันก่อนไป๋หยุนเฟยตัดสินใจจะ‘เผชิญหน้า’กับโรคหลงทางของตน ด้วยวิธีที่เรียกว่า‘เรียนรู้ประสบการณ์จากการปฏิบัติ’ ดังนั้นจึงเริ่มลัดเลาะไปตามทางเล็ก เดินข้ามูเา ข้ามหุบเขาและข้ามแม่น้ำ ไม่ว่ามันจะใช้เส้นทางลัดหรืออ้อม อย่างไรก็ถือว่าได้สะสมประสบการณ์และช่วยให้มีพัฒนาการในด้านการค้นหาเส้นทางขึ้นมาได้บ้าง --- ไป๋หยุนเฟยเชื่อเช่นนั้น
“มารดามันเถอะ เมื่อครู่ฟ้ายังสดใสแต่จู่ๆก็กลายเป็มืดครึ้ม จนยามนี้ข้าไม่อาจมองเห็นดวงอาทิตย์ได้อีกแล้ว แล้วทิศใดเป็ทิศใดกันเล่า” ไป๋หยุนเฟยเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าที่มืดครึ้มราวกับว่าฝนใกล้จะตก มันพร่ำบ่นก่อนจะโยนความผิดให้แก่์
“แล้วกันไปเถอะยามนี้ต้องรีบเดินทางก่อน ดูท่าฝนใกล้จะตกแล้ว อย่างน้อยต้องหาที่หลบฝนให้ได้ก่อน ไม่ทราบว่าจะโชคดีได้พบหมู่บ้านเล็กๆในป่าเขาเช่นนี้หรือไม่...” ไป๋หยุนเฟยมองย้อนกลับไปจากนั้นหันมองรอบทิศอยู่ชั่วครู่ก่อนจะบ่นพึมพำออกมา
ที่ด้านหลังคือเส้นทางที่เดินผ่านมาแล้ว ทั้งซ้ายและขวาเป็ป่าทึบเขียวชอุ่ม ส่วนด้านหน้าเป็ยอดเขาอันสูงชัน มิหนำซ้ำระหว่างูเาสองลูกยังถูกคั่นกลางด้วยหุบเขาและหน้าผากว้างร่วมห้าสิบวา มองดูคล้ายกับเป็ูเาเพียงลูกเดียวแต่ถูกผ่าแยกเป็สองซีก
“จะไปทางซ้ายหรือขวาดี หรือจะมุ่งหน้าข้ามหุบเขานี้ไป?” ขณะที่ไป๋หยุนเฟยครุ่นคิดเลือกเส้นทางอยู่นั้น จู่ๆก็แสดงท่าทีประหลาดใจพร้อมกับสายตามองไปยังเบื้องล่างของผนังหินฝั่งตรงข้าม “เอ๊ะ? นั่นคือ...”
ยามนั้นเองก็มีลมพัดขึ้นมาจากหุบเขาด้านล่าง หอบเอาเมฆหมอกที่ปกคลุมอยู่จางหายไป ที่ต่ำลงไปร้อยกว่าวาบนผนังหินฝั่งตรงข้าม ปากถ้ำซึ่งถูกซ่อนไว้เื้ัเมฆหมอกก็ปรากฏขึ้น
“เป็ถ้ำ! มีถ้ำอยู่ที่หน้าผา!” ไป๋หยุนเฟยตาเป็ประกาย มันกล่าวกับตนเองด้วยความประหลาดใจ “ูเาในป่าลึก หน้าผาสูงชัน เมฆหมอกปกคลุม ปรากฏถ้ำลึกลับ...”
“ในถ้ำลึกลับแห่งนี้สมควรมีสมบัติล้ำค่าอยู่” ไป๋หยุนเฟยใช้มือขวาลูบคางตนเองพลางวิเคราะห์ “ถ้ำแห่งนี้ไม่คล้ายว่าจะเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ แม้จะดูไม่เหมือนที่บำเพ็ญตบะของนักพรตชราหนวดเคราขาวโพลน แต่บางทีอาจจะเป็ที่ฝังโครงกระดูกของยอดฝีมือไร้เทียมทาน โครงกระดูกสีขาวที่มีสมบัติล้ำค่าอยู่ข้างกาย... หรืออาจจะเป็สัตว์ประหลาดที่เฝ้าของวิเศษล้ำค่าก็เป็ได้...”
ไม่ทราบว่าเป็เพราะได้ฟังตำนานพิสดารมามากเกินไป หรืออาจจะเป็เพราะสาเหตุอื่น แต่ไป๋หยุนเฟยกลับมีความรู้สึกว่าในถ้ำต้องมีสมบัติล้ำค่าซุกซ่อนอยู่ ยามนี้มันบังเกิดความยินดีเป็อย่างยิ่ง ทั้งยังเชื่อมั่นอย่างเต็มที่ว่า ‘ถ้ำลึกลับสมควรมีของล้ำค่าอยู่’ ดังนั้นไป๋หยุนเฟยจะไม่ยอมละทิ้งหรือพลาดโอกาสนี้ไปอย่างแน่นอน
“ครุ่นคิดมากความก็เปล่าประโยชน์ ลองเข้าไปดูก็ทราบเอง!” เมื่อบังเกิดความสนใจขึ้น ไป๋หยุนเฟยก็ไม่รีบร้อนหาเส้นทางไปต่ออีก แม้แต่เื่ที่ฝนจะตกก็ไม่นำพา หลังจากสังเกตดูชั่วขณะก็ตัดสินใจจะเข้าไปภายในถ้ำ
หลังจากคำนวณระยะห่างระหว่างูเาทั้งสองลูก ไป๋หยุนเฟยก็พยักหน้าด้วยความรู้สึกว่าไม่ยากเย็นเกินไปนัก หลังจากถอยหลังไปราวห้าสิบวาก็เร่งเร้าพลังิญญาวิ่งทะยานไปยังขอบหน้าผาด้วยความเร็วสุดกำลัง เมื่อถึงขอบหน้าผาก็ถีบเท้ากับพื้นะโข้ามไปยังอีกฟากทันที
แน่นอนว่าด้วยพลังฝีมือของไป๋หยุนเฟยในยามนี้ยังไม่อาจะโไกลถึงห้าสิบวาในคราวเดียว หลังจากพุ่งไปด้านหน้าได้สิบกว่าวาก็เริ่มร่วงลงมา
หลังจากร่วงหล่นลงไปหลายสิบวา ไป๋หยุนเฟยก็สะบัดมือขวาเรียกเชือกสารพัดนึกพุ่งออกไป กระทั่งเชือกยืดออกจนแทบสุดระยะจึงม้วนพันรอบต้นไม้ขนาดเล็กที่งอกอยู่บนหน้าผาเอาไว้
ด้วยมือขวาที่กำแแ่และเชือกที่รั้งดึง ไป๋หยุนเฟยจึงหยุดการร่วงหล่นเอาไว้ได้ ได้ยินเสียงเสียดสีดังแว่วมาพร้อมกับที่ต้นไม้ขนาดเล็กแทบจะถูกกระชากจนหัก จากนั้นร่างของไป๋หยุนเฟยจึงถูกเหวี่ยงเข้าหาผนังหิน
เสียงลมผ่านหูดังอื้ออึง พร้อมกับร่างแหวกผ่านกลุ่มหมอกสีขาว ไป๋หยุนเฟยนึกสนุกจึงอดไม่ได้ต้องโห่ร้องออกมา “โห่ ฮี้ โห่... ฮี้ โห่ ฮี้ โห่ ฮี้ โห่ (เลียนเสียงทาร์ซาน) ...โอ๊ะ ...บัดซบ!”
เสียงแตกตื่น่ท้ายนั้น เป็เพราะมันพบว่าตนเองกำลังจะกระแทกเข้าใส่ผนังผาซึ่งอยู่ห่างออกไปเพียงไม่กี่วาเท่านั้น!
มือไป๋หยุนเฟยกำเชือกสารพัดนึกไว้แแ่ ในพริบตาสุดท้ายจึงบิดร่างเพื่อหันหลังเข้าหาหน้าผา
“ปัง!!”
เสียงหนักทึบดังสะท้อนในหุบเขาอยู่เนิ่นนาน จากนั้นก็ปรากฏเศษหินร่วงกระเด็นออก ร่างไป่หยุนเฟยถูกฝังอยู่ในผนังผาไปกว่าครึ่ง แต่การปะทะชนเช่นนี้ไม่ได้ส่งผลต่อมันเท่าใดนัก หลังจากกัดฟันเล็กน้อยก็ฟื้นฟูกลับเป็ปกติ ไป๋หยุนเฟยบิดคอเล็กน้อยก่อนจะเก็บเชือกสารพัดนึกกลับคืน จากนั้นจึงเปลี่ยนเป็นั่งในหลุมที่ตนเองชนใส่ผนังผาพร้อมกับมองลงไปด้านล่าง
“พลาดไปห้าสิบกว่าวา ไปต่อจะดีกว่า” หลังจากกะระยะดูแล้วไป๋หยุนเฟยจึงมองไปรอบกายอีกครั้ง จึงพบว่ามีบางจุดที่สามารถใช้เป็ที่รองรับน้ำหนักของตนได้ หลังจากอาศัยเชือกสารพัดนึกเคลื่อนที่ลงไปอีกสองครั้ง ในที่สุดไป๋หยุนเฟยก็มายืนอยู่ที่ปากทางเข้าถ้ำ
ไป๋หยุนเฟยยืนอยู่ที่ปากถ้ำซึ่งกว้างหนึ่งวาสูงราวสองวาเศษ จากนั้นจึงพบว่าภายในถ้ำมีกระแสลมพัดเย็นสดชื่นมาแ่เบา
“นี่คือ... พลังธาตุลม!” ไป๋หยุนเฟยประหลาดใจยิ่งที่พบว่ามีพลังธาตุลมวนเวียนอยู่รอบกายของตน มิหนำซ้ำพลังธาตุลมนี้ยังมีความเข้มข้นมากกว่าปกติ และต้นกำเนิดของพลังธาตุลมนี้ เห็นได้ชัดว่ามาจากภายในถ้ำแห่งนี้เอง
“อาจบางทีข้าจะบังเอิญพบเข้าแล้ว!” สีหน้าไป๋หยุนเฟยยิ่งฉายแววยินดีมากยิ่งขึ้น มันรู้สึกว่าไม่อาจรีรอที่จะเข้าไปในถ้ำได้อีกแล้ว
ชั่วขณะที่ไป๋หยุนเฟยก้าวเท้าออกไปนั้น ผนังด้านขวาก็ขยับเคลื่อนไหวโดยปราศจากวี่แววล่วงหน้า จากนั้นปรากฏเงาแส้สีเทาสะบัดฟาดออก ส่วนปลายของแส้กลับแหลมคมส่งประกายเย็นเยียบพุ่งวาบเข้าใส่ศีรษะของไป๋หยุนเฟย!
