เช้าตรู่วันต่อมาเยี่ยนอวิ๋นหลิ่วยังไม่ทันตื่น เยวี่ยเจาหรานก็หาหมึกวาดคิ้วมาแต่งองค์ทรงเครื่องให้ตัวเองด้วยความลิงโลด เมื่อจัดการเสร็จเรียบร้อยก็ทำเสียงอึกทึกครึกโครมปลุกเยี่ยนอวิ๋นหลิ่วที่ยังนอนหลับอุตุขึ้นมาอย่างบ้าคลั่ง
“เยี่ยนอวิ๋นหลิ่ว!”
เยี่ยนอวิ๋นหลิ่วที่กำลังหลับสบายไม่มีความเคลื่อนไหว ไม่ใช่ว่านางไม่ได้ยิน แต่แม้นางจะได้ยินแล้ว ก็ทำแกล้งทำเป็ไม่ได้ยิน ถึงอย่างไรฟ้ากว้างแผ่นดินใหญ่ การนอนนั้นสำคัญที่สุด
แต่เยวี่ยเจาหรานไม่ยอมตัดใจ ยิ่งห้ามเหมือนยิ่งยุ พลันดึงผ้าห่มบนตัวของเยี่ยนอวิ๋นหลิ่วออก พร้อมกับะโเรียกเสียงดังยิ่งกว่าเดิม “เยี่ยนอวิ๋นหลิ่วตื่นได้แล้ว! ลุกขึ้นมา!”
ต้องบอกว่า เยวี่ยเจาหรานอาจจะเล่นบทเป็ผู้หญิงนานเกินไป ตัวเขาจึงเปลี่ยนไปอย่างไม่ค่อยปกตินัก เขาอาจจะกำลังค่อยๆ เดินไปในเส้นทางของหญิงสาวที่แท้จริงอย่างเงียบๆ ไปแล้วก็ได้... แม้ว่าตัวเขาเองจะไม่อยากยอมรับ ทว่าบางทีความจริงนั้นก็ฆ่าไม่ตาย
“เ้าทำอะไรของเ้าเนี่ย...” เมื่อคืนเยี่ยนอวิ๋นหลิ่วท่องตำราจนถึงตีสามครึ่ง ว่ากันโดยรวมแล้วก็ไม่ได้นอนเท่าไรนัก เยวี่ยเจาหรานไม่เพียงไม่ได้อยู่ต่อสู้เป็เพื่อนนางเมื่อคืน ทว่ายามนี้ยังมารบกวนเวลานอนอันหาได้ยากของเยี่ยนอวิ๋นหลิ่วอีก ช่างน่าโมโหเสียจริง
“ข้าอยากให้เ้าช่วยดูให้หน่อยว่าแต่งตัวเช่นนี้ได้หรือยังน่ะ...”
ความจริงจังในการจับคู่เสื้อผ้าของเยวี่ยเจาหรานนั้นเกินจินตนาการของเยี่ยนอวิ๋นหลิ่วไปไกล และยิ่งเกินกว่าความรู้ความเข้าใจของ... ผู้หญิงตัวจริงอย่างเยี่ยนอวิ๋นหลิ่วไปแล้วด้วย
เยี่ยนอวิ๋นหลิ่วที่ไม่มีทางเลือกจึงได้แต่เปิดตาขึ้นมาเล็กน้อย แล้วเอ่ยอย่างสะลึมสะลือ “ลูกพี่ เ้าลืมไปแล้วหรือว่าเ้าเป็บุรุษน่ะ...” ที่จริงเยี่ยนอวิ๋นหลิ่วนั้นเพียงคิดจะเตือนสติเยวี่ยเจาหรานเล็กน้อย อย่างไรเขาก็เป็ผู้ชาย แม้ตอนนี้ต้องปลอมตัวเป็หญิง แต่ของปลอมอย่างไรก็เป็ของปลอม ผู้ชายอย่างไรก็ไม่สามารถกลายเป็ผู้หญิงได้อยู่วันยังค่ำนั่นแหละ…
“ข้าต้องไปเข้าเฝ้าฮองเฮานะ! ก็ต้องจริงจังสักหน่อยอยู่แล้ว นี่ไม่เกี่ยวว่าข้าเป็ผู้ชายหรือไม่เสียหน่อย” เยวี่ยเจาหรานในตอนนี้แม้คนอื่นจะบอกว่าเขาไม่เหมือนผู้ชายก็ไม่สนใจอีกแล้ว กลับเอาแต่สนใจว่าความเหมาะสมของเสื้อผ้าตนเพียงพอที่จะไปพบฮองเฮาแล้วหรือไม่…
ยามนี้เยี่ยนอวิ๋นหลิ่วตื่นเต็มตาแล้ว เ้าตัวลุกขึ้นมานั่ง พร้อมกับขมวดคิ้วมองพินิจเยวี่ยเจาหรานรอบหนึ่ง ดูเหมือนกับว่ากำลังตรวจสอบความเหมาะสมของเสื้อผ้าของเยวี่ยเจาหรานอย่างจริงจัง อีกทั้งเยวี่ยเจาหรานยังให้ความร่วมมือหมุนตัวไปพร้อมกับสายตาของเยี่ยนอวิ๋นหลิ่วอย่างรู้หน้าที่รอบหนึ่ง เขาคงอยากจะแสดงเสื้อผ้าของตนเบื้องหน้าอีกฝ่ายให้ทั่วทุกมุมกระมัง?
แต่ใครจะไปรู้ว่าเยี่ยนอวิ๋นหลิ่วนั้นเป็ผู้หญิงแปลกๆ ที่ไม่เคยเล่นตามน้ำอยู่แล้ว ด้วยเหตุนี้การพินิจพิจารณาเยวี่ยเจาหรานอย่างจริงจังเช่นนี้ จุดประสงค์ที่แท้จริงจึงไม่ใช่การช่วยเขาเลือกเสื้อผ้าและรูปแบบที่จะใส่ในวันนี้หรอก แต่เป็…
แต่เป็การเตรียมคำจิกกัดหลังจากนี้อยู่ต่างหาก
“ลูกพี่ เ้ายังจำได้หรือไม่ว่าเมื่อคืนก่อนจะนอน เ้าพูดกับข้าว่าอย่างไร?” ??? เยวี่ยเจาหรานได้ยินเยี่ยนอวิ๋นหลิ่วพูดเช่นนั้น พลันหมุนตัวกลับมา แล้วเอ่ยถามกับเยี่ยนอวิ๋นหลิ่วอย่างเอาจริงเอาจัง “ที่แท้เ้าไม่ได้จะช่วยข้าดูความเหมาะสมของเสื้อผ้าสินะ...?”
เยี่ยนอวิ๋นหลิ่วกลอกตา แล้วตบต้นขาอย่างอารมณ์เสีย แล้วพูดเสียงสะอื้นไห้อย่างน่าเวทนา “์ เกินไปแล้ว เกินไปแล้ว บุรุษข้างกายข้าหลังจากปลอมเป็หญิงมาครึ่งปีก็ใฝ่ปรารถนาชีวิตเช่นสตรีเสียแล้วหรือนี่?!”
“ชิ!” เยวี่ยเจาหรานใช้โอกาสตอนที่เยี่ยนอวิ๋นหลิ่วไม่ทันตั้งตัว ยกมือขึ้นฟาดลงที่หัวของเยี่ยนอวิ๋นหลิ่วอย่างแรงทีหนึ่ง “เ้ากำลังพูดเหลวไหลอะไรของเ้า รีบช่วยข้าดูเร็วเข้าว่าได้หรือยัง?”
เยี่ยนอวิ๋นหลิ่วที่ถูกแพ่นกบาลสีหน้าสับสนงุนงง หดคอตกตะลึงอยู่ตรงนั้น ผ่านไปครู่หนึ่งจึงเอ่ยขึ้นอย่างอ้ำๆ อึ้งๆ “ก็ ก็พอได้นะ...”
จากนั้น เยี่ยนอวิ๋นหลิ่วที่เพิ่งได้สติจากความเหม่อลอยก็ได้แต่ถอยไปให้ไกลจากเยวี่ยเจาหรานพร้อมกับพูดขึ้นเสียงเบาลับหลังเขา “เมื่อคืนก่อนนอนเ้าบอกข้าว่า... พรุ่งนี้ต้องไปพบฮองเฮาต้องรีบนอนเพื่อรักษาความงาม...”
......
จบกัน จบกัน! เยวี่ยเจาหรานจบแล้วจริงๆ อันที่จริงเหตุผลที่เช้านี้เยี่ยนอวิ๋นหลิ่วอคติต่อเยวี่ยเจาหรานขนาดนี้ ไม่ใช่เพียงเพราะเยวี่ยเจาหรานรบกวนการนอนของนางเท่านั้น แต่เหตุผลที่สำคัญที่สุดก็คือ... เมื่อคืนเยวี่ยเจาหรานปฏิเสธคำขอให้ท่องตำราด้วยกันของเยี่ยนอวิ๋นหลิ่วเป็ครั้งแรก
เหตุผลที่ปฏิเสธนั้นก็คือ ต้องนอนเพื่อรักษาความงามเสียนี่?
เมื่อรู้ว่าคำพูดสุดท้ายของตนคงไม่มีทางถูกเยวี่ยเจาหรานได้ยินแน่นอน เยี่ยนอวิ๋นหลิ่วจึงกลอกตาอย่างไม่อ้อมค้อม แล้วล้มตัวลงเข้าสู่ห้วงความฝันอีกครั้ง ถึงอย่างไรก็เป็เช่นนี้แล้ว ไม่นอนก็เสียดายแย่
อีกด้านหนึ่ง เยวี่ยเจาหรานที่ส่งเทียบขอเข้าเฝ้าไปยังพระราชวังแล้วด้วยความตื่นเต้นก็กำลัง ‘สะดีดสะดิ้ง’ อยู่บนรถม้า... เขาพยายามที่จะสร้างเหตุชักจูงใจฮองเฮา ให้นางรีบตอบตกลงใน ‘คำขอไม่เข้าท่า’ ของตน
ถึงอย่างไรระหว่างฮองเฮากับเยวี่ยเจาหรานก็ยังมีไมตรีจิตของอาจารย์และศิษย์อยู่บ้าง ไม่ว่าอย่างไรฮองเฮาก็เป็อาจารย์ผู้ให้ความรู้พื้นฐานเื่ศึกในจวนแก่เยวี่ยเจาหราน ดังนั้นการยื่นเทียบจึงเป็ไปอย่างราบรื่น มีคนมานำทางเยวี่ยเจาหรานเดินอ้อมระเบียงทางเดินโดยตรง จากนั้นในที่สุดก็ได้พบกับฮองเฮาเื้ัม่านหนาทึบผืนใหญ่
“ถวายบังคมเพคะ...” เยวี่ยเจาหรานบีบเสียง ประหม่าและระมัดระวังยิ่งกว่าตอนที่ได้เจอฮองเฮาเป็ครั้งแรกเสียอีก ในยามนี้ เยวี่ยเจาหรานถึงได้เข้าใจว่าการเจียมเนื้อเจียมตัวยามต้องขอร้องผู้อื่นนั้นเป็เช่นไร
การขอร้องคนอื่นให้ช่วยนี่ช่างน่าสังเวชทั้งน่าเหนื่อยหน่ายนัก!
เบื้องหน้าฮองเฮามีผ้าม่านโปร่งแสงสีครามขวางซ้อนกันสองชั้น นางเดินออกมาอย่างสง่างาม ยกมือเลิกผ้าม่านเล็กน้อย แล้วค่อยๆ เดินมายังเบื้องหน้าของเยวี่ยเจาหราน
“หาได้ยาก หาได้ยากนัก หลังจากที่แต่งงานกับคุณชายสกุลเยี่ยนแล้ว ก็น้อยนักที่เ้าจะเข้ามาหาเราที่นี่”
น้ำเสียงของฮองเฮาแฝงความยินดี นางยกมือขึ้นเป็สัญญาณให้เยวี่ยเจาหรานนั่งลง จากนั้นจึงสั่งให้คนยกชาเข้ามา พร้อมเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “พูดเถอะ วันนี้เ้ามาหาเราที่นี่ ด้วยเื่อันใดหรือ?” มือเรียวงามของฮองเฮาลูบแขนเสื้อกว้างของตนอย่างแ่เบา ลวดลายเมฆอันวิจิตรบรรจงบนนั้นเย็บปักอย่างประณีตงดงาม มองเพียงปราดเดียวก็รู้ได้ในทันทีว่าเป็ฝีมือของช่างที่ดีที่สุดในวังหลวง
เมื่อเผชิญกับคำถามที่ตรงไปตรงมาเช่นนี้ เยวี่ยเจาหรานก็เกิดเก้อเขินขึ้นมาเล็กน้อยอย่างกะทันหัน เขาเกาหัวแล้วขมวดคิ้วเอ่ยขึ้น “พระนางช่างเถรตรงยิ่งนัก หม่อมฉันเก้อเขินไปหมดแล้วเพคะ...” ชะงักไปครู่หนึ่ง เยวี่ยเจาหรานก็กระแอมเบาๆ อีกครั้ง “ก่อนนี้ได้รับพระกรุณาธิคุณของฮองเฮา หม่อมฉันจึงอยู่ที่จวนเยี่ยนได้อย่างราบรื่นขึ้นมาก... ครั้งนี้ก็มีเื่ต้องรบกวนพระนางอีกครั้งแล้ว หม่อมฉันละอายจริงๆ ...”
“ไม่เป็ไร มีอะไรอยากพูด เ้าพูดมาตามตรงก็พอ ไม่จำเป็ต้องเกรงใจเราหรอก”
ฮองเฮายกมือขึ้นเล็กน้อย แล้วจึงเอ่ยเช่นนี้ เยวี่ยเจาหรานได้ยินก็รู้สึกว่าหากตนยังบ่ายเบี่ยงไม่พูดต่อไป ก็คงจะดูไร้เหตุผลเกินไปหน่อยจริงๆ ด้วยเหตุนี้จึงเอ่ยออกไปตามตรง “ในเมื่อทรงตรัสเช่นนั้น หม่อมฉันก็ขอเอ่ยตามตรง... เป็เื่งานล่าสัตว์เพคะ”
“เ้าอยากจะไปงานล่าสัตว์กับฝ่าาหรือ?” เมื่อเอ่ยจบเช่นนั้น ฮองเฮาก็ราวกับเพิ่งนึกขึ้นมาได้ จึงเปลี่ยนคำพูด “อ้อ เ้าคงจะอยากไปงานล่าสัตว์กับ... เยี่ยนอวิ๋นเฟยใช่หรือไม่?”
ในขณะที่ฮองเฮาจิบชา เยวี่ยเจาหรานจึงรีบเอ่ยรับอย่างขอไปที “ใช่แล้ว ใช่แล้วเพคะ คือว่า พระนางเองก็รู้... พวกเราเพิ่งแต่งงานกันได้ไม่นาน หม่อมฉันเองก็ไม่อยาก... ไม่อยากแยกจากเขาไปนานขนาดนั้น...”
เอ่ยคำพูดเช่นนั้นก็พาให้เยวี่ยเจาหรานปวดหัวขึ้นมาจริงๆ กระทั่งรู้สึกรังเกียจด้วยซ้ำ แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าฮองเฮา สิ่งที่ควรพูดก็ต้องพูดนี่นา อย่างไรเสียขายหน้าในยามนี้ เพื่อแลกกับการไม่ต้องนั่งปักผ้าเช็ดหน้าไปเกือบเดือน ก็เป็การแลกเปลี่ยนที่ได้ผลประโยชน์อย่างมากแล้วล่ะ!
