หลังอิ่งอีออกไปทำตามคำสั่ง ต้วนเหลยถิงก็ล้วงหยิบภาพที่เคอโยวหรานวาดออกมาจากชายแขนเสื้อ ชายหนุ่มส่งภาพตาข่ายปีนป่าย กำแพงปีนป่าย เสาเดี่ยว และกำแพงกั้นให้กับอิ่งซื่อแล้วเอ่ยว่า
“เ้ากับอิ่งอู่รับผิดชอบหาสถานที่ที่เหมาะสมบนเขาต้าชิงทำสิ่งของเหล่านี้ออกมา
ภายหน้าจัดแผนการฝึกฝนและวิธีการฝึกฝนให้เป็ระบบระเบียบตามบันทึกนี้ พาเด็กหนุ่มร่างกายแข็งแรงที่อายุครบสิบหกปีขึ้นไปฝึกฝน จำเอาไว้ว่าจะต้องฝึกให้เกิดผลและรักษาความปลอดภัยของทุกคนด้วยเช่นกัน
เื่นี้ให้เก็บเป็ความลับ ผู้ที่เข้ารับการฝึกจะต้องลงนามในสัญญาจนตัวตาย ทันทีที่มีคนแพร่งพรายออกไป เ้าย่อมรู้ว่าควรจะจัดการเช่นไร”
“ขอรับ บ่าวน้อมรับคำสั่ง” อิ่งซื่อรับคำสั่งด้วยความฮึกเหิม
แม้เคอโยวหรานจะไม่เคยเอาภาพเหล่านี้ที่นางวาดออกมาทดลองใช้ แต่ก็เคยดูละครเกี่ยวกับการทหารมาไม่น้อย
ตอนนางวาดภาพและอธิบายให้ต้วนเหลยถิงฟังว่าอุปกรณ์ฝึกเหล่านี้ใช้การอย่างไร ต้วนเหลยถิงถึงกับเอ่ยปากชมว่ายอดเยี่ยมยิ่งนัก นอกจากนี้ยังปรับเปลี่ยนอุปกรณ์การฝึกและแผนการฝึกฝนให้ดีขึ้นตามสถานการณ์จริงอีกด้วย
จากนั้นทำเป็แผนพัฒนาระยะยาวที่สมเหตุสมผลหนึ่งแผนการ นั่นก็คือสมุดบันทึกเล่มนี้ที่เขากำลังมอบให้อิ่งซื่อ
หลังจากอิ่งซื่อพลิกอ่านแผนการพัฒนาระยะยาวทั้งหมดจนจบ ดวงตาพลันเป็ประกาย เมื่อมีการเตรียมการของนายน้อย องครักษ์เงาอย่างพวกเขาก็ราวกับมองเห็นแสงรุ่งอรุณและพบเป้าหมายให้ก้าวเดินไปข้างหน้าอีกครั้ง
ยามนี้ อดีตผู้ใต้บังคับบัญชาของสกุลต้วนล้วนระงับพละกำลังเอาไว้ ขอเพียงต้วนเหลยถิงมีคำสั่งลงมา พวกเขาจะเร่งรุดไปข้างหน้าอย่างเต็มกำลังทันที หากสั่งให้ทำจนได้ผลลัพธ์หนึ่งส่วน พวกเขาก็จะคิดหาทุกวิถีทางเพื่อทำออกมาให้ได้ผลลัพธ์สองส่วน
ภายในระยะเวลาไม่กี่วัน ทั่วทั้งหมู่บ้านก็ถูกพวกเขาดูแลจัดการจนเปลี่ยนแปลงไปทั้งหมด
ชาวสวนในบ้านสวนสวมเสื้อผ้าตัวใหม่ ได้พักอาศัยในเรือนปีกข้างที่สะอาดสะอ้าน กำลังวังชาต่างออกไปโดยสิ้นเชิง ทั่วทั้งบ้านสวนล้วนเปี่ยมด้วยชีวิตชีวาและพละกำลัง
การเตรียมการไถดินในฤดูใบไม้ผลิก็ดำเนินไปอย่างเต็มกำลังเช่นกัน ทุกคนต่างกระตือรือร้นยิ่งกว่าตอนที่ตระกูลต่งเป็ผู้ดูแลเสียอีก
ยามเหล่าชาวสวนทำงานไม่จำเป็ต้องใช้แส้บีบบังคับแม้แต่นิด ทุกคนล้วนจัดการแข่งขันระหว่างกลุ่มเล็กภายในขบวนใหญ่ ส่วนขบวนใหญ่เองก็จัดการแข่งขันระหว่างทั้งสองขบวนใหญ่เช่นกัน
หลี่เถี่ยตั้นบุตรชายของหลี่จงเฉวียนเข้ามารายงานเคอโยวหรานกับต้วนเหลยถิงด้วยความดีใจว่า
“เรียนนายน้อยกับฮูหยินน้อยขอรับ ท่านพ่อของข้าได้ดูแลบ้านสวนตามวิธีที่ฮูหยินน้อยกล่าวถึงแล้ว สบายขึ้นไม่น้อยจริงๆ ขอรับ
ยามนี้ทุกคนล้วนรู้ดีว่าบ้านสวนจะมีการประเมินเดือนละหนึ่งครั้ง คนในขบวนใหญ่ที่ได้รับธงชัยชนะจะได้เงินรางวัลคนละหนึ่งร้อยอีแปะในเดือนนั้นๆ ขอรับ
ภายในสองขบวนใหญ่ แต่ละกลุ่มเล็กจะแข่งขันกันด้วยคะแนนด้านความสะอาด การทำงาน และการเรียนรู้ต่างๆ
พวกเขาล้วนกระตือรือร้นเป็อย่างยิ่ง ในแต่ละวันไม่ต้องให้พวกเราคอยคุมแต่อย่างใด เหล่าชาวสวนก็เป็ฝ่ายจัดแจงงานด้านต่างๆ จนเสร็จสิ้นด้วยตนเอง มีคนที่หลังจากทำงานที่ได้รับมอบหมายจนเสร็จก็ยังอาสาไปช่วยงานอื่น กล่าวได้ว่าความกระตือรือร้นเต็มเปี่ยมเลยขอรับ”
หลี่เสี่ยวฮวาบุตรสาวของหลี่จงเฉวียนเอ่ยแทรกว่า “รางวัลที่ฮูหยินน้อยตั้งเอาไว้สูงเกินไปสักหน่อยหรือไม่เ้าคะ?
ในการประเมินกลุ่มเล็กแต่ละกลุ่ม สำหรับกลุ่มที่ได้ที่หนึ่งสมาชิกทุกคนจะได้เงินรางวัลคนละสามร้อยอีแปะ กลุ่มที่ได้ที่สองจะได้รางวัลคนละสองร้อยอีแปะ ส่วนกลุ่มที่ได้ที่สามจะได้เงินรางวัลคนละหนึ่งร้อยอีแปะ
ภายในบ้านสวนทั่วไป อย่าว่าแต่ในแต่ละเดือนทุกคนหาเงินได้สามร้อยอีแปะเลย กระทั่งหาเงินได้หนึ่งร้อยอีแปะก็ยังเป็รายได้ที่ไกลเกินเอื้อมเ้าค่ะ ตลอดทั้งปีมีคนจำนวนมากเก็บเงินได้ไม่ถึงห้าร้อยอีแปะเสียด้วยซ้ำ
ตอนเพิ่งประกาศออกไป ทุกคนล้วนถูกตัวเลขนี้ทำเอาตกตะลึงเสียแล้ว ต่างรู้สึกว่านายท่านกำลังล้อเล่นเ้าค่ะ”
“ใช่ๆ” หลี่เถี่ยตั้นดีใจจนทำไม้ทำมือเลียนแบบท่าทางซาบซึ้งจนน้ำตาไหลของเหล่าชาวสวนแล้วเอ่ยว่า
“ตอนพวกเขาได้ยินเช่นนี้ต่างพากันบอกว่า ‘พวกเราล้วนแต่เป็ทาสสัญญาจนตัวตาย มีให้กินให้อาศัยยังไม่เท่าใด แต่ยังได้รับเงินค่าแรงที่เกินความจำเป็ ยามนี้นึกไม่ถึงว่ายังจะได้รับเงินรางวัลอีก นี่เป็เื่โกหกแล้วกระมัง? พวกเราจะต้องกำลังฝันอยู่เป็แน่’ ขอรับ”
ครั้นหลิวเสี่ยวฮวาเห็นท่าทางของพี่ชายพลันพยักหน้าระรัวไม่ต่างกับโขลกกระเทียม นางแย้มยิ้มเอ่ยว่า “หลังจากพวกเขาได้รับเสบียงอาหารและเครื่องนุ่งห่มกับเข็มด้าย ต่างก็พากันตื้นตันใจจนคุกเข่าลงกราบคารวะนายท่าน ซาบซึ้งใจจนน้ำมูกน้ำตาไหล ทุกคนพากันเชื่อแล้วว่าเื่เงินรางวัลเป็เื่จริงเ้าค่ะ
วันนี้ทั้งสองขบวนใหญ่ทำเพื่อธงนั้น ล้วนพากันถลกชายแขนเสื้อทำงานด้วยความกระตือรือร้นอย่างล้นฟ้า แต่ละกลุ่มเล็กเองก็เช่นกัน เรียกได้ว่าคึกคักกว่าภาพที่เคยเห็นในทุกๆ วันเลยนะเ้าคะ”
“ฮ่าๆๆ...ใช่แล้วขอรับ...” หลี่เถี่ยตั้นะเิเสียงหัวเราะด้วยความยินดี ราวกับมีเพียงการทำเช่นนี้ถึงจะแสดงความตื่นเต้นภายในใจของเขาออกมาได้
เคอโยวหรานคลี่ยิ้มบาง ดึงต้วนเหลยถิงให้เข้าใกล้พลางเอ่ยว่า “ได้ยินพวกเขาเล่ามาเช่นนี้ พวกเราไปดูกันสักหน่อยดีหรือไม่เ้าคะ?”
“ย่อมได้!” ต้วนเหลยถิงขานรับและหยัดกายลุกขึ้น เขาโบกมือเอ่ยว่า “พวกเ้าสองคนถอยออกไปเถิด ข้ากับฮูหยินน้อยจะออกไปเดินเล่นในบ้านสวนตามอำเภอใจสักหน่อย”
หลี่เถี่ยตั้นกับหลี่เสี่ยวฮวาหดคอเล็กน้อย ยามนี้เพิ่งตระหนักได้ว่าตนะโโลดเต้นต่อหน้าพวกนายท่านมากเกินไปเสียแล้ว จึงพากันรีบค้อมเอวถอยออกไป
ต้วนเหลยถิงโอบเอวบางของเคอโยวหราน จากนั้นยกตะกร้าลูกหมาป่าเดินไปข้างนอก
หลังจากลูกหมาป่าทั้งสองตัวลืมตาก็ไม่ยอมอยู่ในตะกร้าเลยสักนิด เอาแต่ดึงทึ้งชายแขนเสื้อของเคอโยวหรานกับต้วนเหลยถิงไม่ยอมหยุด หมายจะะโออกจากตะกร้ามาวิ่งเล่นบนพื้น
คนทั้งสองต่างจนปัญญา ค่อยๆ วางหมาป่าน้อยลงบนพื้น เ้าตัวน้อยทั้งสองที่อยู่บนพื้นช่างน่ารักน่าเอ็นดู ทั้งยังวิ่งไปได้ไม่ไกล เอาแต่กลิ้งวนรอบแข้งขาของต้วนเหลยถิงกับเคอโยวหราน
ครั้นเคอโยวหรานเห็นลูกหมาป่าทั้งสองเล่นสนุกยิ่งนัก รอยยิ้มบนมุมปากพลันไม่ระงับเอาไว้ นางอิงแอบอยู่ภายในอ้อมอกของต้วนเหลยถิงขณะก้าวเท้าออกจากห้อง ทอดมองทุกหนแห่งอย่างเอ้อระเหย
หากเป็เช่นที่เด็กทั้งสองเอ่ยมา ภายในบ้านสวนจะต้องมุ่งหน้าสู่ความเจริญรุ่งเรือง ทุกคนล้วนแต่ต้องยุ่งอยู่กับงาน
ไม่ว่าจะผ่านไปที่ใด เมื่อเหล่าชาวสวนเห็นคนทั้งสองก็ต่างหยุดงานภายในมือแล้วทำความเคารพพวกเขา
“ซานหลาง คล้ายว่าพวกเราจะรบกวนการทำงานของทุกคนเสียแล้ว เปลี่ยนสถานที่กันเถิดเ้าค่ะ” เคอโยวหรานเงยหน้าขึ้นมองต้วนเหลยถิง
เพราะการบดบังของหมวกเหวยเม่า ต้วนเหลยถิงจึงมองไม่เห็นสีหน้าของนางแต่อย่างใด ทว่าสามารถคาดเดาท่าทางกระฉับกระเฉงของนางจึงอดยกยิ้มขึ้นมิได้
“เช่นนั้นเ้าจะไปที่ใด? หรือพวกเราจะกลับจวนเสียตอนนี้ ไปดูว่าแช่เมล็ดพันธุ์เป็อย่างไรบ้าง ข้าจะรีบเตรียมถาดเพาะต้นกล้าให้เรียบร้อย”
เคอโยวหรานกำลังจะตอบรับ ทันใดนั้นพลันเหลือบไปเห็นเรือนที่อยู่ตรงมุมเยื้องที่ห่างออกไป “หืม? ทางฝั่งนั้นเอาไว้ทำอันใดหรือเ้าคะ เหตุใดถึงสร้างเรือนสูงเช่นนี้เล่า?”
ต้วนเหลยถิงหันมองไปตามทิศที่นางชี้แล้วคลี่ยิ้มเอ่ยว่า “ที่นั่นคือยุ้งข้าวที่สกุลต่งสร้างเอาไว้ หลี่จงเฉวียนเคยรายงานข้าแล้ว บอกว่าข้างในว่างเปล่า ไม่มีสิ่งใดแม้แต่นิด”
เคอโยวหรานพลันนึกบางสิ่งขึ้นมาได้ “ซานหลาง ผู้ใหญ่บ้านเฉิน้าถั่วเหลืองเป็จำนวนมาก พวกเราย่อมมิอาจให้สำนักคุ้มกันคอยขนส่งอยู่ร่ำไปนะเ้าคะ
มิสู้นำถั่วเหลืองในมิติวิเศษย้ายไปเก็บไว้ในยุ้งข้าวเหล่านี้ ภายหน้ายามผู้ใหญ่บ้านเฉินหรือหมู่บ้านเถาหยวน้าถั่วเหลืองค่อยขนย้ายออกจากบ้านสวน จะได้หลบเลี่ยงสายตาผู้คนได้ด้วยเ้าค่ะ”
ต้วนเหลยถิงพยักหน้าเห็นด้วย เขาโอบเคอโยวหรานพลางฉวยลูกหมาป่าทั้งสองตัวขึ้นมา ปลายเท้าแตะพื้นแ่เบาเพื่อทะยานขึ้นกลางอากาศ จากนั้นยืนอยู่ตรงหน้ายุ้งข้าวภายในชั่วพริบตา
“ว้าว...” เคอโยวหรานกะพริบตาปริบ เอ่ยชมว่า “นึกไม่ถึงว่าวิชาตัวเบาของท่านจะก้าวหน้าได้น่าทึ่งเช่นนี้”
“ย่อมต้องขอบคุณภรรยาที่มอบตำราเคล็ดวิชาลับฝึกวรยุทธ์ให้ รวมถึงถ้ำลึกลับที่เ้าค้นพบด้วยเช่นกัน” สิ้นคำกล่าว ต้วนเหลยถิงก็กดจูบลงบนใบหน้าของเคอโยวหรานผ่านม่านหมวกเหวยเม่าหนึ่งครั้ง
เคอโยวหรานผลักเขาออกด้วยใบหน้าแดงก่ำ เอ่ยว่า “เลิกก่อกวนได้แล้ว รีบบรรจุถั่วเหลืองเถิดเ้าค่ะ”
......
ณ ห้องโถงข้างของจวนว่าการโจวฝู่
ชายร่างสูงใหญ่สวมผ้าคลุมกำลังซ่อนกายอยู่ใต้เงามืด น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยถามเ้าเมืองที่อยู่บนพื้นว่า
“กุ่ยโส่วบอกว่าอย่างไรบ้าง? ไต่สวนมานานถึงเพียงนี้ เขายังไม่เอ่ยสิ่งใดแม้แต่คำเดียวอีกหรือ?”
มือเท้าของเ้าเมืองสั่นเทา สันกรามกระทบกันขณะเอ่ย “มะ...ไม่ขอรับ...กระทั่งการทรมานก็ใช้แล้ว แต่เขากลับปิดปากสนิทยิ่งนัก ไม่ยอมเอ่ยสิ่งใดเลยสักคำขอรับ”
