บทที่ 30 อันดับหนึ่งในใต้หล้า
สร้างสรรค์อาคมขึ้นเองรึ?
ใครกันที่จะเก่งกาจถึงเพียงนี้? หลี่ชิงชิวรู้สึกประหลาดใจยิ่งนัก ในตอนนี้ผู้ที่นับว่าเป็นักบำเพ็ญเซียนที่แท้จริงนอกจากตัวเขาและเหล่าศิษย์น้องแล้ว ก็มีเพียงหยางเจวี๋ยติ่งและสวี่หนิงเท่านั้น
วันนี้คนที่ไปฝึกที่ทะเลสาบิญญาใต้พิภพคือเจียงจ้าวเซี่ยและหลี่สื่อจิ่น หรือจะเป็เจียงจ้าวเซี่ย? เขาพกพาความสงสัยไว้เต็มอก โผนทะยานร่างดุจวิหคร่อนผ่านยอดไม้ในป่า ข้ามผ่านพงไพรที่ถูกปกคลุมด้วยหิมะขาวโผนโดยไร้ซึ่งร่องรอยฝีเท้า
ระหว่างทางจากกึ่งกลางเขาขากลับสู่สำนัก เขามองเห็นเงาร่างของเหล่าศิษย์เป็ระยะ บางคนกำลังฝึกยุทธ บางคนกำลังทำงาน และบางคนกำลังประลองฝีมือกัน ดูแล้วเริ่มจะมีกลิ่นอายของสำนักยุทธในยุทธภพขึ้นมาบ้างแล้ว
ทันทีที่เขาก้าวเข้าสู่ลานเรือนใหม่ใต้ซุ้มประตูสำนัก หลี่ชิงชิวก็ถูกหยางเจวี๋ยติ่งดักรอไว้ทันที
“ท่านเ้าสำนัก ข้ามีเื่สำคัญจะบอกท่าน!” หยางเจวี๋ยติ่งกล่าวด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นสุดขีด มือของเขาคว้าหมับเข้าที่ข้อมือของหลี่ชิงชิวพลางออกแรงบีบโดยไม่รู้ตัว
หลี่ชิงชิวอึ้งไปครู่หนึ่ง หรือว่าคนที่สร้างสรรค์อาคมขึ้นมาจะเป็หยางเจวี๋ยติ่ง? นี่เป็เื่เหนือความคาดหมายยิ่งนัก เพราะในบรรดาพวกเขาทั้งหมด หยางเจวี๋ยติ่งคือคนที่เริ่มบำเพ็ญเซียนช้าที่สุด
เขาเดินตามหยางเจวี๋ยติ่งเข้าไปในป่าละเมาะข้างลานเรือนใหม่ หยางเจวี๋ยติ่งสอดส่ายสายตามองซ้ายมองขวา เมื่อมั่นใจว่าไม่มีใครอยู่ใกล้ๆ เขาจึงเอามือเท้าสะเอวแล้วหัวเราะอย่างภาคภูมิใจ “ท่านเ้าสำนัก ข้าสามารถผสานเคล็ดวิชาจาก ‘คัมภีร์หุ่นหยวน’ เข้ากับ ‘ฝ่ามือเทพเก้าชั้นฟ้า’ ของข้าได้แล้ว อานุภาพของมันเพิ่มพูนขึ้นมหาศาลเลยขอรับ!”
‘ฝ่ามือเทพเก้าชั้นฟ้า’ คือสุดยอดวิชาที่สร้างชื่อให้หยางเจวี๋ยติ่งระบือไปทั่วพสุธา พลังฝ่ามือแข็งแกร่งดุดัน ทว่าควบคุมได้ดั่งใจนึก หากใครถูกฝ่ามือนี้เข้าจังๆ จุดตันเถียนจะแตกซ่าน กระดูกและเส้นเอ็นจะแหลกละเอียดเป็ผง
หยางเจวี๋ยติ่งเชี่ยวชาญวรยุทธหลากหลายแขนง ทว่ามีเพียงฝ่ามือเทพเก้าชั้นฟ้านี้เท่านั้นที่เขาถ่ายทอดให้แก่อู๋หมานเอ๋อร์เพียงคนเดียว
หลี่ชิงชิวได้ยินดังนั้นดวงตาก็พลันเป็ประกาย ก่อนหน้านี้เขาเคยจินตนาการถึงการใช้ ‘ปราณิญญา’ มาสำแดงวรยุทธ ทว่าเขากลับทำไม่สำเร็จ
นึกไม่ถึงเลยว่าหยางเจวี๋ยติ่งจะทำได้
“ให้ข้าดูหน่อย” หลี่ชิงชิวเร่ง
หยางเจวี๋ยติ่งหมุนตัวกลับไป ตั้งท่าม้าอย่างมั่นคง สองหมัดเก็บไว้ที่ชายโครง ยามที่เขาเริ่มเดินพลัง ปรากฏว่าหิมะที่ทับถมอยู่ใต้ฝ่าเท้าของเขาเริ่มละลาย กลายเป็ไอความร้อนพวยพุ่งขึ้นมา
หลี่ชิวเลิกคิ้ว ประหลาดใจในรัศมีพลังของหยางเจวี๋ยติ่งยิ่งนัก
นี่เพิ่งจะบำเพ็ญเซียนได้ไม่นาน หยางเจวี๋ยติ่งกลับแข็งแกร่งถึงระดับนี้เชียวรึ?
ที่สำคัญที่สุดคือ หยางเจวี๋ยติ่งยังคงอยู่ในขั้นบำรุงปราณระดับที่ 1 ยังไม่ถึงระดับที่ 2 เสียด้วยซ้ำ ทว่าหากวัดกันที่รัศมีพลัง หลี่ชิงชิวรู้สึกว่าเขาในยามนี้มิได้ด้อยไปกว่าหลวี่ไท่โต่วเลยแม้แต่น้อย
แปลกนัก ในแผงหน้าจอมรดกเต๋า ค่าความเข้าใจของเขาก็ไม่ได้สูงขนาดนี้นี่นา!
หลี่ชิงชิวเกิดความฉงน เขาจ้องมองหยางเจวี๋ยติ่งตาไม่กะพริบ รอคอยดูฝ่ามือนั้น
หยางเจวี๋ยติ่งมิได้ปล่อยให้รอนาน เมื่อรวบรวมพลังจนถึงขีดสุด เขาพลันฟาดฝ่ามือขวาออกไปอย่างรุนแรง โน้มกายไปเบื้องหน้าเพียงเล็กน้อย ฝ่ามือนั้นราวกับัคะนองพุ่งออกจากมหาสมุทร พลังฝ่ามืออันน่าสะพรึงกลัวควบแน่นเป็กระแสลมวนที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่าพุ่งทะยานไปเบื้องหน้า กวาดเอาหิมะรอบทิศทางม้วนตลบประหนึ่งสายน้ำที่ถูกตัดขาด
ตูม!
ปราณฝ่ามือดุจัพุ่งทะยานอย่างป่าเถื่อน กระแทกเข้ากับต้นไม้เก่าแก่จนล้มครืน ทว่าในจังหวะที่ปราณฝ่ามือกำลังจะพุ่งต่อสายไป หยางเจวี๋ยติ่งพลันชักมือกลับ พลังฝ่ามือนั้นกลับถูกฉุดกระชากให้ไหลย้อนกลับมา ชักนำเอาเกล็ดหิมะที่ร่วงหล่นพุ่งเข้าหาพวกเขาทั้งสองอย่างรุนแรง พร้อมกับใบไม้แห้งและเศษหินที่ปลิวว่อน
ชายเสื้อของหลี่ชิงชิวถูกลมพัดโบกสะบัดอย่างหนัก เขาหรี่ตามองดู พลันรู้สึกว่า ‘ฝ่ามือเทพเก้าชั้นฟ้า’ รูปแบบนี้ช่างดูองอาจเท่ะเินัก
การฉุดกระชากพลังกลับเช่นนี้ จะทำให้ศัตรูที่เพิ่งาเ็สาหัสไม่มีโอกาสได้หลบหนีไปได้เลย นับว่ามีของดีจริงๆ
หยางเจวี๋ยติ่งสะบัดแขนขวาคราหนึ่ง สลายพลังฝ่ามือที่เหลืออยู่ กระแสปราณกระจายออกรอบตัวจนหิมะบนพื้นถูกเฉือนเป็ร่องลึกยาวหลายจาง
เขาหันมามองหลี่ชิงชิว พลางเชิดคางขึ้นเล็กน้อยเป็เชิงถามความเห็น
หลี่ชิงชิวกล่าวชมจากใจจริง “ยอดเยี่ยมมาก แข็งแกร่งจริงๆ เ้าจงจดบันทึกเคล็ดวิชานี้ไว้ วันหน้าจะนำเข้าสู่ ‘หอตำรา’ (Cang Jing Ge) นี่จะกลายเป็ยอดวิชาลับเฉพาะของสำนักชิงเซียว ความชอบครั้งนี้ข้าจะไม่มีวันลืมแน่นอน”
หยางเจวี๋ยติ่งได้ยินดังนั้นตั้งท่าจะค้าน ทว่าคำพูดกลับติดอยู่ที่ริมฝีปาก
หากไร้ซึ่งคัมภีร์หุ่นหยวน ฝ่ามือเทพเก้าชั้นฟ้าของเขาย่อมไม่มีวันสำแดงอานุภาพได้ถึงเพียงนี้
“น่าเสียดายที่ด้วยตบะของข้าในยามนี้ ฟาดได้เพียงฝ่ามือเดียวพลังก็แทบหมดสิ้นแล้วขอรับ สิ้นเปลืองปราณมหาศาลจริงๆ” หยางเจวี๋ยติ่งกล่าวกลั้วหัวเราะอย่างขมขื่น
มันน่าแปลกนัก ปราณพิเศษในร่างเขาตอนนี้ดูจะยิ่งใหญ่และแข็งแกร่งกว่าลมปราณเดิมมหาศาล ทว่าพอฟาดออกไปเพียงครั้งเดียวกลับเหมือนถูกสูบจนเกลี้ยงร่าง
สิ่งนี้ทำให้เขาเห็นว่าขีดจำกัดของคัมภีร์หุ่นหยวนนั้น มิใช่วรยุทธทั่วไปจะเปรียบเทียบได้เลย จะเรียกมันว่ายอดวิชาสะท้านภพก็คงไม่เกินไปนัก หากวิชานี้หลุดเข้าไปในยุทธภพ ย่อมต้องเกิดการนองเืแย่งชิงกันขนานใหญ่แน่นอน
เมื่อคิดได้ดังนั้น สายตาที่เขามองหลี่ชิงชิวก็เปลี่ยนไป
เ้าสำนักผู้นี้ปฏิบัติต่อเขาด้วยความจริงใจยิ่งนัก มิเช่นนั้นคงไม่ถ่ายทอดวิชาเทพเช่นนี้ให้เขาหรอก
“เ้าเพิ่งฝึกคัมภีร์หุ่นหยวนได้นานแค่ไหนกัน ค่อยเป็ค่อยไปเถอะ อีกสิบปีข้างหน้า เ้าต้องได้เป็ยอดฝีมืออันดับต้นๆ ของยุทธภพแน่นอน” หลี่ชิงชิวให้กำลังใจ
“สิบปีรึ? ท่านดูแคลนคัมภีร์หุ่นหยวน หรือดูแคลนข้ากันแน่? อีกสิบปีข้างหน้า ข้าจะเป็อันดับหนึ่งในใต้หล้า!”
หยางเจวี๋ยติ่งกล่าวด้วยน้ำเสียงฮึกเหิม ก่อนจะนึกอะไรได้แล้วเสริมว่า “เอ้อ... ยกเว้นคนในสำนักเราเองน่ะนะ”
พร์ของเจียงจ้าวเซี่ยและสวี่หนิงนั้นทำให้เขารู้สึกหวาดหวั่น ไหนจะอู๋หมานเอ๋อร์และหลี่ซื่อเฟิงอีก ทุกคนล้วนมีศักยภาพที่น่ากลัวทั้งสิ้น
หลี่ชิงชิวมิได้คุยเื่นี้ต่อ ทว่าถามถึงวิธีการที่เขาผสานคัมภีร์หุ่นหยวนเข้ากับฝ่ามือเทพเก้าชั้นฟ้า ซึ่งหยางเจวี๋ยติ่งก็มิได้ปิดบัง เล่ารายละเอียดให้ฟังอย่างหมดเปลือก
หลังจากฟังอยู่นาน หลี่ชิงชิวก็ยังไม่ค่อยเข้าใจว่าหยางเจวี๋ยติ่งเกิดความคิดสร้างสรรค์แบบนั้นได้อย่างไร เขาจึงสรุปเอาเองว่ามันคือ ‘ประสบการณ์’ ในเชิงยุทธ... ข้อได้เปรียบเดียวที่หยางเจวี๋ยติ่งมีเหนือกว่าทุกคน และเป็สิ่งที่พวกเขามิอาจตามทันได้ในเวลาอันสั้น
อย่างไรก็ตาม การที่หยางเจวี๋ยติ่งสร้างสรรค์อาคม (หรือวิชายุทธกึ่งอาคม) ให้สำนักชิงเซียวได้นั้น นับเป็ความชอบใหญ่หลวง
ดังนั้น ก่อนมื้อค่ำ หลี่ชิงชิวจึงสั่งให้จางยวี่ชุนฆ่าไก่หนึ่งตัวเพื่อเลี้ยงฉลอง และประกาศเื่นี้ให้เหล่าศิษย์ทราบ เพื่อเป็แรงบันดาลใจให้ทุกคนริเริ่มสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ
ทว่าหยางเจวี๋ยติ่งสร้างยอดวิชาแบบไหนขึ้นมานั้น หลี่ชิงชิวมิได้แจกแจงรายละเอียด
หลังมื้อค่ำ เจียงจ้าวเซี่ยมาหาหลี่ชิงชิวที่ห้องเพื่อถามถึงเื่นี้ ซึ่งหลี่ชิงชิวก็มิได้ปิดบัง
เมื่อได้รู้ว่าหยางเจวี๋ยติ่งอาศัยคัมภีร์หุ่นหยวนมาดัดแปลงยอดวิชาดั้งเดิมของตนจนกลายเป็วรยุทธที่แข็งแกร่งขึ้น เจียงจ้าวเซี่ยก็นิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะขอตัวลาหลี่ชิงชิวไปโดยไม่พูดอะไรต่อ
หากเื่นี้ช่วยกระตุ้นเจียงจ้าวเซี่ยได้ก็นับเป็เื่ดี หลี่ชิงชิวเฝ้ารอวันที่เจียงจ้าวเซี่ยจะสร้างอาคมขึ้นมาเองได้บ้าง
อย่าว่าแต่เพื่อมรดกเต๋าเลย ต่อให้เป็สำนักในยุทธภพ ใครบ้างจะปฏิเสธการมีวรยุทธเพิ่มขึ้น หากมองในภาพกว้าง นี่คือ ‘รากฐานและบารมี’ ของสำนัก
ยามดึกสงัด จวนเจียนจะถึงยามจื่อ (23.00 น.) หลี่ชิงชิวมาถึงป่าละเมาะที่ฉินเยี่ยและอู่เป้าอวี้ลงนัดกันไว้ เขารออยู่ครู่หนึ่ง ฉินเยี่ยก็มาถึง
ฉินเยี่ยยืนอยู่ในป่าด้วยท่าทีประหม่า ในใจลึกๆ แอบนึกเสียใจ ทว่าเขาก็ปรารถนาที่จะแข็งแกร่งขึ้นเหลือเกิน
เขารู้ดีว่า หากฝึกยุทธตามหยางเจวี๋ยติ่งเพียงอย่างเดียว เขาก็คงเก่งได้แค่เท่าๆ กับศิษย์คนอื่น ยากจะโดดเด่นขึ้นมาในสำนักชิงเซียวได้ นี่คือการ ‘เดิมพัน’ เพื่อหาโอกาสให้ตนเอง
แกร๊ก—
เสียงกิ่งไม้หักดังขึ้น ขัดจังหวะความคิดของฉินเยี่ย เขาหันไปมองเห็นอู่เป้าอวี้เดินถือตะเกียงน้ำมันออกมาจากความมืด
ทั้งคู่มิได้สังเกตเห็นเลยว่าหลี่ชิงชิวแอบซุ่มอยู่บนต้นไม้
“แม้จะหวาดกลัว ทว่าเ้าก็ยังมา พิสูจน์ได้ว่าในกระดูกของเ้ามีความทะเยอทะยานซ่อนอยู่”
เสียงของอู่เป้าอวี้แว่วมา ฉินเยี่ยเกล้ามองไม่เห็นสีหน้าของเขา จึงยิ่งรู้สึกตื่นเต้นมากขึ้น
ไม่นานอู่เป้าอวี้ก็เดินเข้ามาใกล้ เขาแขวนตะเกียงไว้ที่กิ่งไม้ข้างๆ ก่อนจะดึงพลองไม้ออกมาจากด้านหลังสองเล่ม แล้วโยนเล่มหนึ่งให้ฉินเยี่ย
ฉินเยี่ยเกือบจะรับไว้ไม่ทัน โชคดีที่ความมืดช่วยพรางใบหน้าที่แดงก่ำด้วยความประหม่าของเขาไว้ได้
“เ้ารู้ไหมว่าไฉนข้าจึงเลือกเ้า?” อู่เป้าอวี้จ้องมองฉินเยี่ยแล้วถามขึ้น
“เพราะข้าขยันรึขอรับ?”
“ไม่... เพราะพร์เ้ามันห่วยแตก และเ้าไม่เป็ที่โปรดปรานของอาจารย์เ้า”
คำพูดของอู่เป้าอวี้ประดุจคมดาบกรีดลึกลงในใจของฉินเยี่ย
ฉินเยี่ยตระหนักดีว่าอาจารย์ (หลี่ชิงชิว) มิได้คาดหวังในตัวเขามากนัก ยิ่งพร์ของสวี่หนิงเป็ที่ประจักษ์แก่สายตาทุกคน เขาก็ยิ่งรู้สึกถูกกดทับจนหมดมานะ
หลี่ชิงชิวที่แอบอยู่หลังต้นไม้แอบด่าในใจ อู่เป้าอวี้ เ้าคนชอบยุแยงตะแคงรั่ว!
ทว่าเขาก็อดมิได้ที่จะทบทวนตัวเองดู ว่าเขาละเลยฉินเยี่ยไปจริงๆ หรือไม่? แม้ฉินเยี่ยจะเข้าสำนักมาด้วยผลประโยชน์แลกเปลี่ยน ทว่าอย่างไรเด็กคนนี้ก็เป็ลูกศิษย์ของเขา
หลี่ชิงชิวตัดสินใจว่าวันหน้าจะต้องดูแลฉินเยี่ยให้มากขึ้น เพราะปกติเด็กคนนี้ทำงานกระตือรือร้นนัก ไม่มีกิริยาโอหังหรือเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่ออย่างพวกลูกผู้ดีเลย
“ข้าเข้าไม่ถึงตัวสวี่หนิง จึงทำได้เพียงหาเ้า ข้า้าให้เ้าสืบทอดเพลงพลองชุดนี้ต่อไป หากถ่ายทอดให้ศิษย์คนอื่น เพลงพลองนี้คงยากจะรั้งอยู่ในสำนักชิงเซียวในฐานะมรดกได้ อีกอย่าง ตระกูลฉินของเ้ามีใจใฝ่ในราชการ วันหน้าเ้าสามารถใช้เพลงพลองชุดนี้ท่องไปในสมรภูมิ เมื่อฝึกจนสำเร็จ เ้าจะเป็ยอดคนผู้สยบข้าศึกนับหมื่น” อู่เป้าอวี้กล่าวด้วยน้ำเสียงเฉยชา ไร้ซึ่งอารมณ์ใดๆ
ฉินเยี่ยรู้สึกสับสน ถามอย่างระมัดระวังว่า “ท่านาุโ ท่านผ่านเื่ราวเลวร้ายมาขนาดนั้น ยังอนุญาตให้ข้าใช้เพลงพลองของท่านไปเข้าร่วมกองทัพรึขอรับ?”
อู่เป้าอวี้ตอบด้วยสีหน้าเรียบเฉย “ฮ่องเต้โฉด ขุนนางชั่ว เป็เพียงเื่ชั่วคราวเท่านั้น พวกเราเกิดบนแผ่นดินนี้ การปกป้องแผ่นดินย่อมเป็หน้าที่ของผู้ฝึกยุทธอย่างเราเสมอไป”
ฉินเยี่ยฟังจบก็รู้สึกเืในกายพวยพุ่ง ขณะเดียวกันเขาก็เกิดความเคารพต่ออู่เป้าอวี้ขึ้นมาอย่างลึกซึ้ง
“เริ่มเถอะ เพลงพลองนี้มีชื่อว่า ‘พลองสยบมารหมื่นทัพ’ ยอดคนที่ถ่ายทอดวิชานี้ให้ข้านั้นลึกลับนัก ข้ามิอาจทราบชื่อจริงของเขาได้ หากวันหน้าเ้าได้พบเขา จงขอบคุณเขาแทนข้าด้วย... นี่คือเพลงพลองที่เป็อันดับหนึ่งในใต้หล้าอย่างแน่นอน”
กล่าวจบ อู่เป้าอวี้ก็ตั้งพลองยาวขวางลำตัวไว้เบื้องหน้า
หลี่ชิงชิวได้ยินถึงตรงนี้ก็วางใจลงสิ้น เขาไม่ได้สนใจเพลงพลองสยบมารหมื่นทัพอะไรนั่น และนี่คือวาสนาส่วนตัวของฉินเยี่ย เขาจึงไม่อยากเข้าไปก้าวก่าย
หลายวันต่อมา อู่เป้าอวี้อาศัยเวลาว่างคอยถ่ายทอดเพลงพลองให้ฉินเยี่ย
เจ็ดวันให้หลัง
จางยวี่ชุนมาหาหลี่ชิงชิว บอกว่าอู่เป้าอวี้ลงเขาไปแล้ว เขาเกรงว่าจะนำปัญหามาสู่สำนักชิงเซียว จึงเลือกที่จะจากไป
หลี่ชิงชิวมิได้สั่งให้คนตามไป อย่างไรเสียอู่เป้าอวี้ก็ได้ทิ้งยอดวิชาของตนไว้ให้แล้ว
“ศิษย์พี่ แผนการรับศิษย์ให้ครบห้าสิบคนก่อนสิ้นปี ดูท่าจะเป็เื่ยากเสียแล้วขอรับ” จางยวี่ชุนทอดถอนใจ
หากไร้ซึ่งชื่อเสียง การรับศิษย์นั้นยากเย็นแสนเข็ญนัก
เว้นแต่เขาจะไปรับพวกผู้อพยพ ทว่าผู้อพยพก็มักจะมีแต่เด็กกำพร้าหรือไม่ก็คนแก่คนป่วย สำนักชิงเซียวในยามนี้้าคนหนุ่มสาวที่แข็งแรง
หลี่ชิงชิวหัวเราะ “ข้าก็แค่พูดไปอย่างนั้นแหละ แทนที่จะเน้นปริมาณศิษย์อย่างบ้าคลั่ง การวางรากฐานให้มั่นคงก่อนนั่นแหละคือสิ่งสำคัญที่สุด”
จางยวี่ชุนยังคงดูหงอยๆ ทั้งคู่สนทนากันครู่หนึ่งก่อนจางยวี่ชุนจะขอตัวลา ส่วนหลี่ชิงชิวยังคงชักนำปราณฝึกตนอยู่ในห้องต่อไป
เหมันต์ปีนี้ไม่มีเื่พิเศษใดเกิดขึ้น หลังจากพวกเฝิงไต้จากไปก็ไม่กลับมาอีกเลย แม้แต่คนที่ขึ้นเขามาขอพักแรมก็ไม่มี
พริบตาเดียว สองเดือนผ่านพ้นไป สวี่หนิงบรรลุ ขั้นบำรุงปราณ ระดับที่ 3 ได้สำเร็จ นอกเหนือจากนางแล้ว ยังไม่มีใครในสำนักชิงเซียวบรรลุถึงขั้นที่ 2 เลย บ่งบอกให้เห็นว่าวิถีเซียนนั้นยากลำบากเพียงใด
จวนเจียนจะถึงเทศกาลตรุษจีน ในที่สุดก็มีแขกมาเยือน ซึ่งก็คือ ฉินเจวี๋ย บิดาของฉินเยี่ย เขานำคนรับใช้นับสิบคนแบกหีบใบใหญ่มามากมาย ภายในบรรจุเสบียงอาหาร สุราเลิศรส และฟูกหนามามอบให้ด้วยความจริงใจยิ่งนัก
หลี่ชิงชิว, จางยวี่ชุน และหยางเจวี๋ยติ่ง ร่วมดื่มน้ำชากับฉินเจวี๋ยอย่างเป็กันเอง ส่วนฉินเยี่ยกำลังกวาดลานเรือนอยู่ใกล้ๆ และแอบฟังบทสนทนาไปด้วย
คุยกันได้ครู่หนึ่ง ฉินเจวี๋ยพลันเอ่ยขึ้นว่า “จริงสิ เมื่อเดือนก่อนเกิดเื่ใหญ่ขึ้น ยอดฝีมือพรรคมารที่หายสาบสูญไปสิบกว่าปีกลับมาปรากฏกายอีกครั้ง คนผู้นั้นถือพลองเหล็กบุกเดี่ยวเข้าวังหลวง สังหารองครักษ์ไปนับร้อย เกือบจะเข้าถึงตัวฮ่องเต้ได้แล้ว ทว่าท้ายที่สุดถูกยอดฝีมือ ‘องครักษ์พิทักษ์นภา’ ร่วมมือกันสังหาร ศีรษะของเขาถูกแขวนประจานไว้ที่ประตูเมืองหลวงเพื่อเป็เยี่ยงอย่างแก่ชาวโลก”
“ยอดฝีมือพรรคมารคนนี้มิธรรมดาเลยทีเดียว เขาคือผู้าุโพิทักษ์ทิศเหนือ นามว่าอู่เป้าอวี้ ผู้ที่ทำแต่เื่ชั่วช้าสังหารคนเป็ผักปลา เขาตายอย่างอนาถนัก ดวงตาทั้งสองข้างถูกควักออก ว่ากันว่าฮ่องเต้ทรงมิชอบแววตาของเขาเอาเสียเลย”
เคร้ง!
ไม้กวาดในมือฉินเยี่ยร่วงหล่นลงพื้น สีหน้าของเขาแข็งค้าง ดุจคนสิ้นสติ จ้องมองบิดาของตนเขม็ง...
