“ที่นี่มีน้ำ และเราสามารถล่าสัตว์ได้เพื่อทำเนื้อแห้ง เราจะพักที่นี่สักสองวัน รอให้สถานการณ์ของพวกฏผ้าธงแดงสงบลงก่อนแล้วค่อยลงจากูเา”
จากคำพูดของเฉินถั่วถง เฉินอ่าวคิดว่ามันเป็ไปได้ เพราะอาหารเป็สิ่งสำคัญที่สุด พวกเขาหนีมาอย่างเร่งรีบและไม่ได้เตรียมอะไรไว้เลย ตอนนี้เมื่อมีโอกาสแล้ว พวกเขาก็อยากจะเตรียมตัวให้พร้อมทุกอย่างก่อนออกเดินทางระยะยาว
ทุกคนในครอบครัวแซ่เฉิน มองไปยังครอบครัวแซ่หยู่และชาวบ้านหยานโจวคนอื่นๆ การปรากฏตัวของพวกเขามีทั้งข้อดีและข้อเสีย
ข้อดี คือการรวมกลุ่มกันจะทำให้มีพลังมากขึ้น และพวกเขาสามารถช่วยปกป้องบ่อที่อยู่ตรงหน้าได้ยามที่พวกเขามีธุระออกไปข้างนอก
แต่ข้อเสียก็ชัดเจนเช่นกัน นั่นคืออาหารและเสบียงที่เหลือ ก็ต้องถูกแบ่งปันและเหลือน้อยลง
มีทั้งผลดีและผลเสียดังที่เฉินอ่าวเคยกล่าวไว้ ว่าพลังของกลุ่มยังคงจำเป็อยู่จนกว่าพวกเขาจะตั้งรากฐานที่มั่นคงได้
เป็ไปไม่ได้เลย ที่จะเอาเปรียบใครสักคนในยามที่้าความช่วยเหลือ แล้วตัดทิ้งไปเมื่อไม่้า
“ในป่ามีเหยื่อมากมาย พรุ่งนี้ข้าจะพาพวกเขาไปล่าสัตว์ อย่างน้อยเราก็สามารถปกป้องสระน้ำนี้ไว้ เตรียมอาหารที่จำเป็สำหรับการเดินทาง”
เมื่อพูดถึงเื่นี้ เฉินถั่วถงก็กังวล ว่าจะใช้ภาชนะแบบไหนในการบรรจุน้ำดื่ม
นี่เป็ยุคโบราณ ไม่มีแคปซูลแบบพับเก็บพกพาได้ และไม่รู้อีกด้วยว่าแหล่งน้ำต่อไปจะอยู่ที่ไหน เื่น้ำจึงยังคงเป็ปัญหาที่มองไม่เห็นทางออก
หากแต่ละคนบริโภคน้ำในปริมาณที่เพียงพอ การพกน้ำทั้งดื่มและใช้จึงค่อนข้างเยอะกว่าปริมาณของอาหาร
ด้วยพละกำลังของเฉินต้า บวกกับความพยายามของนางและเฉินอ่าว พวกเขาสามารถแบกได้อย่างสบายๆ แต่จะใช้อะไรสำหรับเก็บน้ำไม่ให้หกหรือระเหยทิ้งนั่นเป็อีกเื่หนึ่ง
ท่อไม้ไผ่แบบดั้งเดิมเกะกะและมีน้ำหนักอยู่แล้ว การแบกท่อที่พะรุงพะรัง ก็มีแต่จะทำให้น้ำหนักเพิ่มขึ้น ประกอบกับการเดินบนูเาที่ขรุขระและไม่เรียบ การรั่วซึมและการหกจึงไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้เลย
“เรานอนกันเถอะ พรุ่งนี้เช้าคงมีอะไรให้ทำอีกมาก”
ค่ำคืนย่างกลาย ท้องฟ้าหมดแสงถูกแทนด้วยดวงดาว ปัญหาในตอนนี้ยังไม่มีทางออก ทุกคนที่เหนื่อยสะสมมาทั้งวันอยู่แล้ว จึงทยอยห่มผ้าพากันเข้านอนและหลับ มีไม่กี่คนเท่านั้นที่นอนดูดาว ยังคงกังวลว่าอนาคตวันพรุ่งนี้จะเป็อย่างไร
เช้าวันใหม่
ไก่ฟ้าในหม้อดินเริ่มส่งกลิ่นหอมชวนน้ำลายไหล
เฉินอวี๋และพี่น้องอีกสองคนจ้องมองหม้อนั้นไม่วางตา เพราะความอร่อยของเนื้อไก่ ยังคงตราตรึงปากของเด็กๆ ทุกคนอยู่
ซุปไก่ร้อนๆ แม้จะไม่ได้ปรุงอะไรเพิ่ม แต่ก็เป็อาหารเนื้อที่ดีที่สุดเท่าที่เคยกินมาแล้ว
เรียกได้ว่าพร์ของคนเรา มักถูกดึงออกมาด้วยความจำเป็ ก่อนการจุติลงมาเกิดใหม่ เฉินอ่าวผู้ซึ่งรู้จักแต่การโบกมือสั่งอาหาร ไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าเขาเองก็มีพร์ด้านการทำอาหารซ่อนอยู่ จนแอบชมตัวเองลับๆ อย่างพอใจ สมแล้วที่เขาคือบุตรแห่ง์ ผู้ที่มีความสามารถมากมายเหมือนฟ้าประทาน
ท่าทางของพ่ออันประหลาด ไม่สามารถปกปิดได้ผ่านใบหน้าโง่ๆ
เฉินอ่าวมีท่าทีเย่อหยิ่งและคิดว่าตัวเองเป็อัจฉริยะด้านการทำอาหาร
เฉินอวี๋และเฉินเหนียนอู่เห็นสบตากันแต่ก็ไม่ได้เอ่ยทัก ปล่อยให้พ่อของพวกเขาเป็โรคบ้าหลงตัวเองต่อไป
“ทุกคนมากินข้าวกันเถอะ”
เมื่อตักน้ำซุปและตัวไก่ปรุงสุก กลิ่นหอมนั้นก็ยิ่งแรงขึ้น จนเสียงกลืนน้ำลายดังมาจากหลายทิศทาง
แต่ก็ใช่ว่าเช้านี้จะมีแค่ครอบครัวแซ่เฉินที่กินเนื้อ ยังมีบางคนที่พกห่านและไก่ของตัวเองมาด้วยอยู่ โดยเฉพาะหยู่เจ๋อ เขาโชคดีไปยืนอยู่ในจุดที่กระต่ายตัวหนึ่งหลุดจากโพรงที่เฉินถั่วถงจับไม่ทัน
เฉินถั่วถงไม่ได้ทักถามคืน เพราะเหยื่อนั่นจะได้รับเมื่อล่าและคว้าได้ ในโลกที่ไม่พัฒนา คนที่เจอและเห็นก่อนจึงยังไม่ใช่เ้าของเหยื่อที่แท้จริง
ครอบครัวแซ่หยู่ พวกเขานำเนื้อกระต่ายมาตุ๋นเพื่อให้เด็กๆ ทาน แม้บางคนจะถูกล่อใจด้วยซุปไก่และเนื้อหอมๆ แต่ด้วยมันเห็บที่กินแทนข้าวได้ พวกเขาจึงทำได้เพียงมองอย่างโหยหากินมันเห็บและน้ำซุปที่ถูกแบ่งอย่างเงียบๆ เป็ของตัวเอง
เฉินอ่าวหยิบชามกระเบื้องที่พวกลี้ภัยทำหล่น ตักซุปไก่ใส่ชามให้สมาชิกทุกคนในครอบครัว โดยแต่ละชามมีเนื้อไก่หลายชิ้น ซึ่งเฉินอวี๋ก็ไม่สนใจมารยาท หยิบชามซุปไก่ขึ้นมาแล้วดื่มกินรวดเดียวจนหมด ก่อนจะเรอออกมาด้วยความหิวปนอร่อย
แต่กระนั้น ก็มีเด็กมากมายที่ไม่มีคนดูแล เช่นชายถือเคียวซึ่งเคยโต้เถียงกับเฉินถั่วถง ตอนนี้เขาดูแลความเป็อยู่ของเด็กคนอื่นๆ ที่หลงจากพ่อแม่ เฉินถั่วถงก็เลยมอบกระต่ายจำนวนหนึ่งให้พวกเขาเอาไปกินด้วยกัน
จนสร้างความตะลึงและความยินดี โค้งคำนับพากันเรียกนางว่า “เจ้ใหญ่เฉิน”
เฉินอ่าวจิบซุปไก่เงียบๆ พลางมองดูเหตุการณ์นั้นด้วยแววตาดูถูก
เมื่อก่อน คนเหล่านี้เรียกนางว่าสตรีแซ่เฉินหรือฮูหยินเฉินเท่านั้น แต่ด้วยกระต่ายไม่กี่ตัว คนเหล่านี้ก็ถึงกับโค้งคำนับ คุกเข่าลงพื้นสับประงก พากันะโเรียกไม่หยุดว่า “เจ้ใหญ่” “ขอบคุณเจ้ใหญ่” และ “จะไม่ลืมบุญคุณของพี่สาวเจ้ใหญ่” ทั้งๆ จากที่ดูจากอายุของคนเหล่านี้แล้ว บางคนมีอายุมากกว่าเฉินถั่วถงเสียอีก
“...”
“ข้าจะพาพวกเ้าไปล่า แต่ต้องทำตามเงื่อนไขบางอย่าง”
เฉินถั่วถงพูด บอกว่านางจะพาทุกคนออกไปล่าสัตว์และสอนอะไรดีๆ
แต่กระนั้นก็มีเงื่อนไข ว่าของที่ล่ามาได้จำพวกหนังสัตว์ เขี้ยว เล็บ หรือของจำพวกขนของสัตว์มีปีกจะเป็ของนาง
สิ่งนี้ ทำให้ทุกคนมองหน้ากัน ไม่คิดว่าเงื่อนไขที่เสนอมาจะง่ายดายขนาดนั้น พวกเขาเป็แค่ชาวบ้านธรรมดา ไม่ใช่นายพรานที่มีความรู้การล่าสักอย่าง
อย่างไรก็ตาม ด้วยความกลัวว่าจะตกเป็กับดัก ชายถือเคียวจึงถามซ้ำอีกครั้งเพื่อความแน่ใจ
“พี่สาวคนโต หากสัตว์ที่ล่าด้วยกันมีไม่พอสำหรับทุกคนละ จะแบ่งยังไงให้เท่าเทียมกัน?”
ชาวบ้านหลายคนแทบไม่มีชื่อเป็ของตัวเอง พวกเขาอ่านหนังสือและเขียนไม่เป็ นานๆ ครั้งถึงจะมีบัณฑิตไปสอบเมืองหลวงผ่านทาง เขียนและตั้งชื่อเป็ค่าพักและอาหารให้กับชาวบ้าน ทำให้ทุกคนที่ไม่มีชื่ออักษร ชอบเรียกลักษณะเด่นๆ ของกันและกันแทนชื่อไปก่อน
เช่น หยู่เจ๋อ ก็แปลมาจากลูกชายของตระกูลหยู่ หยู่ซื่อ ก็แปลมาจากภรรยาของคนแซ่หยู่ ไม่ก็ชื่อสั้นๆ ที่เรียกง่ายๆ เช่นชายตาโปน หรือชายถือเคียว
“จำนวนที่ล่าไม่เกี่ยว แต่เราจะตัดแบ่งเนื้อให้เท่ากัน” สีหน้าของเฉินถั่วถงแข็งกร้าวขึ้นขณะจ้องมองไปรอบๆ เตือนพร้อมขู่ออกมาว่า “คนที่พยายามโกงหรือใช้เล่ห์เหลี่ยม จะไม่ได้เปรียบใครเลยแม้แต่น้อย เพราะข้าจะยิงมันผู้นั้นทิ้งหากคิดคดโกงซ่อนเหยื่อจากกลุ่ม!”
“...”
“...”
เมื่อชายถือเคียวและคนอื่นสบกับสายตาเ็าคู่นั้น พวกเขาก็สะดุ้ง ไม่รู้ว่าสตรีคนนี้พูดเอาเล่นหรือพูดจริงจัง
แต่ดูแล้ว มันน่าจะเป็อย่างหลังมากกว่า
ดังนั้น ตราบเท่าที่ยังมั่นใจว่าคนที่ออกล่าจะได้เนื้อแน่ๆ
พวกเขาจึงค่อยๆ ยอมตกลง กับสิ่งที่เจ้ใหญ่สาวคนนี้ตั้งขึ้นมา
“เห้อ!!~~”
“ช่างขี้ขลาด”
“นางก็แค่พูดไปอย่างนั้น แต่พวกเขาก็หวาดกลัวขี้หดตดหาย”
เฉินอ่าวแทะกระดูกไก่ก็หัวร่อ เยาะเย้ยชายหนุ่มมีอายุคนอื่นๆ ที่ก้มหัวหวาดกลัวสาวน้อยอายุยี่สิบกว่าๆ
แต่สำหรับสายตาของลูกๆ อย่างเฉินอวี๋และเฉินเหนียนอู่ที่นั่งกินอยู่ข้างๆ เห็นและได้ยินคำพูดเบาๆ ของบิดา ในความคิดของพวกเขา ก็เห็นว่าโดยรวมก็ไม่ดีต่างกันสักเท่าไหร่
เพราะพ่อหัวเราะเยาะเย้ยได้สองสามคำเท่านั้น แต่พอแม่หันมาหา บอกให้เขาอยู่ที่นี่ดูแลลูกๆ
พ่อก็กระเด้งตัวพยักหน้าตบอกตัวเอง
บ่งบอกว่าหน้าที่นี้ ไว้ใจสามีของเ้าได้เลย
“...”
“...”
