“เพียงแต่ เมื่อออกจากค่ายอันหยางแล้ว การกระทำทุกอย่างจะไม่เกี่ยวข้องกับค่ายอันหยางของข้าอีก ต่อแต่นี้ไปห้ามข้องแวะกันอีก! ส่วนผู้ที่อยู่ต่อ จะต้องใช้ชีวิตโดยปฏิบัติตามกฎของค่ายอันหยาง หากผู้ใดกระทำผิด เช่นนั้นข้าสิงเหล่าซื่อจะส่งเขาไปให้ทางการและส่งเขาเข้าคุกด้วยตนเอง!”
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ของสิงเหล่าซื่อ ชีเหนียงก็รู้ว่าเขาได้ตระหนักรู้แล้วจริงๆ หาก้าให้ทุกคนใช้ชีวิตอย่างร่วมแรงร่วมใจกัน ไม่อาจใช้การบีบบังคับให้พวกเขาเปลี่ยนแปลงความคิดได้ หากแต่ให้พวกเขาเข้าใจจากส่วนลึกว่าตนเอง้าอะไรและรู้ความคิดของตนเอง สิ่งที่ทำทั้งหมดจึงจะสามารถดำรงอยู่ได้นานและมีพันธะสัญญากับตนเอง
คำพูดของสิงเหล่าซื่อเหมือนกับะเิหนึ่งลูก ที่สร้างแรงกระเพื่อมในหมู่ฝูงชน คนทั้งหมดกระซิบกระซาบหารือกัน
ผ่านไปเนิ่นนาน ผู้คนก็เกิดการแบ่งเป็สองกลุ่ม กลุ่มหนึ่งนำโดยเฉียงจื่อ คือกลุ่มคนที่เหลือจากค่ายโจรเลี่ยหยาง ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งนำโดยชายชราคนหนึ่ง คนเหล่านี้ส่วนมากคือคนที่ถูกค่ายโจรเลี่ยหยางบีบบังคับมา
“นายท่านสี่ พวกข้าคิดดีแล้ว เพราะถึงอย่างไร พวกข้าก็มิใช่คนของค่ายเลี่ยหยางแต่แรก การอยู่ต่อก็มีแต่จะไม่ถูกต้อง ตอนนี้มีโอกาส พวกข้ายังอยากไปค้นหาชีวิตของตนเอง”ชายชราเป็ตัวแทนออกมาพูด ตอนนั้นพวกเขาก็อยากอาศัยจังหวะชุลมุนและหนีไปอยู่แล้ว แต่ต่อมาพบว่าการอยู่ต่อก็ได้เหมือนกัน เพียงแต่วันนี้สิงเหล่าซื่อยินดีมอบเงินให้พวกเขาไปใช้ชีวิต สำหรับรังโจรที่ทรมานพวกเขาเช่นนี้ พวกเขาไม่้าอยู่ต่อแม้แต่ครู่เดียว
อันที่จริง สิ่งสำคัญคือยังมีเงินอยู่ในมือ พวกเขาจึงมีความมั่นใจในการดำรงชีพต่อไป
“ดี ในเมื่อพวกเ้าคิดดีแล้ว แน่นอนว่าข้าไม่มีทางรั้งพวกเ้าไว้ ขอเพียงหลังจากพวกเ้าออกไป อย่าได้เอ่ยถึงเื่ค่ายโจรเลี่ยหยาง นับแต่นี้ไปห้ามบอกว่ามีความเกี่ยวข้องกับค่ายอันหยางของเราอีก”
ชายชราเป็ตัวแทนรับประกัน จากนั้นสิงเหล่าซื่อก็ให้เฉียงจื่อนำเงินก้อนสุดท้ายของค่ายออกมา
“พวกเ้าก็รู้ นายท่านจ้าวให้พวกข้านำสมบัติส่วนใหญ่ในค่ายส่งมอบออกไปแล้ว ตอนนี้เรามีเหลือไม่มาก เงินเหล่านี้จะแบ่งเป็แปดต่อสองส่วน พวกเ้านำไปแปดส่วน ส่วนที่เหลือสองส่วน พวกข้าก็ต้องใช้ดำรงชีพเช่นกัน”
เฉียงจื่อกับที่เหลือได้ฟังก็ตกตะลึงเล็กน้อย แม้คนที่อยู่ต่อจะมีไม่มาก แต่ทุกคนก็อยู่ในวัยที่กินเก่งที่สุด
สิงเหล่าซื่อรู้ว่าพวกเขาคิดอย่างไร จึงหันไปชำเลืองมองพวกเขา เฉียงจื่อกับที่เหลือจึงถอยหลังและไม่แทรกแซงอีก
ชายชรารับเงินไปและลงนามหนังสือรับประกัน จากนั้นพาทุกคนเก็บข้าวของ เวลาเพียงแค่ไม่ถึงหนึ่งเค่อ ก็พากันจากไปทั้งหมด
สิงเหล่าซื่อมองดูคนที่เหลือ พลันรู้ว่าตนเองจำเป็ต้องให้คำอธิบายแก่พวกเขา
“ข้ารู้ว่าตอนนี้พวกเ้าคงโกรธอยู่ในใจและตัดพ้อที่ข้ามอบเงินให้พวกเขาไปหมด เพียงแต่พวกเ้าลองคิดดู เหตุใดพวกเขาถึงจากไป ก็เพราะว่าไม่เชื่อใจพวกเราว่าจะเปลี่ยนเป็คนดีได้ และยังคงหวาดระแวงพวกเรา แน่นอนว่า เป็เพราะในอดีตเราทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง การให้เงินพวกเขามากหน่อย เกรงว่ายังไม่พอให้ชดใช้ในความผิดที่เราเคยทำกับพวกเขาในอดีตด้วยซ้ำ”
“นอกจากนี้ ตอนนี้เราติดตามลั่วฮูหยิน พวกเ้าคิดว่าพวกเราจะไม่มีปัญญาหาเงินเลี้ยงปากท้องได้เลยหรือ?” คำพูดของสิงเหล่าซื่อนั้นคิดเอาอกเอาใจชีเหนียง แต่ชัดเจนว่าการประจบสอพลอของตนไม่เป็ผล เพราะชีเหนียงนั้นมองเขาด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ จึงรีบเสริมอีก “อะแฮ่ม พวกข้าคือชายหนุ่มที่มีพละกำลัง แม้ว่าจะให้ไปแบกกระสอบที่ท่าเรือ วันหนึ่งก็น่าจะแลกอาหารมาได้บ้าง ยังต้องกลัวจะเลี้ยงตัวเองไม่รอดหรือ”
เฉียงจื่อกับที่เหลือจึงเข้าใจ ฉับพลันก็พยักหน้าแสดงท่าทีเข้าใจ! พร้อมกับบอกว่าวันรุ่งขึ้นทุกคนจะสลับกันไปหางาน เพื่อประทังชีวิตในวันข้างหน้าให้ผ่านไปได้ก่อน
มองดูพวกเขาหารือกันเื่ชีวิตต่อจากนี้อย่างกระตือรือร้น ชีเหนียงก็อดพยักหน้าไม่ได้ ถือว่าคนเหล่านี้ผ่านด่านในใจไปได้อีกขั้น นับจากนี้ไป หากไม่เดินผิดทาง ก็น่าจะมีชีวิตต่อไปได้
“ท่านแม่คิดได้แล้วหรือว่าจะช่วยพวกเขาอย่างไร?”
ระหว่างพวกเขานั้น แสดงท่าที้าเปลี่ยนแปลงจากใจอย่างแท้จริง พลันหยอกล้อกันไปมา ยากจะจินตนาการได้ ภาพที่บุรุษทั้งหลายกลับเผยท่าทางเขินอายเหมือนหญิงสาว
ชีเหนียงมองดูลั่วจิ่งเฉิน เด็กหนุ่มในค่ายอันหยางโตพอกันกับเขา คนเหล่านี้ไม่สมควรต้องใช้ชีวิตแบกรับบาปกรรมไปชั่วชีวิต
“เ้าล่ะ? เ้าคิดอย่างไร?” ชีเหนียงมองเขา ่ระหว่างนี้เขานิ่งเงียบมาโดยตลอด
ลั่วจิ่งเฉินมองนาง “ก่อนหน้านี้ข้ามักจะคิดว่าตนเองมีชีวิตที่ลำบากและสับสนยิ่งนัก จนตัดพ้อตนเองและตัดพ้อผู้อื่น หากมิใช่การพร่ำสอนของท่านแม่ บางทีข้าคงไม่อาจเดินออกมาได้เร็วเพียงนี้ หรืออาจจะไม่สามารถคิดได้ไปชั่วชีวิต”
“พวกเขา!” ลั่วจิ่งเฉินมองไปทางเฉียงจื่อกับที่เหลือ “แม้ว่าพวกเขาจะไม่เคยเล่าเรียนตำรา แต่กลับมีจิตใจแน่วแน่ในการมีชีวิตอยู่ แม้ว่าในอดีตจะเคยกระทำความผิดเพราะความไม่รู้ แต่หากสำนึกผิดจริง กระทั่งยินดีชดใช้ สิ่งเหล่ามิใช่สิ่งที่คนทุกคนจะทำได้”
“ข้าคิดว่าบางทีต่อไปหากพบเจอกับสถานการณ์ใกล้เคียงกัน ข้าคงไม่มีทางเอาแต่เก็บซ่อนตัวและสงสารตนเองเหมือนอดีต”
คล้อยกันกับการพัฒนาของค่ายอันหยาง สภาพจิตใจและความคิดของลั่วจิ่งเฉินก็เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวง เขาสุขุมมากขึ้น มั่นใจมากขึ้น คิดถึงเื่ราวได้รอบด้านมากขึ้น กระทั่งเริ่มคิดตกเื่การแต่งงานใหม่ของลั่วชีเหนียง
ในเมื่อตัดสินใจแน่วแน่ว่าจะช่วยพวกเขา แน่นอนว่าชีเหนียงก็ไม่รีรอให้เสียเวลา
“จิ่งเฉิน เ้าจะอยู่ที่นี่กับแม่ก่อน หรือจะไปทำความคุ้นเคยที่เมืองหลวงก่อน?”
ลั่วจิ่งเฉินพินิจชั่วครู่ “ข้าอยู่กับท่านแม่ดีกว่า เมืองหลวง หนีไม่พ้นเป็สถานที่ศรีวิไลรุ่งเรือง เดาว่าคงไม่มีความหมายเท่ากับการอยู่ที่นี่”
สองแม่ลูกหารือกันจบ ก็เรียกสิงเหล่าซื่อมา
“ข้า้าดูสถานการณ์ของที่นี่ก่อน แล้วค่อยตัดสินใจจัดแจงเื่ของพวกเ้า”
ทันใดนั้น สิงเหล่าซื่อก็ดีใจจนทนไม่ไหว เขาพาพวกนางไปสำรวจรอบค่ายอันหยาง เพียงแต่เดินไปครึ่งค่อนวันก็ยังเดินไม่ทั่วค่ายอันหยาง
“คิกๆ ค่ายอันหยางของเรากว้างใหญ่เกินไปหน่อย พื้นที่ด้านหลัง ก่อนหน้านี้เราเห็นว่ามันไกลเกินไป จึงไม่เคยไปมาก่อน” สิงเหล่าซื่อลูบศีรษะและอธิบายอย่างเขินอายเล็กน้อย หากมิใช่เพราะเดินสำรวจกับลั่วชีเหนียง เขาเองก็คงไม่รู้ว่าพื้นที่ของค่ายอันหยางนั้นกว้างใหญ่จนน่าใเพียงนี้
มองดูพื้นที่กว้างใหญ่นี้ แผนหนึ่งก็ถูกวาดขึ้นในสมองของชีเหนียง
“สิงเหล่าซื่อ มิสู้เราร่วมงานกันดีกว่า!” มองดูดวงตาเปล่งประกายของชีเหนียง สิงเหล่าซื่อมึนงงเล็กน้อย โดยเฉพาะเมื่อเห็นตั๋วเงินสามพันตำลึงในมือ ถึงขั้นทำให้เขารู้สึกเหมือนเหยียบบนก้อนเมฆ ราวกับไม่ใช่ความจริง
…..
เมื่อครู่ลั่วฮูหยินพูดว่าอย่างไรนะ? บอกว่าจะร่วมงานกับเรา แล้วทำค่ายอันหยางให้เป็บ้านพักตากอากาศอะไรสักอย่าง หากทำได้ดี นี่อาจจะเป็บ้านพักตากอากาศแห่งแรกของต้าชาง กระทั่งรายได้หลักหมื่นก็ไม่ใช่ความฝันอีกต่อไป!
“ฮ่าๆ รวยแล้ว เรารวยแล้ว!”
สิงเหล่าซื่อถือตั๋วเงินไว้และไปหาช่างไม้ที่เหมาะสมตามคำขอของชีเหนียง แต่ใครจะรู้ว่ากลับสร้างความสงสัยให้แก่ผู้คน เพราะสุดท้ายก็คือคนที่เคยทำชั่วมาก่อน พอคนได้ยินว่าต้องไปค่ายอันหยาง แต่ละคนก็พากันปฏิเสธ
“ฟังดูก็รู้ว่าเป็กลุ่มเดียวกันกับค่ายโจรเลี่ยหยาง เราไม่ไปหรอก ไม่ไป ไม่ไป!”
ถามติดต่อกันหลายเ้าก็ไม่มีผู้ใดยินดีไป ความกระตือรือร้นของสิงเหล่าซื่อถูกทำลายไม่มีเหลือและคอตกกลับไป
“ลั่วฮูหยิน ข้าไม่เอาไหน หาคนที่เหมาะสมมาไม่ได้!”
ขณะนี้ชีเหนียงกำลังเขียนแผนงาน ซีเสียที่อยู่ด้านข้างกำลังเป็ผู้ช่วยให้นาง ใครจะรู้ว่าพอเงยหน้าขึ้นก็เห็นสิงเหล่าซื่อที่ผิดหวังคอตก
“ทั้งที่ค่ายอันหยางของเราเปลี่ยนชื่อแล้ว แต่คนได้ฟังก็ยังรู้สึกว่าไม่ดี ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่ยอมมา”
สถานการณ์นี้เป็สิ่งที่เขาไม่เคยคาดคิดมาก่อน เห็นทีชื่อเสียงอันน่าเกรงกลัวของค่ายโจรเลี่ยหยางในเมืองอันนั้นหนักหนาเกินไป แม้จะถูกกำจัดหมดแล้ว แต่ก็ยังหลงเหลือความหวาดกลัวในใจชาวบ้าน
“ช่างเถอะ มิเช่นนั้นก็เปลี่ยนเป็บ้านพักตากอากาศอันหยางก็แล้วกัน” ชีเหนียงโบกมือและตัดสินใจเปลี่ยนชื่อ “เพราะถึงอย่างไร หลังจากบ้านพักตากอากาศเป็รูปเป็ร่างเมื่อไหร่ ช้าเร็วก็ต้องเปลี่ยนชื่อ มิสู้เปลี่ยนชื่อั้แ่เริ่มต้นก่อตั้งดีกว่า ข้อหนึ่ง สามารถทำให้ชาวบ้านคุ้นเคยกับชื่อนี้ ข้อสองก็ถือเป็การทำประกาศล่วงหน้าไปในตัว”
ชีเหนียงกับค่ายอันหยางทำสัญญากันโดยแบ่งเป็สี่ส่วนต่อหกส่วน นางไม่ใช่คนที่ชอบเอาเปรียบผู้ใด แต่นางทั้งลงเงินและออกแบบเอง การจะแบ่งได้มากกว่าหนึ่งส่วนก็เป็เื่สมควร ถึงเวลานั้น อาหารทะเลกับเครื่องปรุงในอำเภอเฉาก็สามารถส่งของให้บ้านพักตากอากาศ ถือว่าเป็ห่วงโซ่อุตสาหกรรมที่สวยงามในเวลานั้น
“นับจากวันรุ่งขึ้น ให้พี่น้องอย่าเพิ่งออกไปข้างนอก ให้จัดการรื้อบ้านบนเขาด้านทิศตะวันออกและสร้างเป็สิ่งปลูกสร้างแบบนี้ทั้งหมด”
ชีเหนียงนำแบบแปลนให้สิงเหล่าซื่อ “วันรุ่งขึ้นเ้าไปซื้อกระเบื้องกับไม้ ให้คนส่งมา จากนั้นค่อยไปหาคนงาน หากหาไม่ได้จริงๆ เราก็ทำกันเองก่อน” พอไตร่ตรอง ชีเหนียงก็กำชับเขา “ถึงเวลาพอสั่งของแล้วให้จ่ายเงินโดยตรง”
คนเ่าั้หวาดกลัวก็เพราะกลัวโดนหลอกมิใช่หรือ ตอนนี้ให้สิงเหล่าซื่อชำระเงินก่อน คนเ่าั้ไม่มีเื่กังวล ก็จะค่อยๆ หายหวาดกลัวไปเอง
“นอกจากนี้ ให้ไปแปะป้ายประกาศหาคนงานที่ปน้าประตูเมืองเมืองอัน ขอเพียงเป็คนงานที่มาทำงานที่บ้านพักตากอากาศอันหยาง จะได้รับค่าแรงวันละยี่สิบอีแปะ รับรองอาหารสามมื้อต่อวัน คนที่บ้านไกลจะมีที่พักอาศัยให้ด้วย”
สิงเหล่าซื่อพยักหน้าต่อเนื่อง แม้ว่าจะมีคำถามสงสัยเต็มไปหมด แต่ก็ไม่กล้าถาม ทำได้เพียงให้ลั่วจิ่งเฉินช่วยเขียนใบประกาศ ส่วนตนเองก็ทำตามแผนการของลั่วชีเหนียง
แผนการของชีเหนียงค่อนข้างได้ผลตอบรับที่ดี ไม่นานนักก็มีคนมาถึงที่
ผู้ที่รับผิดชอบต้อนรับคือเฉียงจื่อ เมื่อเห็นมีคนมาก็รีบเข้าไปถามไถ่อย่างเป็มิตร
“สหายมาสมัครงานหรือ? มาๆ เรามาคุยกันทางนี้”
“งานของพวกข้า เวลาสิบวันหรือครึ่งเดือนคงทำไม่เสร็จง่ายๆ แน่ เ้าบอกกับคนที่บ้านเรียบร้อยหรือไม่” ขณะพูดก็นำทางเขาไปดูอาหารทุกวันของคนในค่าย “แน่นอนว่าเราทำงานใช้แรง ก็ต้องกินให้อิ่มอยู่แล้ว!”
พอคนผู้นั้นได้ดู โอ้โห ในหม้อคือน้ำแกงกระดูก ด้านข้างคือหมูผัดผัก หมูในนั้นเยอะกว่าผักเสียอีก
ก่อนเขาจะมาก็มีคนเตือน อย่าโดนหลอกล่ะ ตอนนี้เห็นทีตนเองจะเจอโชคใหญ่เข้าให้แล้ว
ฉับพลันคนผู้นี้ก็ลงนามในสัญญา หลังจากลงนามเรียบร้อยก็ม้วนแขนเสื้อและพุ่งไปทำงาน
เมื่อมีคนแรกก็มีคนที่สอง คนที่สาม และเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ บ้านพักตากอากาศค่อยๆ เริ่มต้นการปลูกสร้างขึ้นมา
เพียงแต่เวลาผ่านไปครึ่งเดือน ทางด้านชีเหนียงก็ยังไม่ได้รับข่าวคราวจากจ้าวจือชิง เมื่อถามสิงเหล่าซื่อ เขาก็อ้ำอึ้งไม่ยอมพูด พอเค้นถาม ก็บอกว่าจ้าวจือชิงไม่ให้พูดมาก ทำเอาชีเหนียงจนปัญญา จึงได้แต่รออยู่เช่นนี้
่ระหว่างนี้ สิงเหล่าซื่อนอกจากจะดูแลเื่งานในบ้านพักตากอากาศอันหยาง ในใจก็ยังนึกถึงเื่คำมั่นสัญญาที่ให้ไว้กับจ้าวจือชิง ก่อนหน้านี้เพียงเพราะทำตามสัญญา ตอนนี้กลับมีความจริงใจเพิ่มขึ้น ชีเหนียงไม่รังเกียจและช่วยเหลือพวกเขา เพื่อเป็การตอบแทน เขาก็ใส่ความจริงเข้าไปอีกหลายระดับ เวลาตรวจสอบก็จะทุ่มเทใส่ใจอย่างมาก
-----