ณ เรือนเ้าพระยารามันเดชานิจ
เสียงนกร้องเบา ๆ ดังเคล้าสายลมอ่อนในยามเช้า พร้อมกลิ่นหอมจาง ๆ ของดอกไม้ลอยเข้าตามสายลม พริมโรสค่อย ๆ ลืมตาขึ้นอย่างช้า ๆ บนฟูก ที่แปลกตา และเพดานไม้เหนือหัวที่เธอไม่คุ้นเคย… ม่านสีอ่อนปลิวไหว บ่งบอกว่าหน้าต่างเปิดโล่ง เธอค่อย ๆ ยันตัวเองลุกขึ้น ั์ตายังมึนงง หัวสมองพร่ามัวจนแทบจับต้นชนปลายไม่ถูก
“ที่นี่…ไม่ใช่คอนโดนิ…” เธอพึมพำออกมา พร้อมกับเสียงหัวใจที่เต้นโครมคราม
เธอค่อย ๆ สำรวจแต่ละอย่าง ตอนนี้เธออยู่บนเตียงไม้แบบไทย ฝาเรือนเป็ไม้กระดาน ขัดมันสะอาดสะอ้าน ทุกอย่างดู…ย้อนยุคจนเกินไป
“เฮ้ย…นี่มันอะไรกันวะ…ฝันอยู่เหรอ?” เธอกระซิบกับตัวเอง หัวใจเต้นแรงจนเหมือนจะหลุดออกมานอกอกทันใดนั้น ประตูไม้บานเลื่อนก็ค่อย ๆ แง้มออก
“คุณหนูพิมฟื้นแล้วหรือเ้าคะ?” หญิงสาวที่อยู่ตรงข้ามประตูเอ่ยขึ้น ก่อนจะวิ่งเข้ามาสวมกอดที่ขา พร้อมกับรอยยิ้ม
“คุณหนูรู้ตัวไหมเ้าคะ คุณหนูหลับไปหนึ่งวันเต็ม ๆ เลยเ้าค่ะ” หญิงสาวที่วิ่งเข้ามาเมื่อคู่กล่าวขึ้น
พริมโรสค่อย ๆ มองหญิงสาวผู้นั้นให้แน่ใจอีกครั้ง
“พี่บัว...พี่บัวจริงๆด้วย” ฉันสวมกอดหญิงสาวที่อยู่ตรงหน้า
“คุณหนู...” ทั้งสองคนต่างร้องไห้ และสวมกอดกันแน่น
แม้ว่าตัวเธอนั้นรู้ว่าพี่บัวที่อยู่ตรงหน้าไม่ใช่ พี่บัวคนเดียวกับคนที่ตนเองนั้นคิดถึง แต่อย่างน้อยเธอก็มีคนที่จะสามารถร่วมพูดคุยหรือพึ่งพาเมื่ออยู่ที่นี่แล้ว ไม่ว่าจะเจออะไรเข้ามาเธอก็พร้อมตั้งรับ!
ในจังหวะที่เธอกำลังสนใจอยู่กับแม่บัว จนไม่ทันสังเกตเห็นชายหนุ่มอีกสองคนที่อยู่หน้าประตู
“ข้าก็คิดอยู่ว่าทำไมเรือนคนป่วยถึงมีเสียงถึงดังเช่นนี้...แท้จริงแล้วเ้าตัวแสบฟื้นแล้วนี่เอง”
พริมโรสค่อย ๆ เงยหน้ามองก็พบกับใบหน้าที่คุ้นเคยและคุ้นชิน ดวงตาที่คมคาย รูปร่างที่สูงใหญ่นี้
“พี่ภัทร?...” พริมโรสพูดออกมาเบา ๆ
“แม่พิม น้องเรียกใครกัน? ...หรือน้องจำพี่ไม่ได้พี่ไม่ได้รึ ” พี่ภัทรกล่าวก่อนจะมาช่วยประคองเธอ ราวกับเป็พี่ชายผู้แสนอบอุ่น ทำให้พริมโรสแน่ใจเขาไม่ใช่ พี่ภัทร ของเธอแน่ เพราะพี่ของเธอจะต้องหัวเราะและให้เธอเดินออกมาหาเขาเอง แม้จะหน้าตาเหมือนกันทุกกระเบียดก็ตาม
เธอถอนหายใจเฮือกใหญ่ก่อนจะทิ้งตัวลงนั่ง คงจะแค่หน้าเหมือนสินะ...ทำไมถึงได้รู้สึกเจ็บจี๊ดที่กลางอกกันนะ
“แม่หญิงเป็อย่างไรบ้างแล? เมื่อวานออเ้าเป็ลมกลางตลาด ข้าจึงเป็คนพากลับเรือน ” เสียงของเขานุ่มลึกและมั่นคง “ข้าดีใจที่แม่หญิงปลอดภัย”
พริมโรสมองไปยังปลายเสียงนั้นก็พบว่าเขาคือชายคนที่ช่วยเราไว้ตอนลมที่ตลาดนี่น่า ติดหนี้ชายคนนี้อีกแล้วสิเรา
“เอ่อ…ขอบคุณค่ะ…” พริมโรสพูดอ้อมแอ้ม แววตายังว้าวุ่นก่อนจะเอ่ยถามเสียงเบา “ขอถามชื่อของคุณได้ไหมคะ?”
“อะไรกันคนกันเองทั้งนั้น...เป็ลมแค่นี้ก็จำชื่อกันมิได้แล้วหรือเ้า แม้แต่ชื่อข้าน้องหญิงก็ลืมสิ้นแล้วรึ!” พี่ภัทรพูดพร้อมกับทำตาโตไม่อยากจะเชื่อ
ก็อยากจะบอกพี่เหมือนกันนั่นแหละค่ะ ว่าข้านั้นลืมสิ้น ลืมจนไม่เหลืออะไรแล้วเหลือแต่ความจำปี 2568 ค่า
“ข้ามีนามว่าหลวงอรรถสุคนธกิจ เป็บุตรชายของเ้าพระยาธรรมเวชชากิจ และข้ารับราชการอยู่ในกรมโอสถ”
“โอ้โห…ชื่อแบบ…ละครพีเรียดเป๊ะเลย” พริมโรสพึมพำ แต่ชายหนุ่มยังยิ้มละไม
“ข้าเป็สหายของพี่ชายเ้า หลวงวิสูตรพิชัย บุตรของเ้าพระยารามันเดชานิจ และมีบุตรสาวชื่อ แม่พิมจันทร์...แม่นางนั่นเอง”
ถ้าจะละเอียดขนาดนี้คงมีแค่คุณพี่คนเดียวที่แหละค่ะ ขอบคุณมากที่ช่วยอธิบายนะคะ (ความในใจ)
“ท่านเรียกข้าว่า… พิมจันทร์ ใช่หรือไม่?” เธอถามย้ำอีกครั้ง
“หาไม่...ออเ้าได้ยินเยี่ยงไรล่ะ แม่พิมจันทร์” เขาพลากยิ้มบาง ๆ “…หรือแม่นางยังไม่ได้สติดี? ให้ข้าเอ่อชื่ออีกคราหรือไม่”
ตัวเราในยุคนี้ชื่อพิมจันทร์...พิมจันทร์ ทำไมชื่อคุ้น ๆ กันนะ
เดี๋ยวนะ!! นี่มันชื่อคุณเทียดนิ ถ้าฉันชื่อพิมจันทร์...ตอนนี้ฉันก็อยู่ในร่างของคุณเทียดหน่ะสิ ไม่ใช่ละ
“หรือนี่จะเป็หนังแบบติดกล้องตัวจิ๋วกันนะ…ต้องใช่แน่ ๆ ” ตายแล้วเผลอพูดออกมาจนได้
“หนัง? ท่านหมายถึง…ตำรา?” คุณหลวงอรรถเลิกคิ้วน้อย ๆ แต่ไม่ได้ซักถามต่อเมื่อเห็นสีหน้าเธอเครียด หลังจากนั้นทุกคนก็แยกย้ายกันไป...
ตลอดทั้งวัน พริมโรสถูกบ่าวไพร่เรียกขานว่า ‘คุณหนูพิมจันทร์’ หรือบางคราก็ ‘แม่หญิง’ จนเธอเริ่มชิน รวมถึงการที่เธอถูกจับแต่งกายด้วยผ้าซิ่นอยู่ทั้งวัน
เมื่อเธอตั้งสติได้เธอก็เริ่มที่จะเดินชมรอบๆ เรือนของตนเป็ที่แรก เรือนหลังนี้ช่างงดงามมาก เธอมองไปที่แม่น้ำเ้าพระยาที่กว้างใหญ่ บัดนี้เธอเห็นแล้ว
ถนนที่ควรมี รถไฟฟ้าที่ควรวิ่ง และตึกที่สูงเสียดฟ้า กลับกลายเป็ท่าน้ำ ที่มีเรือพายล่องไปมา
ความสับสนยังวนเวียนอยู่ในหัวเธอ…ฉันย้อนอดีตมาจริงเหรอ? แล้วจะกลับไปยังไง? แล้วผู้ชายคนนั้น…คุณหลวงอรรถ…ทำไมถึงคุ้นตาอย่างประหลาด แถมยังรู้สึกผูกพันแบบไม่มีเหตุผลเลย…
ในคืนนั้น เธอหลับไปทั้งที่ใจหนักอึ้ง เต็มไปด้วยคำถามที่หาคำตอบไม่ได้สักเื่เดียว ค่ำคืนนี้ดำเนินผ่านไปอย่างเงียบงัน
