ผ่านไปไม่นาน การหายใจของเฉาอู๋จิ่วก็เริ่มเป็ปกติ ทุกคนต่างถอนหายใจด้วยความโล่งอก
ิหยวนเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงแ่เบา “ของจวนตระกูลป๋อหรือ?”
“ข้ามิใช่คนประเภทที่พกของล้ำค่าติดตัวตลอดเวลา” หยางจวินส่ายหัวพลางยิ้ม “พระพุทธองค์ตรัสว่า สิ่งใดไม่ควรพูด ก็อย่าพูด”
ิหยวนหันไปมองหม่านสือชีที่นั่งเฝ้าเฉาอู๋จิ่วอยู่ข้างเตียง สายตาไม่ละไปไหน เขาจึงถอนหายใจพลางเรียกอีกฝ่าย “พวกเ้าเข้าวังในวันนี้ เกิดเื่ใดขึ้นบ้าง เล่าให้พวกข้าฟังอย่างละเอียด”
หม่านสือชีมองเฉาอู๋จิ่วที่นอนอยู่บนเตียงด้วยความเป็ห่วง ก่อนจะรวบรวมสติ “แม้จะบอกว่าให้พวกข้าเข้าเฝ้า แตจริงๆ แล้วพวกข้าไม่ได้พบฮ่องเต้หรอก ผู้ที่อยู่ในนั้นมีเพียงเซี่ยไท่ฟู่ หวังไท่เว่ย[1] จ้าวอ๋องและซื่อจื่อ ตอนแรกพวกขันทีไม่ให้ข้าเข้าเฝ้าด้วยซ้ำ แต่เหล่าเฉาบอกว่าเขาเพิ่งสูญเสียญาติผู้พี่ สติสัมปชัญญะไม่สมบูรณ์ เกรงว่าจะประพฤติตัวไม่เหมาะสมต่อหน้าฝ่าา พวกขันทีจึงยอมให้ข้าเข้าพระตำหนัก”
“แล้วว่าอย่างไรบ้าง?”
“มิได้พูดสิ่งใดมากนัก เซี่ยไท่ฟู่ปลอบใจเหล่าเฉา ให้เขาทำใจ และตั้งใจศึกษาเล่าเรียน สร้างคุณงามความดีเพื่อบ้านเมือง”
“สหายเฉาว่าอย่างไร?”
“เขาจะพูดอย่างไรได้ นอกจากคำนับขอบคุณ บอกว่าตนเองความรู้น้อย ทั้งบุ๋นและบู๊ล้วนไม่เอาไหน คงทำให้ทุกคนผิดหวัง”
“แล้วอย่างไรต่อ?”
“จากนั้นพวกข้าก็ออกมา”
“ไม่พูดสิ่งอื่นใดแล้วหรือ?”
“ไม่มี” หม่านสือชีครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง “อ้อ! ตอนที่พวกข้ากำลังจะออกจากวัง ขันทีที่นำทางพูดขึ้นว่าให้คุณชายเฉาอยู่บ้าน ตั้งใจศึกษาเล่าเรียน มิควรออกไปไหน”
ิหยวนกับหยางจวินสบตากัน “เ้าจำขันทีคนนั้นได้หรือไม่? ใช่คนที่พาพวกเ้าเข้าไปหรือเปล่า?”
“จำไม่ได้แล้ว ตอนนั้นข้าเป็ห่วงแผลของเหล่าเฉา พวกขันทีก็เอาแต่ก้มหน้าเดิน ไม่พูดไม่จา ข้าจะไปจำได้อย่างไร”
ิหยวนพยักหน้า หม่านสือชีจึงเดินกลับไปนั่งเฝ้าเฉาอู๋จิ่วข้างเตียง
“เ้าว่า...”
“เ้าว่า...”
ิหยวนกับหยางจวินต่างชะงักและหยุดพูดพร้อมกัน หยางจวินค่อยเอ่ยด้วยรอยยิ้ม“เ้าถามก่อนเถิด”
“ตกลง” ิหยวนยิ้มอย่างอธิบายไม่ถูก เขารู้สึกเหมือนหลุดออกจากบรรยากาศอึดอัดเมื่อครู่ เพราะเมื่อเทียบกับชีวิต การประลองปัญญาไม่สำคัญเลยสักนิด “เ้าว่าขันทีคนนั้นเป็คนของใคร? ตระกูลเซี่ย ตระกูลหวัง หรือว่าจ้าวอ๋องกันแน่?”
“ข้าไม่รู้ว่าเขาเป็คนของใคร แต่ข้ารู้ว่าเขาไม่ได้จงรักภักดีต่อผู้ใด”
“หมายความว่าอย่างไร?”
จู่ๆ ดวงตาของหยางจวินก็เป็ประกาย เหมือนนึกบางอย่างออก “พวกเรามาเล่นเกมทายใจกันดีหรือไม่? เขียนคำตอบลงบนฝ่ามือ ดูสิว่าพวกเราคิดเหมือนกันหรือไม่?”
“ตกลง!” ิหยวนหยิบพู่กันกับกระดาษบนโต๊ะส่งให้หยางจวินเล่มหนึ่ง ส่วนตัวเองก็เขียนบางอย่างลงบนฝ่ามือ
ทั้งสองเขียนเสร็จในเวลาไล่เลี่ยกัน หยางจวินจึงยกเทียนบนโต๊ะขึ้น ทั้งสองสบตากันแวบหนึ่ง ก่อนจะแบมือออก
บนฝ่ามือของทั้งสองมีตัวอักษรตัวเดียวกัน นั่นก็คือตัว “จ้าว”
ิหยวนรู้สึกทึ่งกับความคิดที่ตรงกันอีกครั้ง “เมื่อครู่เ้าอยากจะถามเื่ใด?”
“ไม่ใช่เื่เดียวกัน แต่ก็เกี่ยวข้องกัน”
“เลิกพิรี้พิไร รีบพูดมาเถิด”
“ข้าแค่อยากรู้ว่าเหตุใดชายาจ้าวอ๋อง ถึงได้รับผลกระทบไปด้วย”
ิเยี่ยยืนฟังทั้งสองคุยกันอยู่นาน “เกิดเื่ใหญ่ขนาดนี้แล้ว พวกเ้ายังมีอารมณ์มาเล่นทายคำกันอีกหรือ!”
ิหยวนยิ้มน้อยๆ เขาสบตากับหยางจวิน ทั้งสองคนต่างพากันหลบสายตา แล้วเช็ดคราบหมึกบนฝ่ามือ หยางจวินทำท่าทีสบายๆ ปล่อยให้ิหยวนเป็คนอธิบายให้ิเยี่ยฟัง “เยี่ยเก้อเอ๋อร์ เ้ารู้หรือไม่ว่าชายาจ้าวอ๋องเป็คนสกุลใด?”
“ข้ามีหรือจะรู้จักสตรีในจวน”
ิเยี่ยเริ่มหงุดหงิด แต่ิหยวนกลับไม่ถือสา “เ้าเป็คนบอกข้ามิใช่หรือไร? ว่าตระกูลหวนส่งหญิงงามแต่งเข้าวังหลัง หรือเ้าไม่รู้ความหมายของมัน?”
ิเยี่ยยังคงทำหน้าไม่เข้าใจ “ตอนที่อาจารย์โหวสอนประวัติศาสตร์ คงไม่ได้เข้าหูเ้าเลยสินะ ในอดีตตระกูลหวนเรืองอำนาจ ใช้อำนาจในทางมิชอบ บังคับให้บุตรีและหลานสาวแต่งงานกับเชื้อพระวงศ์ จ้าวอ๋องก็ถูกบังคับให้แต่งงานในครานั้นเช่นกัน”
“อ้อ!” ิเยี่ยร้องเสียงดัง เหมือนนึกอะไรออก “ชายาอ๋องคือคนสกุลหวน!”
ทั้งสามคนรู้คำตอบอยู่ในใจ แต่ไม่มีใครปริปากพูด วันนั้นคนร้ายเอ่ยคำว่า “ท่านแม่ทัพ” หลังจากฮ่องเต้และซื่อจื่อจ้าวอ๋องถูกลอบสังหาร ชายาอ๋องสกุลหวนก็ได้รับผลกระทบไปด้วย เช่นนั้นคนร้ายที่อยู่เื้ัเหตุการณ์ทั้งหมด และคนที่ขันทีคนนั้นจงรักภักดีก็น่าจะเป็...
“แต่เหตุใดถึงเกี่ยวข้องกับขันทีคนนั้น?”
“คนร้ายที่ลอบสังหารในงานเทศกาลโคมไฟ กับคนที่ลอบสังหารสหายเฉาอาจเป็คนเดียวกันก็ได้ ตระกูลหวน้าใส่ร้ายตระกูลเว่ย ย่อมต้องกำจัดคนสำคัญของตระกูลเว่ยให้หมด หากจ้าวอ๋องรู้ว่าชีวิตเฉาอู๋จิ่วตกอยู่ในอันตราย และ้าเตือนพวกเรา เขาคงไม่ใช้วิธีบอกใบ้เช่นนี้หรอก”
ิเยี่ยฟังแล้วก็ยังไม่ค่อยเข้าใจ ทำได้เพียงพยักหน้าหงึกๆ
วันนี้เป็วันสำคัญ เป็วันที่ตัดสินชะตาชีวิตของเฉาอู๋จิ่ว หม่านสือชีจึงไม่ยอมออกไปไหน ส่วนิหยวนก็ไม่อาจปล่อยให้ิเยี่ยอยู่ที่นี่คนเดียว พวกเขาจึงอยู่เป็เพื่อนหม่านสือชี ส่วนหยางจวินก็นั่งเงียบๆ อยู่ในห้อง
“ท่านป๋อน้อยเดินทางมาที่นี่ มีธุระอื่นอีกหรือไม่?”
“ไม่มี”
“มาเพียงเพื่อส่งข่าวหรือ?”
“มาเพียงเพื่อส่งข่าว”
“ข่าวก็ส่งแล้ว”
“ที่บอกว่ามาส่งข่าว จริงๆ แล้วข้าเป็ห่วงเฉาอู๋จิ่วต่างหาก ตอนนี้เขายังไม่พ้นขีดอันตราย ข้าต้องรอจนกว่าเขาปลอดภัย ถึงจะกลับไปรายงานท่านแม่ทัพเซี่ยได้”
ิหยวนได้ยินดังนั้นก็อดหยอกล้อไม่ได้ “หรือว่าท่านแม่ทัพหวนเป็คนส่งเ้ามา เพื่อให้เ้ามาดูการตายของเฉาอู๋จิ่วให้เห็นกับตา?”
หยางจวินไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะพูดเช่นนั้น จึงหัวเราะออกมา ก่อนจะรีบปิดปาก เลิกคิ้วแล้วยิ้ม “เป็ไปได้”
ิหยวนจ้องหน้าหยางจวินอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเดินเข้าไปดูอาการเฉาอู๋จิ่ว แต่พอเดินมาถึงหน้าประตู เขาก็หันกลับมาถามหยางจวิน “คำถามสุดท้าย... เ้าคิดขึ้นมาเองจริงๆ หรือ?”
หยางจวินอึ้งไป ยังไม่ทันได้กระจ่างและคิดจะเอ่ยถาม ิหยวนก็เดินเข้าไปในห้องแล้ว
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว เทียนไขบนโต๊ะถูกจุดและดับไปหลายรอบ ิหยวนตรวจชีพจรของเฉาอู๋จิ่ว ก่อนจะถอนหายใจด้วยความโล่งอก หันไปมองรอบๆ ห้องก็พบว่าิเยี่ยกับหม่านสือชีกำลังนั่งล้อมเตียงอยู่ สายตาจ้องมองมาที่เขาอย่างใจจดใจจ่อ ิหยวนใบหน้าเรียบเฉยและนิ่งไปครู่หนึ่ง
“เลิกแกล้งข้าสักทีเถิด ข้าทนรับความวิตกนี้มิได้อีกแล้ว” หม่านสือชีร้อนใจจนแทบคลั่ง
ิหยวนจึงยิ้มออกมา ก่อนจะพยักหน้า
โชคดีที่มีโสมูเาล้ำค่า เฉาอู๋จิ่วจึงรอดพ้นจากความตายมาได้
“ขอบพระคุณฟ้าดิน!”
“โอ๊ย! ใแทบแย่!”
ิหยวนเงยหน้าขึ้น หยางจวินไม่ได้แสดงท่าทีตื่นเต้นดีใจเหมือนกับคนอื่นๆ แต่กลับส่งยิ้มให้เขาอย่างสงบ
ทันใดนั้นิเยี่ยก็ลุกขึ้นยืน “แย่แล้ว!”
“เกิดอันใดขึ้น?”
“พี่สือชีพลาดการสอบซ่อม...”
-----
เชิงอรรถ
[1] ไท่เว่ย ( 太尉 ) เป็ตำแหน่งขุนนางฉิน ไท่ ( 太 ) แปลว่ายิ่งใหญ่ เว่ย ( 尉 ) หมายถึงผู้รักษาความสงบจึงใช้เป็คำเรียกขุนนางฝ่ายทหาร ในสมัยต้นราชวงศ์ฮั่นตะวันตกเป็ตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุด
