ผู้คนมากมายที่ได้ชมเื่ราวสนุกสนานจนเต็มอิ่ม ก็กลับรู้สึกกังวลใจแทนฮวาเจา
“นี่เธอไม่ให้พวกเขาร่างหนังสือสัญญาไว้เป็หลักฐาน แล้วปล่อยให้พวกเขาเอาเงินไปแบบนี้ ถ้าถึงตอนนั้นพวกเขากลับคำจะทำยังไง?” ป้าหลิวถามด้วยความเป็ห่วง
“ไม่ต้องห่วงหรอกน่า ก็พวกเรานี่ไงเป็พยานให้ได้!” ป้าม่ากล่าวเสริม
ถึงอย่างนั้น ป้าหลิวก็ยังไม่วางใจอยู่ดี ไม่มีหลักฐานลายลักษณ์อักษร ก็ยังรู้สึกไม่สบายใจอยู่ดี
“ฉันไม่้าหนังสือสัญญาหรอก” ฮวาเจาตอบ “เงินที่พวกเขาเอาไปนั้น ไม่ใช่สิ่งที่พวกเขาควรได้แต่แรกอยู่แล้ว ความถูกต้องเป็ธรรมย่อมอยู่ในใจ หากพวกเขากล้ากลับมาเรียกร้องอีกครั้ง ฉันก็จะไม่ยอมพูดจาดีๆ ด้วยอีกต่อไป”
“เมื่อกี้พวกเขาไม่ได้นับเงินต่อหน้า ตอนลับหลังอาจจะบอกว่าได้ไม่ถึง 500 ล่ะ?” จางกุ้ยหลานกล่าวขึ้นอย่างกะทันหัน
เธอรู้จักคนในตระกูลหลิวดี จึงรู้ว่าพวกเขาสามารถทำเื่แบบนี้ได้จริงๆ
“ไม่เป็ไรหรอก เื่เล็กน้อย” ฮวาเจากล่าวอย่างไม่ใส่ใจ “ยังไงเื่นี้พวกเรารู้กันอยู่แก่ใจ ฉันไม่กลัวว่าพวกเขาจะเล่นไม่ซื่อ ถ้าพวกเขากล้า ฉันก็กล้าสู้”
เธอโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ แต่ทุกคนพลันนึกขึ้นได้ว่า มือขาวผ่องคู่นี้ เมื่อวานเพิ่งตบชายร่างใหญ่คนหนึ่งจนกระดูกมือหักไปถึงสามท่อน…
ดูเหมือนว่าถึงแม้รูปลักษณ์ของฮวาเจาจะเปลี่ยนไปแล้ว แต่ในส่วนลึกของจิตใจก็ยังมีพละกำลังดุจหมีดำอยู่ดีสินะ? กลับบ้านไปคงต้องกำชับพวกผู้ชายและเด็กซนที่บ้านให้ดี อย่าได้ไปยั่วโมโหฮวาเจาเข้าล่ะ…
เมื่อใกล้ถึงเวลาอาหารเที่ยง ทุกคนก็ต่างแยกย้ายกันกลับบ้านไปทำอาหาร
ฮวาเจาก็เริ่มเตรียมอาหารมื้อใหญ่เช่นกัน
ตอนนี้ในบ้านมีเนื้อไม่ขาดสาย เมื่อเช้ามีคนนำเนื้อวัวมาให้ฮวาเจาถึง 10 กิโลกรัม เดิมทีเธอตั้งใจจะทำซอสเนื้อให้เย่เซิน แต่ตอนนี้คงต้องนำมาทำอาหารกินก่อน
“วันนี้เราจะกินหม้อไฟเนื้อกัน!” ฮวาเจากล่าว นอกจากเนื้อแล้วก็ต้องมีผักที่เธอปลูกเองด้วยถึงจะอร่อย!
เด็กๆ ทั้งสี่คนต่างงุนงง พวกเขาไม่รู้ว่าหม้อไฟคืออะไร
“เดี๋ยวก็รู้เอง ไปล้างผักก่อน” เมื่อฮวาเจาพูดจบ ต้าฉินกับเสี่ยวฉินก็รีบลงมือทันที ส่วนต้าเหว่ยกับเสี่ยวเหว่ยกลับยืนนิ่ง
ที่บ้านหลิว งานบ้านทั้งหมดเป็หน้าที่ของจางกุ้ยหลานกับต้าฉิน โดยปกติแล้วพวกเขาไม่จำเป็ต้องทำอะไร
ฮวาเจามองเด็กทั้งสองคนแล้วยิ้ม “ในฐานะลูกผู้ชาย พวกเธอควรจะเสียสละเพื่อครอบครัวบ้าง ไม่ใช่เอาแต่นั่งกินนอนกินไม่ใช่เหรอ?”
ต้าเหว่ยกับเสี่ยวเหว่ยพยักหน้า พวกเขาเคยได้ยินเื่นี้มาบ้างแล้ว
“เด็กในชนบทอย่างพวกเธอ แค่เท่านี้ก็ออกไปช่วยครอบครัวทำนาได้แล้ว พี่สาวไม่ได้ให้พวกเธอไปทำงานหนักหาเงิน เพียงแค่อยากให้ช่วยพี่สาวกับน้องสาวทำงานบ้านบ้าง ได้ไหม?” ฮวาเจากล่าว
ต้าเหว่ยกับเสี่ยวเหว่ยพยักหน้าทันที
ท้ายที่สุด พวกเขาก็ยังไม่ได้ปรับตัวเข้ากับบ้านใหม่ได้ในทันที การที่ได้กินได้ดื่มของคนอื่น พวกเขาก็พอมีสำนึกที่จะช่วยทำงานบ้านบ้าง
ฮวาเจาสั่งให้เด็กทั้งสองไปเก็บผักผลไม้ในสวนของเธอเอง
สวนผักผลไม้ที่เต็มไปด้วยพืชพรรณ ทำให้พี่น้องทั้งสองคนเบิกตากว้าง โดยเฉพาะผลไม้จำพวกสตรอว์เบอร์รี องุ่น ที่ขนส่งยาก พวกเขาไม่เคยเห็นมาก่อน
ตอนนี้ไม่เพียงแค่ได้เห็นแล้ว ยังสามารถกินได้ตามใจชอบอีกด้วย
พี่สาวใจดีจริงๆ …..
คุณปู่ของพี่สาวก็ใจดีมากเช่นกัน ยิ้มแย้มแจ่มใส มองพวกเขาด้วยความเมตตา ไม่ได้ดุร้ายเลย
ฮวาเฉียงมองเด็กๆ ที่วิ่งเล่นกันอย่างสนุกสนานในบ้าน ก็รู้สึกดีใจมาก
เขาหวังว่าฮวาเจาจะเข้ากันได้ดีกับพี่น้องของเธอเอง หลังจากที่เขาจากไปแล้ว เธอก็ยังมีญาติพี่น้องอยู่บ้าง ไม่ว่าจะมีเื่อะไรก็สามารถช่วยเหลือเกื้อกูลกันได้ แม้ว่าจะช่วยไม่ได้ อย่างน้อยก็ยังมีคนพูดคุยด้วย ไม่ต้องรู้สึกเหงา
หลังจากวุ่นวายกันไปครึ่งชั่วโมง ล้างผัก หั่นเนื้อ หม้อไฟก็พร้อมเสิร์ฟ
เด็กๆ หลายคน รวมถึงจางกุ้ยหลาน ต่างก็เพิ่งเคยทานหม้อไฟเป็ครั้งแรก
ไม่นึกเลยว่าเนื้อจะกินแบบนี้ได้ด้วย แถมยังอร่อยขนาดนี้!
แต่เด็กๆ ไม่กล้าคีบผัก โดยเฉพาะเนื้อ ฮวาเจาจึงคีบใส่ชามให้ทีละคนจนเต็ม
เมื่อทานอาหารเสร็จ ความรู้สึกดีๆ ที่ฮวาเจามีต่อเด็กๆ ก็เพิ่มพูนขึ้น
เด็กๆ บางครั้งก็มีความสุขได้ง่ายๆ แค่นี้
จิตใจของต้าเหว่ยกับเสี่ยวเหว่ยก็สงบลงเช่นกัน พี่สาวพูดจากใจจริง ยินดีต้อนรับพวกเขาจริงๆ ชอบพวกเขาจริงๆ ….
หลังจากทานอาหารเสร็จ เด็กทั้งสองก็รีบแย่งกันเก็บกวาดโต๊ะล้างจาน แล้วไปล้างจานที่สวน พร้อมทั้งเช็ดน้ำตาไปด้วย
ส่วนจางกุ้ยหลานก็แอบเช็ดน้ำตาอยู่ในบ้าน
“ขอบคุณนะ” เธอพูดทั้งน้ำตา
“ไม่ต้องเกรงใจ” ฮวาเจายอมรับอย่างตรงไปตรงมา
เธอเห็นว่าต้าเหว่ยกับเสี่ยวเหว่ยยังมีโอกาสที่จะแก้ไขได้ จึงอยากทำอะไรเพื่อกอบกู้ความสัมพันธ์แม่ลูกของพวกเขา
อีกทั้ง การสร้างกองทัพแฟนคลับขึ้นมา ก็ยังดีกว่าปล่อยปละละเลยให้พวกเขาเติบโตมาเป็ตัวก่อกวน
……
คนตระกูลหลิวรีบร้อนเดินออกจากหมู่บ้านค่าวซาน เมื่อเห็นว่ารอบด้านมีแต่ไร่ข้าวโพดสูง ไม่มีผู้คน หลิวเหล่าไท่ก็รีบล้วงเงินออกมาจากกระเป๋าแล้วเริ่มนับ
“เชอะ 10 20 30….500!” เธอยิ้มออกมาอย่างพอใจ “นังเด็กผีนั่นก็รู้ความดี ไม่ได้ให้ขาดไป ไม่งั้นฉันจะกลับไปหาเื่มัน!” หากขาดไปแค่ 10 หยวน เธอจะต้องบอกว่าขาดไป 100 หยวนแน่!
“กลับไปรีบซื้อจักรยาน ซื้อนาฬิกา แล้วก็เอาเงินอีก 200 หยวน ไปจัดงานแต่งงานของหลิวชงซะ” หลิวเซี่ยงเฉียนจ้องเงินในมือแม่แล้วพูดขึ้น “เงินที่เหลือก็ให้ฉัน”
เขาก็ต้องจัดงานแต่งงานเหมือนกัน~
ถึงแม้ว่าจูขวาฟู่จะบอกว่าไม่ต้องใช้เงิน แต่ในฐานะลูกผู้ชาย เขาก็คงไม่สามารถไม่ซื้อเสื้อผ้าใหม่ให้เธอได้ แล้วก็ยังมีพวกเครื่องนอนอีก ต้องซื้อของใหม่หมด จะให้เธอใช้ของจางกุ้ยหลานก็ดูจะน่าอายเกินไป
หลิวชงรีบแย่งเงินทั้งหมดมาจากมือของหลิวเหล่าไท่ “พ่อ! เงิน 500 นี้ยังไม่พอซื้อนาฬิกากับจักรยานเลย! จะเหลือได้ไง! แล้วงานแต่งงานของผมจะไม่มีของใช้ได้ไง? ผมจะต้องซื้อเสื้อผ้าใหม่กี่ชุด? ต้องซื้อเหล้าซื้อบุหรี่ไหม? ห้องผมก็ต้องจัดใหม่ไหม? เงินที่มีอยู่ในบ้านทั้งหมดก็ยังไม่พอ ไม่มีเงินเหลือพอให้พ่อไปแต่งงานกับเมียคนที่สามหรอก!”
“อีกอย่าง จางกุ้ยหลานก็ดีอยู่แล้ว บ้านก็ใหญ่ ปีนี้ไม่มีผัก แต่ปีหน้าต้องมีแน่นอน แล้วจะสามารถทำเงินให้ครอบครัวได้ด้วย พ่อก็ใช้ชีวิตแบบสบายๆ ไปเถอะ!” หลิวชงรีบยัดเงินเข้าไปในกระเป๋ากางเกงแล้วเอามือปิดไว้
“ดีบ้าอะไร!” หลิวเซี่ยงเฉียนโบกมืออย่างไม่สบอารมณ์ “ขี้เหร่เหมือนแม่ฉัน ตอนนี้มีคนคอยหนุนหลังแล้ว นิสัยก็เปลี่ยนไปด้วย ต่อไปจะเอาเงินจากมือมันได้อีกเหรอ? จะตีให้ขาหักเลย! ฉันจะหย่ากับมันแน่!”
หลิวเหล่าไท่เบิกตาโพลงมองเขา กล้าดียังไงมาว่าเธอขี้เหร่?
“ไม่ใช่ ไม่ใช่” หลิวเซี่ยงเฉียนรีบแก้ตัว “ฉันหมายถึงว่ามันแก่เหมือนแม่…”
หลิวเหล่าไท่ยังคงจ้องเขาด้วยความไม่พอใจ
“ไม่ใช่ ไม่ใช่ ฉันหมายถึงว่า…”
หลิวเซี่ยงเฉียนกำลังจะอธิบาย แต่ก็มีเด็กผู้หญิงคนหนึ่งเดินผ่านมา เขาจึงหุบปากในทันที
ฮวาเสี่ยวอวี้แบกจอบทำทีเดินผ่านเหมือนกำลังเลิกงาน เมื่อเห็นคนทั้งสามคนก็หยุดเดินด้วยความสงสัย
“พวกคุณมาเยี่ยมญาติที่หมู่บ้านค่าวซานเหรอ? ไปบ้านใครกัน?”
คนในยุคนี้ชอบทักทายกันอยู่แล้ว
เมื่อหลายปีก่อน การทักทายคนแปลกหน้าเป็เื่ที่ต้องทำเป็กิจวัตร คนแปลกหน้าทุกคนที่ปรากฏตัวในหมู่บ้านจะต้องถูกสอบถามให้ได้ความ หากจะพักค้างคืนในหมู่บ้านจะต้องมีหนังสือรับรองจากหน่วยผลิตของตนด้วย ไม่เช่นนั้นจะไม่อนุญาตให้อยู่ในหมู่บ้าน
หลิวเหล่าไท่ไม่ได้รู้สึกแปลกใจ จึงตอบตามความจริง “พวกเราเป็ญาติของจางกุ้ยหลาน”
“อ้อ แม่ของฮวาเจานั่นเอง” ฮวาเสี่ยวอวี้กวาดสายตาสำรวจคนเ่าั้ด้วยความสงสัย “รีบกลับกันแล้วเหรอ? ทานข้าวกันหรือยัง? บ้านฮวาเจามีเงิน มีของอร่อยเยอะแยะ ข้าวสาร เนื้อสัตว์ ไม่เคยขาดเลย วันนี้พวกคุณทานอะไรกันมา?”
เธอทำทีเป็อยากกิน แล้วก็กลืนน้ำลายลงคอไปจริงๆ แสดงว่าเธออยากกินจริงๆ ….
พอพูดถึงเื่นี้ คนตระกูลหลิวก็รู้สึกโมโห พวกเขาอุตส่าห์เสียเวลามา แต่หลิวเหล่าไท่ได้ดื่มน้ำไปแค่อึกเดียว หลิวเซี่ยงเฉียนกับหลิวชงแม้แต่น้ำสักหยดก็ยังไม่ได้กิน!
พวกเขาไม่อยากจะเล่าเื่น่าอับอายแบบนี้ให้เด็กสาวคนหนึ่งฟัง หลิวเหล่าไท่จึงเปลี่ยนเื่ “บ้านฮวาเจารวยมากขนาดนั้นเลยเหรอ? เอาเงินมาจากไหน?” จางเหล่าไท่ไม่ได้บอกว่าเงินของคุณปู่ของเธอแต่ละเดือนไม่พอใช้ ต้องให้บ้านจางคอยอุดหนุนเหรอ?
แล้วเธอเอาเงิน 500 หยวนมาจากไหน? เดือนแรกที่ขายถั่วงอกก็ยังไม่ได้แบ่งเงินไม่ใช่เหรอ? เธอเอาเงินมาจากไหนกัน เธออยากรู้จริงๆ
ฮวาเสี่ยวอวี้ตาเป็ประกาย “ก็ฮวาเจาหาคู่ครองได้ดีไง แต่งงานครั้งเดียวก็ได้สินสอดถึง 2,000 หยวน! แล้วยังมีสามสิ่งล้ำค่า จักรยาน จักรเย็บผ้า นาฬิกา วิทยุ ไม่ขาดสักอย่าง แถมยังเป็ของใหม่เอี่ยมทั้งหมดด้วย!”
พูดจบเธอก็เดินจากไป
ปล่อยให้คนตระกูลหลิวยืนอยู่กับที่ด้วยสายตาที่สั่นระริก
โดยเฉพาะหลิวเซี่ยงเฉียน เงินนั้นเข้าไปอยู่ในกระเป๋าของหลิวชงแล้ว เขาคงจะแย่งคืนไม่ได้อีกแล้ว ลูกชายโตแล้ว เขาทำอะไรไม่ได้… เงินที่มีอยู่ในบ้าน ถ้าคำนวณตามที่หลิวชงบอก ก็เหลือให้เขาไม่เท่าไหร่
แต่ถ้าหลิวชงมีสามสิ่งล้ำค่าอยู่แล้ว เงิน 500 หยวนนั้นก็จะเหลือใช้ใช่ไหม?
