ยามเซวียเสี่ยวหรั่นกับอูหลันฮวามาถึงสำนักวาณิชสกุลเมิ่ง ก็เป็เวลาประมาณบ่ายสามบ่ายสี่
เมิ่งเฉิงเจ๋อออกไปตรวจตราร้านค้ายังไม่กลับ ผู้ดูแลสำนักวาณิชย่อมจำเซวียเสี่ยวหรั่นได้ รีบให้สาวใช้นำพาพวกนางไปห้องรับแขก หลังจากสาวใช้ยกน้ำชามาให้ก็ถอยออกไปจากห้อง
"ต้าเหนียงจื่อ คนร่ำรวยนี่แตกต่างจริงๆ ดูถ้วยชานี่สิ ประณีตงดงามเหลือเกิน" อูหลันฮวายกถ้วยชาลายครามลายกิ่งประสานขึ้นมาพิจารณาอย่างระมัดระวัง
"มันแน่อยู่แล้ว ไม่เพียงแต่ถ้วยชา ใบชาก็ล้ำเลิศ ได้ยินว่าพวกเขานำชาิเฉียนหลงจิ่งมาต้อนรับ หลันฮวา เ้าชิมดูสิ กลิ่นหอมไม่เลวเลย"
คุณปู่ของเซวียเสี่ยวหรั่นชอบดื่มชา แต่ใบชาที่ซื้อล้วนเป็ชาระดับปานกลาง ไม่พิถีพิถันถึงขั้นต้องใช้ใบชาชั้นยอด เซวียเสี่ยวหรั่นเองชอบชาบุปผา เช่น ชาเหมยกุ้ยฮวา (ชาดอกกุหลาบ) ชาโม่ลี่ฮวา (ชามะลิ) ชาจวี๋ฮวา (ชาเก็กฮวย) เหล่านี้
เธอไม่ค่อยรู้เกี่ยวกับชาเท่าไรนัก
"อื้อหือ หอมมาก" อูหลันฮวาได้ดื่มชาชั้นสูงเป็ครั้งแรก ย่อมจะมีความตื่นเต้น
ชาที่โรงเตี๊ยมไม่เก็บเงิน ล้วนแต่เป็ชาหยาบ ถ้าอยากดื่มชาดี ก็ต้องควักกระเป๋าของตนเอง
เซวียเสี่ยวหรั่นก็ไม่พิถีพิถันด้านนี้ เหลียนเซวียนดื่มยา ไม่สะดวกดื่มชา ดังนั้นจึงไม่ได้ควักกระเป๋าซื้อชาชั้นเลิศ
"อร่อยก็ดื่มมากหน่อย อาศัย่ที่เ้านายของพวกเขาไม่อยู่ ดื่มเพิ่มอีกสักสองถ้วย" เซวียเสี่ยวหรั่นหันไปขยิบตากับอูหลันฮวา
อูหลันฮวาทำสีหน้ารับรู้ อมยิ้มพลางพยักหน้า
หญิงบ้านนอกที่ไม่เคยดื่มชาชั้นดีสองคนยิ้มพรายพลางดื่มคนละคำ
หลังจากนั้นสองเค่อ เซวียเสี่ยวหรั่นกับอูหลันฮวาวิ่งเข้าห้องสุขากลับมา เมิ่งเฉิงเจ๋อก็มาถึงพอดี
"ต้าเหนียงจื่อ ลำบากท่านคอยนานแล้ว"
เมิ่งเฉิงเจ๋อผลัดเปลี่ยนเป็อาภรณ์ตัวยาวขาวดุจจันทรา ปกและแขนเสื้อปักดิ้นลายเมฆาอสนีแลดูงามสง่า ผมเกล้ามวยสูงรัดเกี้ยวหยก แม้จะหน้าขาวผ่องแต่กลับยังคงความสูงส่งอยู่หลายส่วน
พัดจีบในมือ เปลี่ยนมาเป็พัดไผ่หยกที่แลดูสง่างาม
สุดท้ายก็ยังไม่พ้นขาวทั้งตัวอยู่ดี เซวียเสี่ยวหรั่นพึมพำในใจ
"นายน้อยเมิ่ง นี่คือสาร รบกวนช่วยส่งให้พวกเราด้วย"
เซวียเสี่ยวหรั่นส่งกระดาษที่พับเรียบร้อยแผ่นนั้นให้
เมิ่งเฉิงเจ๋อรับมา กระดาษแผ่นบางๆ แค่พับไว้ดูเหมือนจะไม่กลัวคนเปิดอ่านแม้แต่น้อย
"ต้าเหนียงจื่อ พวกท่านจะออกเดินทางเมื่อไร"
"เื่นี้... ข้าก็ยังไม่แน่ชัด ประมาณสองสามวันกระมัง"
ยาของนางกับเหลียนเซวียนยังต้มไม่หมด เซวียเสี่ยวหรั่นคิดว่าหลังจากดื่มยาหมดแล้ว ก็น่าจะออกเดินทาง
"เร็วถึงเพียงนี้?" เมิ่งเฉิงเจ๋อขมวดคิ้ว
"อื้ม ถ้ามีตรงไหนไม่เข้าใจ สามารถให้คนไปหาที่โรงเตี๊ยม"
เซวียเสี่ยวหรั่นรู้สึกว่าเร็วไป นางไม่รีบร้อน แต่นางรู้สึกว่าเหลียนเซวียนเร่งรีบ
สีหน้าเขาดั่งเมฆคล้อยลมโชย แต่เซวียเสี่ยวหรั่นกลับรู้สึกได้ว่าใจเขารีบร้อนที่จะกลับไป
น่าจะมีงานสำคัญมากมายรอเขากลับไปจัดการ เซวียเสี่ยวหรั่นรู้สึกเช่นนั้น
อย่างไรเสียรวมกับ่เวลาที่หลงอยู่ในป่าก็ปาเข้าไปครึ่งปีแล้ว
หากบ้านเธออยู่บนแผ่นดินนี้ เธอก็คงอยากกลับบ้านโดยเร็วเช่นเดียวกัน
คิ้วน่ามองของเมิ่งเฉิงเจ๋อขมวดเข้าหากัน "ต้าเหนียงจื่อมิกังวลปัญหาเื่ยอดขายภายหน้าบ้างเลยหรือ"
"ไม่กังวล หากนายน้อยเมิ่งทำกิจการนี้ให้ดีไม่ได้ จะมีผู้ใดทำได้อีกเล่า"
เซวียเสี่ยวหรั่นมองใบหน้าขาวดุจหยกของเขา นึกอุทานในใจ คนหน้าตาดี ขนาดนิ่วหน้าก็ยังดูน่ามอง
เมิ่งเฉิงเจ๋อหัวเราะเบาๆ "หมวกสูงใบนี้ผู้น้อยมิกล้ารับ"
เพียงทอยิ้ม เนตรหงส์ก็ทอประกายระยิบระยับ ริมฝีปากแวววาวโดยมิต้องทาชาด แลดูมีเสน่ห์เย้ายวน พร่างพรายเสียจนดวงตาของเซวียเสี่ยวหรั่นกับอูหลันฮวาแทบบอด
เซวียเสี่ยวหรั่นหัวใจเต้นแรง ยากจะละสายตา
ให้ตายเถอะ โรคแพ้คนหล่อกำเริบ เธอต้องระวังเสียแล้ว
หันกลับไปก็พบว่าอูหลันฮวาก็จ้องผู้อื่นตาค้าง น้ำลายแทบจะไหลออกมา
"แฮ่ม" เซวียเสี่ยวหรั่นรีบกระแอมเบาๆ เอื้อมมือไปตบหลังมือนาง
หลังมือของอูหลันฮวายังมีาแจางๆ นั่นคือแผลเป็ที่หลงเหลืออยู่จากการต่อสู้กับโจรป่าคราก่อน
เซวียเสี่ยวหรั่นเห็นแล้วก็นึกถึงาแสิบกว่าแผลบนตัวนาง
เดี๋ยวต้องไปถามร้านขายยาว่ามีสีผึ้งดีๆ ที่สามารถลบแผลเป็ได้บ้างหรือไม่ เป็สาวเป็นางจะให้มีแผลเป็เหลือทิ้งบนเรือนกายไม่ได้
อูหลันฮวาได้สติ สีหน้าฉายแววประหม่า ต้องโทษที่คนผู้นี้หน้าตาดีเกินไป
เมิ่งเฉิงเจ๋อเห็นปฏิกิริยาของพวกนางอยู่ในสายตา มุมปากก็โค้งขึ้นโดยไม่รู้ตัว "ยังมิทันได้ถาม ท่านผู้นี้คือ?"
"อ๋อ นางชื่ออูหลันฮวา เป็น้องสาวข้า" เซวียเสี่ยวหรั่นสวมบทบาทเป็พี่ใหญ่ทันที
อูหลันฮวาอึ้งงัน หันไปมองนางอย่างตกตะลึง
"อ้อ แม่นางอูนี่เอง" เมิ่งเฉิงเจ๋อลอบพิจารณาคนทั้งสองตรงหน้าอย่างแเี
คนหนึ่งผิวดำ คนหนึ่งผิวขาว คนหนึ่งหน้าตาองอาจราวบุรุษ อีกคนงามลออเหมือนบุปผาน้อยๆ ไม่มีส่วนไหนละม้ายคล้ายคลึงกัน ไหนเลยจะเป็พี่น้องร่วมสายโลหิต
"นายน้อยเมิ่ง" อูหลันฮวาเอ่ยถ้อยคำประโยคนี้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ
แม้ฟังดูน่าอึดอัดอยู่บ้าง แต่กลับชัดเจนดี
เมิ่งเฉิงเจ๋อเห็นคนมานับไม่ถ้วน พบสถานการณ์ต่างๆ มาไม่รู้เท่าไร ย่อมจะไม่เปลี่ยนสีหน้าเพราะเื่เล็กน้อยแค่นี้
"ได้ยินต่งชิ่งบอกว่า คราก่อนตอนพบโจรป่า มีแม่นางคนหนึ่งต่อสู้กับโจรป่าเป็ขบวน ในที่สุดก็ได้ชัยชนะ มิทราบว่าใช่แม่นางอูหรือไม่"
ต่งชิ่งตรวจสอบเื่ระหว่างที่พวกเขาติดตามท้ายขบวนคาราวานสินค้าอย่างชัดแจ้ง แต่เื่ราวก่อนหน้านั้น ยังต้องใช้เวลาส่งคนไปตรวจสอบ
"น้องสาวข้าคนนี้ มีกำลังวังชามาก แค่กระบองเดียวก็ตีโจรป่ากระเด็นไปเลย" เซวียเสี่ยวหรั่นทอยิ้ม สีหน้าเผยความภาคภูมิใจ
"เอ้อ ไม่ใช่ข้าแค่คนเดียวหรอก" อูหลันฮวาไม่อยากพูดเยอะมากยามอยู่ข้างนอก แต่จะรับผลงานไว้กับตัวทั้งหมดก็รู้สึกละอาย
"แม่นางอูเป็ผู้กล้าในหมู่สตรี ชวนให้คนเลื่อมใส"
แม้เมิ่งเฉิงเจ๋อจะได้ยินว่าการออกเสียงของนางมีปัญหา แต่ไม่แสดงออกทางสีหน้าแม้แต่น้อย
อูหลันฮวาหน้าแดงซ่านยกมือเกาศีรษะ มองเซวียเสี่ยวหรั่นอย่างทำอะไรไม่ถูก
"อื้อ น้องสาวข้าเก่งกล้า แต่นางก็ได้รับาเ็ไม่เบา" เซวียเสี่ยวหรั่นหาทางออกให้ด้วยการชี้ไปที่าแบนหลังมือ "แผลแบบเดียวกันนี้ ยังมีอยู่บนตัวนางอีกสิบกว่าแแห่ง ตอนนั้นเืท่วมตัวแทบกลายเป็มนุษย์โลหิต
นึกถึงตอนนั้นที่เห็นนางมีแต่เืเต็มตัว เซวียเสี่ยวหรั่นยังหวาดกลัวไม่หาย
"แคว้นหลีมีโจรป่ามากมาย พวกต้าเหนียงจื่อเดินทางครานี้ต้องระวังตัวให้มาก" เมิ่งเฉิงเจ๋อชิงชังสถานการณ์ภายในแคว้นหลีเช่นนี้เป็ที่สุด
ราชสำนักอ่อนแอ ขุนนางไร้ความสามารถ ขุนนางบุ๋นบู๊ทั้งราชสำนักล้วนจนปัญญาจะจัดการกับโจรป่า
ทุกครั้งที่ขบวนสินค้าของวาณิชสกุลเมิ่งออกเดินทางต้องเตรียมผู้คุ้มกันให้เพียงพอ เพื่อรับมือกับโจรป่าตัวอันตรายเ่าั้
"สองวันที่เหลือ พวกเราจะลองไปสอบถามดูว่ามีสำนักคุ้มกันใดจะไปอาณาเขตแคว้นฉีบ้าง" เซวียเสี่ยวหรั่นคิดเื่นี้มานานแล้ว
เมิ่งเฉิงเจ๋อขบคิดเล็กน้อย มองพวกนางสองคน "หากต้าเหนียงจื่อไว้วางใจผู้น้อย เื่สำนักคุ้มภัยผู้น้อยจะช่วยไปสอบถามแทนพวกท่านเอง"
อย่างไรเสียก็เป็พันธมิตรคนสำคัญ เขาย่อมไม่ปรารถนาให้พวกเขามีอันเป็ไประหว่างการเดินทาง
