บทที่ 76 อันตรายของฉินชู
“หมายความว่ายังไง” โม่เต้าจื่อมองหน้าฉินชูพลางเอ่ยถาม คำพูดของฉินชูที่โพล่งออกมาอย่างกะทันหันทำให้เขางงฉงน
“ท่านผู้เฒ่าโม่ ศิษย์เคยเจอกับผู้ฝึกตนผู้หญิงที่เหาะเหินเดินอากาศได้คนหนึ่ง” ฉินชูพูดขึ้น
โม่เต้าจื่อมองหน้าฉินชู “เ้าหมายถึงผู้ฝึกตนผู้หญิงที่ปรากฏตัวขึ้นมาที่เขตโบราณสถานชิงหยุนใช่หรือไม่ นางเป็มาอย่างไรไม่มีใครรู้ คนของสำนักชิงหยุนไม่เคยเห็นนางมาก่อน”
“ศิษย์เคยใกล้ชิดกับนางหนึ่งครั้ง อันที่จริง นางเป็คนมอบป้ายลัญจกรชิงหวางให้แก่ศิษย์” ฉินชูเล่าให้โม่เต้าจื่อฟัง
โม่เต้าจื่อพุ่งเข้ามาด้านหน้าและจับไหล่ฉินชูอย่างตื่นเต้น “เกิดอะไรขึ้น”
“เบาๆ หน่อยขอรับ...นี่ท่านผู้เฒ่า จะทำอะไร” ฉินชูปัดมือของโม่เต้าจื่อออก จากนั้นก็เริ่มเล่าเื่ที่เกิดขึ้นด้านในโบราณชิงหวางให้ฟัง
หลังจากได้ฟังที่ฉินชูเล่ามา โม่เต้าจื่อก็ส่ายหน้า “อย่าโทษข้าที่ตื่นตระหนกเกินไปเลย เพราะข้าคิดว่าผู้ฝึกตนผู้หญิงคนนั้นเป็องค์หญิงคนโตของราชวงศ์เฉียน”
“ทำไมท่านผู้เฒ่าโม่ถึงคิดเช่นนั้น” ฉินชูถามกลับอย่างสงสัย
“เพราะว่ามนุษย์ผู้ฝึกตนกับอสูรผู้ฝึกตนล้วนเหมือนกัน เมื่อบรรลุตบะขั้นที่หกแล้ว พวกเขาจะมีพลังวิเศษที่ไม่อาจคาดเดาได้ แม้โบราณสถานการณ์จะมีผนึกป้องกันอยู่ แต่ก็ไม่สามารถป้องกันผู้ฝึกตนขั้นที่หกได้ ดังนั้นหากองค์หญิงคนโตแห่งราชวงศ์เฉียนคิดจะเข้าไปก็ย่อมได้ และถ้าหากนางเป็คนที่มอบป้ายลัญจกรให้เ้า ข้าก็มีสิทธิ์ที่จะสงสัยเ้าว่าเป็คนของราชวงศ์เฉียน” โม่เต้าจื่ออธิบายถึงสาเหตุที่ตัวเองตื่นตระหนักเมื่อครู่
“จะเป็แบบนั้นได้อย่างไรกัน ศิษย์จะเป็คนของราชวงศ์เฉียนได้ยังไง” ฉินชูรู้สึกหมดคำจะพูดหลังจากถูกเข้าใจผิด
“อสูรจำแลงกายขั้นที่หกล้วนแต่มีอาคมกล้าแกร่ง แต่การที่นางมอบให้เ้าแบบนี้ แสดงว่านางทำการอย่างมีแบบแผน ไม่น่าจะลงมือทำอะไรบุ่มบ่าม” หลังจากโม่เต้าจื่อวิเคราะห์สถานการณ์อย่างละเอียด ภายในใจก็เริ่มสงบลง เพราะผู้ฝึกตนขั้นที่หกแข็งแกร่งเกินกว่าจะรับมือไหว
“องค์หญิงคนโตแห่งราชวงศ์เฉียนเป็ผู้ฝึกตนขั้นที่หก พลังความสามารถแข็งแกร่งเช่นนั้น แล้วทำไมราชวงศ์เฉียนไม่ใช้นางจัดการสี่สำนักมหาอำนาจั้แ่แรก” ฉินชูถามสิ่งที่ตัวเองไม่เข้าใจออกไป
โม่เต้าจื่อมองฉินชูราวกับมองคนโง่ “จริงอยู่ที่นางแข็งแกร่ง แต่เ้าคิดว่าสี่สำนักมหาอำนาจอ่อนแอหรือ ทุกสำนักล้วนมีขุมพลังที่เป็ไพ่ตายอยู่ การมีอยู่ของนางทำได้แค่ถ่วงดุลอำนาจให้ราชวงศ์เฉียน แต่นางยังแข็งแกร่งไม่มากพอที่จะสยบทั้งสี่สำนักได้ หากทั้งสี่สำนักร่วมมือกัน แม้ไม่อาจสังหารนาง แต่ก็สามารถบดขยี้ราชวงศ์เฉียนได้ ทว่าทั้งสองฝ่ายจะต้องเสียหายอย่างหนัก ดีไม่ดีอาจแย่เกินกว่าจินตนาการ”
“ดังนั้นราชวงศ์เฉียนจึงใช้วิธีสกปรกโดยการส่งหนอนบ่อนไส้มาแฝงตัวอยู่ในทุกสำนัก” ฉินชูเข้าใจแล้ว สถานการณ์ทุกอย่างที่เกิดขึ้นในตอนนี้ล้วนมีคนชักใยอยู่เื้ั
“ก่อนหน้าเ้าจะกลับมาจากหอศิษย์รับใช้ ข้าได้พูดคุยกับคนจากสามสำนักที่รุมโจมตีสำนักชิงหยุนของพวกเราอยู่ พวกเข้าล้วนใหลังจากข้าบอกสถานะที่แท้จริงของจงฮั่น แม้ว่าสำนักเตาเสวี่ย ตำหนักพญาจิ้งจอกและศาลาดาวฤกษ์จะรู้แล้วว่าถูกหนอนบ่อนไส้ของราชวงศ์เฉียนชักใยอยู่เื้ั แต่พวกเขาก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงหรือควบคุมสถานการณ์ได้” โม่เต้าจื่อพูดขึ้น
ฉินชูมีลางสังหรณ์ว่าสถานการณ์หลังจากนี้เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ไม่รู้ว่าทางสามสำนักมหาอำนาจจะตัดสินใจอย่างไร
เมื่อไม่มีธุระอะไร ฉินชูก็อยู่ฝึกตนที่ลานในจวนที่พำนักของโม่เต้าจื่อและคอยรับใช้โม่เต้าจื่ออยู่เป็ระยะ
ตอนนี้ศิษย์รับใช้อย่างฉินชูไม่เพียงแต่เป็หัวหอกแห่งยอดเขาชิงจู๋ อีกทั้งยังสามารถเดินร่อนไปทั่วทั้งเจ็ดยอดเขา ไม่ว่าจะเป็ผู้าุโหรือผู้คุมกฎก็ไม่อาจขวางทางเขาได้
ตอนนี้อำนาจของสำนักชิงหยุนอยู่ที่ใคร...อยู่ที่โม่เต้าจื่อ หลิงหยุนจื่อและหลัวเจิน ไม่ต้องพูดถึงเื่ประโยชน์ที่ฉินชูทำให้แก่สำนักชิงหยุน ทุกคนต่างรู้ดีว่าฉินชูเป็คนโปรดในสายตาของผู้กุมอำนาจของสำนักทั้งสามคน
ครึ่งเดือนผ่านไป บุคคลระดับสูงของสำนักเตาเสวี่ย ตำหนักพญาจิ้งจอกและศาลาดาวฤกษ์ก็ขอนัดพูดคุยกับโม่เต้าจื่อ หลิงหยุนจื่อและเหล่าบุคคลระดับสูงของสำนักชิงหยุน
โม่เต้าจื่อพาฉินชู หลิงหยุนจื่อและลู่หยวนมายังประตูใหญ่ของสำนักเพื่อมาพบปะกับบุคคลระดับสูงของสามสำนัก นับว่าเป็การประชุมเพื่อหารือของทั้งสี่สำนัก
“พวกเ้าทั้งสามสำนักสามารถผนึกกำลังการโจมตีสำนักชิงหยุนได้ แต่ทำไมไม่มีผู้ใดคิดจะรวมพลังกับสำนักชิงหยุนเพื่อโจมตีศัตรูฝั่งอื่น” เมื่อเข้าประจำที่ โม่เต้าจื่อก็พูดขึ้นทันที
“โม่เต้าจื่อ พูดเื่พวกนี้ในตอนนี้ก็ไม่มีประโยชน์ เื่ครั้งนี้มันไม่ชอบมาพากลจริงๆ พวกเ้าสำนักชิงหยุนเป็ฝ่ายค้นพบต้นตอของปัญหา แม้ทางฝั่งของตำหนักพญาจิ้งจอกยังไม่พบปัญหาในทำนองเดียวกัน แต่ก็ยากที่จะสืบค้นตอนนี้ ดังนั้นจำเป็ต้องพูดคุยเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลกัน” ผู้เฒ่าผมขาวจากตำหนักพญาจิ้งจอกพูดขึ้น เขาเป็ผู้าุโสูงสุดของตำหนักพญาจิ้งจอกนามว่าหลางเฟยเทียน
“พูดคุยเื่อะไร เป็ฝ่ายพวกเ้าที่้าจะถล่มสำนักชิงหยุนของพวกเราก่อน พวกเราสำนักชิงหยุนได้แต่ตั้งรับ” โม่เต้าจื่อพูดขึ้นอย่างขุ่นเคือง
“ตอนนี้พวกเ้ายอมมาพูดคุยเช่นนี้ก็เพราะว่าสามารถโจมตีกองกำลังของพวกเราตำหนักพญาจิ้งจอกจนต้องถอยกลับได้แล้วสินะ” หลางเฟยเทียนพูดขึ้น เพราะ่นี้กองกำลังของตำหนักพญาจิ้งจอกถูกกองกำลังของสำนักชิงหยุนโจมตีกลับจนต้องถอย
โม่เต้าจื่อมองไปทางหญิงชราในชุดคลุมสีเืที่เป็ผู้เข้าร่วมประชุมจากสำนักเตาเสวี่ย นางคือเ้าสำนักเตาเสวี่ยนามว่าหลัวชิงเซียว
“เรียกคนของพวกเ้ากลับไป แล้วพวกเราค่อยสู้กันใหม่ อย่าปล่อยให้คนพวกนั้นทำได้สำเร็จ” ใบหน้าของหลัวชิงเซียวฉายแววสังหาร ครั้งนี้สำนักเตาเสวี่ยได้รับความเสียหายอย่างหนัก เพราะหลัวเจินนำกองกำลังไล่ฆ่าลูกศิษย์ของสำนักเตาเสวี่ยไปไม่น้อย
โม่เต้าจื่อพยักหน้า “พวกเราจะต่อสู้กับสำนักเตาเสวี่ยวันหลัง แล้วทางศาลาดาวฤกษ์จะเอาอย่างไรต่อ หากพวกเราสำนักชิงหยุนมีปัญหากับสำนักเตาเสวี่ยและตำหนักพญาจิ้งจอก พวกเ้าจะคิดยังไง ยังคิดว่าพวกเราสำนักชิงหยุนอ่อนแอรังแกง่ายอยู่อีกหรือไม่”
โม่เต้าจื่อเบี่ยงไปถามทางฝั่งของศาลาดาวฤกษ์
“หวังว่าจะไม่มีปัญหากันอีก พวกเราก็แค่้าเขตยุทธศาสตร์บริเวณหุบเขาเทียนเซียง คนน้อย ผลประโยชน์ยิ่งสูง ใช่หรือไม่” ชายวัยกลางคนจากศาลาดาวฤกษ์พูดขึ้น
“เพื่อผลประโยชน์ถึงกับต้องรุกรานสำนักชิงหยุนของพวกเราเลยหรือ ดูเหมือนศาลาดาวฤกษ์จะกำเริบเสิบสานไปกันใหญ่แล้ว เอาไว้วันหลังพวกเราค่อยมาตัดสินกันว่าใครเป็บ่าวใครเป็ไพร่” ดวงตาของโม่เต้าจื่อผุดแววสังหาร ศาลาดาวฤกษ์ทำตัวหยิ่งผยองทำเหมือนไม่เห็นสำนักชิงหยุนอยู่ในสายตา
“เหอะ การประชุมครั้งนี้จัดขึ้นก็เพราะสำนักเตาเสวี่ยกับตำหนักพญาจิ้งจอก้าหารือ ข้าเองไม่ได้อยากมาหารือเกี่ยวกับจุดจบของพวกเ้าสำนักชิงหยุน” ชายวัยกลางคนจากศาลาดาวฤกษ์แค่นเสียงหัวเราะในลำคอ
“กู่เฟิง พวกเรานั่งลงพูดคุยกันในครั้งนี้ก็เพราะ้าหารือถึงบทสรุปศึกต่อสู้ ในเมื่อรู้แล้วว่ามีคนชักใยอยู่เื้ั หากขืนยังปล่อยให้เป็แบบนี้ต่อไป พวกเราทั้งสี่สำนักจะไม่ได้ผลประโยชน์อะไรเลย” หลางเฟยเทียนหันไปพูดกับคนที่เป็ตัวแทนจากฝั่งศาลาดาวฤกษ์
“แล้วจะเอายังไงกับเขตพื้นที่บริเวณหุบเขาเทียนเซียง ตอนนี้ใครๆ ก็อยากได้พื้นที่ตรงนั้น ทางศาลาดาวฤกษ์เองก็้าเช่นกัน” ชายวัยกลางคนจากศาลาดาวฤกษ์ก็คือคนที่หลางเฟยเทียนเรียกว่ากู่เฟิง
หลิงหยุนจื่อแสยะยิ้ม “เ้า้ากระนั้นหรือ ถ้างั้นก็ลองส่งกองกำลังเข้าไปสิ แล้วคอยดูว่าข้าจะฆ่าพวกนั้นอย่างไร”
มวลพลังทั่วทั้งร่างของกู่เฟิงโหมกระพือ แต่กลับทำอะไรไม่ได้ ต่อให้ตอนนี้เขาอยากจะต่อสู้แค่ไหน แต่ทางสำนักเตาเสวี่ยกับตำหนักพญาจิ้งจอกคงไม่ยอม
“ครั้งนี้ ทางตำหนักพญาจิ้งจอกของข้าได้รับความเสียหายไม่น้อย อีกทั้งทายาทผู้สืบทอดของข้ายังถูกฆ่าตายอีก แต่ข้าเลือกที่จะข่มกลั้นความแค้นนี้เอาไว้ก่อน ข้าไม่อยากให้คนที่หลบซ่อนอยู่ในเงามืดอาศัยโอกาสนี้ตลบหลัง ดังนั้นควรใช้วิธีการอันสันติหารือข้อสรุปเื่เขตพื้นที่หุบเขาเทียนเซียงจะดีกว่า” หลางเฟยเทียนพูดขึ้น แต่สายตาของเขาจ้องมองฉินชูที่อยู่ข้างๆ โม่เต้าจื่ออยู่ตลอด
ฉินชูเข้าใจดีว่าหลางเฟยเทียนอยากจะฆ่าเขาเพราะเขาเป็คนฆ่าหลางยู่
“ไม่ว่าเื่อะไรก็สามารถผ่อนปรนกันได้ เ้าชื่อฉินชูใช่หรือไม่ ในเมื่อเ้าฆ่าหลัวจ้าน ย่อมต้องชดใช้” หลังจากแสดงความเห็นว่าเห็นด้วยกับหลางเฟยเทียน หลัวชิงเซียวก็หันมามองฉินชู
สามารถพูดได้ว่าศึกต่อสู้ในครั้งนี้ยุติลงเป็การชั่วคราว แต่เห็นได้ชัดว่าตำหนักพญาจิ้งจอกกับสำนักเตาเสวี่ยไม่คิดจะปล่อยฉินชูไป การสังหารหลางยู่กับหลัวจ้านในครั้งนั้นได้กลายเป็อันตรายที่สลัดไม่หลุดของฉินชูไปเสียแล้ว
