บทที่ 12 ห้องยาอายุวัฒนะของตระกูล
ใน่เวลาเพียงชั่วพริบตาเดียวก็มีแสงสาดส่องผ่านก้อนเมฆบนพื้นจัตุรัสเล็กๆ ของตระกูลลู่ หลังจากที่แสงหายไปเรือแสงตัดเมฆา์ที่อยู่ภายในก็ปรากฏออกมาให้เห็น
ลู่เหว่ยจุนนำลู่อวี่และผู้เฒ่าทั้งสามคนเดินออกมาจากภายในนั้น
ตระกูลลู่ ได้รับผลประโยชน์มหาศาลจากการต่อสู้ในครั้งนี้ ความแข็งแกร่งของตระกูลก็กลับมาอีกครั้งทั้งยังแข็งแกร่งยิ่งขึ้น มิน่าเล่า สาเหตุที่ทำให้ทุกคนมีใบหน้าสุขชื่นมื่น ท้ายที่สุดแล้วตระกูลผู้บำเพ็ญเพียรเช่นพวกเขาก็ไม่ได้แตกต่างอะไรกับสำนักเ่าั้ ที่ต่างก็จ้องแข่งขันกันเพื่อไขว่คว้าทรัพยากรในการบำเพ็ญเพียรให้เพิ่มมากขึ้น แต่ทรัพยากรในโลกแห่งการบำเพ็ญเพียรนั้นมีอยู่อย่างจำกัด หากเ้ามีแต่ข้าไม่มี ย่อมต้องแข่งขันเพื่อแย่งชิงมา และหากเกิดการแย่งชิงย่อมมาพร้อมกับการนองเื ดังนั้นว่ากันว่าการฝึกฝนบำเพ็ญเพียรเป็การกระทำที่ขัดต่อ์ เพราะมันเต็มไปด้วยรสชาติของการนองเื!
ทันใดนั้นลู่เหว่ยจุนก็เหมือนจะนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ และหยุดก้าวเดินทันที!
อีกหลายคนไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ก็พากันหยุดเท้าไปตามๆ กัน
ลู่เหว่ยจุนหันกลับมาถามอย่างนุ่มนวลว่า “อวี่เอ๋อร์ ตอนนี้เ้าสามารถปรุงยาอายุวัฒนะได้ถึงขั้นใดกันแน่? แล้วปรุงยาได้มากเท่าไรหรือ? ระดับความสามารถเล่า เ้าห่างชั้นจากาาโอสถของเขาหนิงชุยเฟิงเพียงใด?”
ลู่อวี่ใเมื่อได้ยินเช่นนี้ แต่ทันใดนั้นก็เข้าใจแผนการของลู่เหว่ยจุนทันที จึงพึมพำเงียบๆ ว่า าาโอสถอะไรกัน คนผู้นั้นยังไม่มีคุณสมบัติพอที่จะมาเป็เด็กก่อไฟของข้าด้วยซ้ำ แต่ในเมื่อลู่เหว่ยจุนถามมาแล้ว จะไม่ตอบก็คงไม่ได้ จึงตอบกลับไปแต่โดยดีว่า “อืม ขั้นห้าได้ พอที่จะทำให้นักพรตชั้นสูงของตระกูลฝึกฝนกันได้อย่างไม่มีปัญหา!” ส่วนประโยคสุดท้ายก็ทำเป็ว่าไม่ได้ยิน
เขาไม่กล้าพูดไว้สูงกว่านี้ แม้ว่าการปรุงโอสถจะต้องใช้ประสบการณ์ที่สูงกว่านี้ แต่ก็มีข้อจำกัดในขั้นพลังยุทธ์ด้วย และความสามารถในตอนนี้ของเขาสูงสุดก็คงแค่ปรุงยาขั้นสี่ออกมาได้เท่านั้น แต่นั่นต้องจับเซียนหยกไว้ในมือข้างหนึ่งและกินยาไปด้วยถึงจะทำได้ ไม่เช่นนั้นคงทนการย่อยสลายของการปรุงยาไม่ได้
ยิ่งไปกว่านั้น ระดับพลังยุทธ์ของตนเองก็ตกต่ำไม่น้อย หากความสามารถในการปรุงยาอายุวัฒนะสูงมากไป และตัวเขายังเป็นายน้อยของตระกูลลู่อีก หากเกิดเื่หลุดไป คิดว่าคงจะทำให้หลายคนไม่สบายใจ และคงไม่เป็ผลดีต่อทั้งตระกูลลู่และตัวเขาเอง ดั่งคำโบราณที่ว่า “ไม้เด่นเกินไป มักนำภัยมาสู่ตน” ไม่ว่าอย่างไรก็จะให้คนอื่นมาตราหน้าเขาไม่ได้ บทเรียนเช่นนี้เจอมามากแล้วในชาติก่อน
“ดี ฮ่าฮ่าฮ่า!” ใบหน้าของลู่เหว่ยจุนฉายความดีใจจนปิดไม่มิด แต่ในใจกลับรู้สึกหวาดหวั่น เพราะไม่รู้ว่าใครคือปรมาจารย์ที่ถ่ายทอดวิธีปรุงโอสถให้ลู่อวี่กันแน่ แค่สอนผ่านๆ ยังทำให้ลูกชายของเขากลายเป็คนปรุงโอสถขั้นห้าได้แล้ว ช่างน่ากลัวจริงๆ
แต่เขาก็ไม่ได้ถามอะไรให้มากความ เพราะในเวลานี้ เขาไม่ได้สงสัยเกี่ยวกับคำพูดของลูกชายอีกต่อไปแล้ว เดิมทีคิดว่าลูกชายจะเป็คนปรุงโอสถขั้นหก แต่ไม่นึกไม่ฝันว่าแม้กระทั่งยาอายุวัฒนะก็ยังปรุงยาออกมาได้ นี่อยู่ในขั้นสูงสุดของโลกแห่งการบำเพ็ญเพียรในเทียนตูแล้ว หากเป็เช่นนั้นแล้ว ไม่เพียงตระกูลลู่จะมีหวังเท่านั้น แต่การฝึกฝนบำเพ็ญเพียรของเขาก็จะก้าวะโไปอีกขั้นใน่เวลาอันสั้นอีกด้วย? เมื่อคิดได้เช่นนี้ก็รู้สึกใจเต้นแรงไม่น้อย
ผู้เฒ่าทั้งสามที่ยืนอยู่ด้านข้าง ยืนตาโตมองลู่อวี่ ทำเหมือนกับกำลังมองสมบัติล้ำค่าที่หายาก ขาดแค่มือเล็กๆ ที่ยื่นออกจากดวงตาทั้งหกมาจับเขาเขย่า เพื่อเอายาอายุวัฒนะออกมาอย่างไม่คิดชีวิตเท่านั้น
“อะแฮ่ม!” เมื่อลู่เหว่ยจุนเห็นผู้เฒ่าทั้งสามควบคุมตนเองไม่ได้ ก็รีบส่งเสียงไอออกมาทันที จากนั้นก็หันไปพูดกับลู่อวี่ด้วยสีหน้าจริงใจ “อวี่เอ๋อร์ แต่ก่อนเ้าเป็คนดื้อรั้นและโง่เขลา คุณสมบัติในการฝึกฝนของเ้าก็นับว่ายังไม่ดีพอ แม้ว่าพ่อจะคาดหวังในตัวเ้า แต่ก็ไม่ได้้าอะไร และแม้ว่าในบางครั้งเ้าจะทำผิด พ่อและตระกูลลู่ก็ยังให้อภัยเ้าได้”
“แต่!” ลู่อวี่แอบเยาะเย้ยอยู่ในใจ นี่เป็การหลอกใช้ความรักจากครอบครัวเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย!
เป็อย่างที่คิดไว้ลู่เหว่ยจุนถึงกับหยุดชะงักและพูดต่อว่า “แต่ตอนนี้เ้าประสบความสำเร็จแล้ว เช่นนั้นเ้าควรแบ่งเบาภาระของตระกูลลู่และแบ่งเบาภาระของพ่อ ทั้งยังต้องแบกรับภาระความรับผิดชอบในหน้าที่ของเ้า เ้าเห็นแล้วใช่หรือไม่ว่าตอนนี้เ้าเป็คนปรุงโอสถขั้นห้าแล้ว เช่นนั้นแล้ว ยาอายุวัฒนะที่ต้องแบ่งปันในตระกูลย่อมต้องเป็…”
เห็นดวงตาที่คาดหวังของลู่เหว่ยจุน ลู่อวี่ก็ไม่ทำให้เขาผิดหวังเช่นกัน จึงพยักหน้าแล้วตอบกลับไปว่า “ท่านพ่อพูดถูก แบ่งยาอายุวัฒนะให้บางส่วนย่อมไม่มีปัญหา แต่ข้าจะให้เพียงยาอายุวัฒนะขั้นหกขึ้นไปเท่านั้น นอกเหนือจากนี้จงไปหาเอาที่อื่นไม่ใช่ที่ข้า ข้าไม่มีเวลามากเช่นนั้น เพราะการฝึกฝนของข้าก็ไม่อาจล่าช้าได้เช่นกัน!”
ลู่เหว่ยจุนและผู้เฒ่าทั้งสามดีใจกันยกใหญ่ จะให้ลู่อวี่ปรมาจารย์โอสถที่เพิ่งเกิดใหม่ลงมือปรุงยาอายุวัฒนะขั้นต่ำได้อย่างไร หากเป็แบบนั้นก็ถือว่าวางลำดับความสำคัญสลับกันน่ะสิ?
ผู้เฒ่ารองถึงกับใขึ้นมาทันที รีบเอ่ยปากพูดออกไปทันควัน “อ้อใช่สิ ตอนนี้ลู่อวี่น้อยเป็คนปรุงโอสถแถวหน้าแล้ว จะไม่มีเตาปรุงยาดีๆ ได้อย่างไร? ก่อนหน้านี้ลุงสามของเ้าได้นำเตาหลอมยาวิเศษกลับมาด้วยเตาหนึ่ง เหมาะเจาะยิ่งนัก ข้าจะมอบให้เ้า!”
ผู้เฒ่ารองลู่หงชางผู้นี้ได้ทำเื่สกปรกไว้กับสองพ่อลูกตรงหน้าไม่น้อย เพราะเื่ตำแหน่งประมุขของตระกูล ในเวลานี้ ไม่เพียงแต่เขาไม่สามารถสั่นคลอนตำแหน่งของลู่เหว่ยจุนในฐานะประมุขของตระกูลลู่ได้ แต่ลูกชายของอีกฝ่ายยังกลับกลายเป็คนปรุงยาอายุวัฒนะขั้นห้า ในภายภาคหน้า ไม่ว่าจะเป็ยาอายุวัฒนะที่ใช้ในการฝึกฝนของเขาเองหรือของลูกชายย่อมตกอยู่ในมือของลู่เหว่ยจุน หากตอนนี้ไม่รีบหาทางกลับมาเชื่อมความสัมพันธ์ เช่นนั้นไม่เท่ากับว่าเขากำลังหาเื่ให้ตัวเองหรือ? ตอนนี้ยังทำให้อัจฉริยะของตระกูลเมิ่งพ่ายแพ้อย่างย่อยยับในการประลองฝีมือและยังทำให้คนผู้นั้นได้รับาเ็สาหัสเกือบตายด้วยสิ ชื่อเสียงของเขาโด่งดังไปไกล ใช้เวลาไม่นานข่าวลือคงแพร่กระจายไปทั่วเทียนตู แต่อย่างไรเขาก็เป็ถึงผู้าุโของตระกูล จะอย่างไรก็ไม่อยากเสียหน้า หรือยอมเอ่ยปากขอโทษ ดังนั้นจึงทำได้เพียงหาผลประโยชน์มามอบให้เพื่อเชื่อมสัมพันธ์
แม้เขาจะรู้ดีว่า คงจะถูกบีบออกจากจุดศูนย์กลางของตระกูลอย่างแน่แท้ในภายภาคหน้า แต่หากสามารถกลับมาเชื่อมสัมพันธ์ได้ อย่างไรเืย่อมข้นกว่าน้ำ!
ลู่อวี่รู้เื่นี้ดี แต่เขาก็ไม่ได้ถือสาอะไรกับเื่นี้มากนัก หนึ่งเขาเพิ่งกลับชาติมาเกิดใหม่ ความรู้สึกผูกพันที่มีต่อตระกูลลู่ยังคงต้องใช้เวลาบ่มเพาะ สองแม้ว่าผู้เฒ่ารองแห่งตระกูลลู่จะจ้องตำแหน่งประมุขตระกูลตาเป็มัน แต่ก็ไม่ได้โลภมากจนทำเื่เสียหายไม่เข้าท่า เขาจึงยังไม่ทำอะไรที่ดูเกินกว่าเหตุไปเช่นกัน ดังนั้นจึงพยักหน้ารับและกล่าวว่า “เช่นนั้นก็ขอขอบคุณท่านปู่สี่และท่านลุงสามยิ่งนัก บังเอิญอวี่เอ๋อร์กำลัง้าเตาหลอมยาอายุวัฒนะดีๆ สักเตามาปรุงยาอายุวัฒนะพอดี จะได้ไม่ต้องเสียเวลาไปเสาะหาให้เหนื่อยเปล่า!”
ลู่เหว่ยจุนเฝ้าดูอยู่ด้านข้าง และรู้ดีว่ามีความหมายอื่นแอบแฝงอยู่ในประโยคนั้น การที่ลูกชายยอมรับสิ่งของของลู่หงชาง นั่นหมายความว่าเื่นี้ได้จบลงแล้ว วิธีนี้ไม่เพียงแต่เป็ประโยชน์ต่อตนเองให้ควบคุมคนทั้งตระกูลได้ แต่ยังเป็ประโยชน์ต่อความปรองดองของคนในตระกูลด้วย ผู้เฒ่ารองจะออกจากศูนย์กลางของตระกูลลู่แน่นอนในภายภาคหน้า และเชื่อว่าตัวเขาเองคงจะเตรียมพร้อมสำหรับเื่นี้แล้วเช่นกัน
ทั้งหมดทั้งมวลนี้ล้วนแก้ไขวิกฤติที่ซ่อนเร้นอยู่ในตระกูลด้วยคำพูดง่ายๆ เพียงไม่กี่คำ เมื่อมีความรู้สึกที่ดีต่อกัน ความสัมพันธ์ของทั้งสองฝ่ายย่อมเกิดความปรองดองยิ่งขึ้น
แต่ลู่อวี่เป็เพียงนายน้อยเท่านั้นในยามนี้ จึงไม่มีอะไรจะพูดกับบิดาและบรรดาผู้าุโอีก จึงกล่าวลาและกลับไปพักผ่อนยังที่พักของตนเอง
เช้าวันรุ่งขึ้น ลู่อวี่ฝึกบำเพ็ญเพียรเสร็จแล้วก็เดินไปยังห้องปรุงยาอายุวัฒนะของตระกูลลู่ แม้ว่าเวลาฝึกฝนจะตึงเครียดไม่น้อย แต่เขาก็ไม่อาจเพิกเฉยต่อคำขอของบิดาได้ ก็ต้องปฏิบัติตามถึงจะถูก ด้วยเหตุผลนี้หลังจากตื่นเช้ามาจึงคิดที่จะไปดูห้องปรุงยาอายุวัฒนะของตระกูลลู่ และปรุงยาอายุวัฒนะให้ได้ในปริมาณที่เพียงพอเพื่อส่งมอบให้นักพรตในตระกูลโดยเร็วที่สุด และตัวเองจะได้มีเวลาฝึกฝนให้มากขึ้น
ระหว่างทางเมื่อทุกคนเห็นเขา ไม่ว่าจะเป็ข้ารับใช้หรือสมาชิกในตระกูลลู่ต่างหยุดทักทายเขาด้วยความเคารพ สายตาก็เต็มเปี่ยมไปด้วยความชื่นชม แต่ส่วนใหญ่จะมีความอยากรู้อยากเห็นมากกว่า เมื่อวานนี้ลู่อวี่เอาชนะเมิ่งเทียนอวิ๋นอัจฉริยะผู้มีพลังยุทธ์่ปลายขั้นพลังจิตที่แข็งแกร่งของตระกูลเมิ่งได้ ไม่เพียงกอบโกยผลกำไรและสร้างชื่อเสียงมหาศาลให้กับตระกูลลู่เท่านั้น แต่ยังกอบกู้ชื่อเสียงโด่งดังและศักดิ์ศรีมาให้ลู่อวี่อีกด้วย
คนปรุงโอสถขั้นห้าที่อายุเพียงสิบแปดปี มีพลังยุทธ์อยู่ใน่แรกของขั้นพลังจิตก็สามารถเทียบการต่อสู้กับผู้ที่มีพลังยุทธ์ใน่ปลายขั้นพลังจิตได้ ซึ่งมันเพียงพอแล้วที่จะทำให้ทุกคนมองเขาด้วยความชื่นชม ยิ่งไปกว่านั้น เขายังเป็ลูกชายของประมุขตระกูลลู่ ทั้งยังมีศักดิ์และสิทธิ์เป็ถึงทายาทในภายภาคหน้าของตระกูลลู่ด้วย เกียรติยศที่ได้มาทำให้ลู่อวี่มีความลึกลับไม่น้อยในหมู่สมาชิกคนอื่นๆ ในตระกูลลู่
ห้องปรุงโอสถของตระกูลลู่ อยู่ภายในถ้ำแห่งหนึ่งกลางูเาเทียนฉยง ไม่ใช่เพื่อเก็บเป็ความลับแต่อย่างใด แต่เพราะสะดวกที่จะดึงเพลิงปฐีมาใช้ได้ เพลิงปฐีเป็เปลวไฟที่มีมากที่สุดและง่ายต่อการใช้งานในโลกแห่งบำเพ็ญเพียร อีกทั้งระดับขั้นของมันยังถือว่าสมเหตุสมผล ถึงแม้ปัจจุบันนี้จะมีเสิ่นตานเจวี๋ยผู้ได้ชื่อว่าเป็าาโอสถเปิดห้องเพลิงปฐียาอายุวัฒนะเก้าห้องขึ้นบนยอดเขาหนิงชุยเฟิงเพื่อให้ศิษย์ในสำนักได้ใช้งาน
แต่เนื่องจากเพลิงปฐีนั้นมีการปะทุอย่างรุนแรง และยากต่อการควบคุม โดยเฉพาะอุณหภูมิที่ไม่ร้อนพอจะหลอมละลายอาวุธวิเศษและสมบัติล้ำค่าที่มีคุณภาพสูงได้ ดังนั้นคนปรุงโอสถขั้นสูงส่วนใหญ่จึงรังเกียจที่จะใช้ไฟนี้
ลู่อวี่ก็เช่นเดียวกัน ไฟที่เขาใช้เมื่อชาติก่อนเป็ไฟแท้ปฐี ซึ่งอยู่ในรายชื่ออันดับสี่ของไฟแท้จักรวาล ยาอายุวัฒนะที่กลั่นออกมาทั้งหมดล้วนแล้วแต่เป็ขั้นสามขึ้นไป แต่เพื่อบรรลุขั้นพลังยุทธ์ขึ้นจึงปรุงยาะโข้ามขึ้นไปเป็ยาอายุวัฒนะขั้นหนึ่ง และเพราะยาอายุวัฒนะนั้นมีเกินขีดจำกัดของโลกมนุษย์ และยังมีพลังมากเกินไป เขาจึงสู้สุดตัวแต่ก็ปกป้องเม็ดนั้นมาได้เพียงเม็ดเดียว
แต่ระดับพลังยุทธ์ของเขาตอนนี้มีอยู่อย่างจำกัด ที่ปรุงได้ก็มีแต่ยาอายุวัฒนะขั้นต่ำ การที่มีไฟปฐีให้ใช้งานย่อมสะดวกและประหยัดเวลากว่าไฟแท้ของตนเอง ดังนั้นจึงไม่ได้พิถีพิถันมากนัก
ลูกหลานในตระกูลลู่ที่ทำหน้าที่เฝ้าประตูมองเห็นร่างของลู่อวี่จากระยะไกลพลันตื่นเต้นขึ้นมาทันที หลังจากกำชับกับสหายแล้ว ก็วิ่งกรูเข้าไปในถ้ำเพื่อรายงานผู้เฒ่าห้าลู่หงิ ข่าวที่นายน้อยต่อสู้กับเมิ่งเทียนอวิ๋นเมื่อวานจนเอาชนะได้แพร่สะพัดไปทั่วทั้งตระกูลแล้ว ทำให้หลายคนใจนเวียนหัวตาลาย และยากที่จะเชื่อ แต่ลูกหลานในตระกูลที่อยู่ในห้องยาอายุวัฒนะอย่างพวกเขารู้ดีว่านายน้อยผู้นี้ของตระกูลไม่เพียงแต่มีพลังการต่อสู้ที่น่าทึ่งเท่านั้น แต่ยังมีความสามารถในการปรุงโอสถโดดเด่นเหนือใครอีกด้วย ได้ยินท่านผู้เฒ่าห้าบอกว่าดูเหมือนนายน้อยลู่อวี่จะเก่งน้อยกว่าาาโอสถเฒ่าไม่มากนัก
ลูกหลานอีกคนของตระกูลที่เป็ยามเฝ้าประตูกำลังคิดอยู่ว่าตนเองควรพูดอะไรดี เพื่อจะได้สร้างความประทับใจให้กับนายน้อยได้ หากได้รับคำชื่นชมจากนายน้อยเพียงสักนิดก็ยังดี จากนี้ไปเขาจะต้องได้เป็บุคคลอันดับหนึ่งในตระกูลลู่อย่างแน่นอน นับเป็เื่ดีไม่น้อยและหากนายน้อยเกิดดีใจขึ้นมาแล้วมอบยาอายุวัฒนะให้ตนอีก ก็คงจะเป็เื่ราวที่ดียิ่งนัก
ดังนั้น เมื่อลู่อวี่เห็นยังอยู่ห่างจากห้องปรุงโอสถอีกร้อยจั้ง ลูกหลานของตระกูลผู้นี้ก็เข้ามาโค้งคำนับทำความเคารพเขาอย่างรวดเร็วในพริบตา จากนั้นก็พูดด้วยท่าทีเคารพนบนอบ “นายน้อยลู่อวี่ เข้าไปแจ้งให้ผู้เฒ่าห้าทราบแล้ว พวกเขากำลังจะออกมาต้อนรับท่านในไม่ช้านี้ ข้าน้อยลู่เจี้ยนทำหน้าที่อยู่ในห้องปรุงยาอายุวัฒนะมาสามปีแล้ว หากท่านผู้าุโมีอะไรจะถาม อะไรที่ข้าน้อยพอจะรู้ย่อมบอกแก่ท่านทุกสิ่ง”
ลู่อวี่มองลูกหลานในตระกูลที่เหมือน “สุนัขรับใช้” ตรงหน้าอย่างกลืนไม่เข้าคายไม่ออก และไม่รู้ว่าควรจะพูดอย่างไรต่อไปดี จึงทำได้เพียงแสร้งทำเป็พยักหน้าและพูดคล้อยตาม “อืม ไม่เลว!”
ลู่เจี้ยนรู้สึกตื่นเต้นไม่น้อยหลังจากได้รับคำชมจากนายน้อย ในขณะที่กำลังจะแสดงความภักดีอีกครั้ง ก็มีเสียงฝีเท้าเร่งรีบดังจากด้านหลัง พร้อมด้วยเสียงแหบห้าวของลู่หงิที่ดังตามมาในเวลาเดียวกัน “นายน้อย เหตุใดถึงไม่พักผ่อนอีกสักสองสามวัน เื่ยาอายุวัฒนะนี้ก็ไม่ได้รีบร้อน ย่อมรอจนกว่านายน้อยจะหายดีก่อนได้ขอรับ!”
ลู่หงิมาพร้อมกับกลุ่มคนของเขาประมาณสิบคน ไม่ใช่แค่คนปรุงโอสถสี่คนจากตระกูลลู่มาด้วยเท่านั้น แม้แต่เด็กฝึกปรุงโอสถอีกสิบกว่าคนก็ทยอยเดินตามหลังมาด้วยเช่นเดียวกัน