หรงตงหลินรู้สึกว่า่สองวันที่ผ่านมา อากาศในบ้านตระกูลหลินดูสดชื่นขึ้นในระหว่างที่สูดลมหายใจเข้าไปก็ััได้ถึงกลิ่นหอมบางๆ สมองปลอดโปร่งขึ้นจนแม้แต่การแปลภาษาของเขาก็ดูว่องไวขึ้นมา
ผู้เป็พ่อยิ่งััมันได้อย่างชัดเจน แม้จะผ่านไปเพียงแค่ไม่กี่วันแต่เขาก็สามารถรับรู้ได้ถึงพลังทั้งห้าที่ไหลวนเวียนอยู่โดยรอบแล้วต้นหลิวที่ปลูกอยู่ข้างแม่น้ำก็ได้รับผลมาจากพลังธาตุไม้ใบอ่อนสีเหลืองของมันเติบโตขึ้นจนมีขนาดกว่าสามนิ้วภายในเวลาสั้นๆกิ่งก้านของมันยื่นออกไปในแม่น้ำทำให้ดูสวยงดงาม
หลินลั่วหรานอยากจะอ่านเนื้อหาในส่วนที่หรงตงหลินแปลเอาไว้เรียบร้อยแล้วแต่ว่าในใจของเธอยังคงมีก้อนหินที่ยังไม่สามารถยกออกไปได้ทับอยู่ทำให้เธอต้องควบคุมความร้อนใจของตัวเองเอาไว้
มีเื่หนึ่งที่เธอจะต้องจัดการให้เสร็จเรียบร้อยก่อนจะออกไปหาไม้รวมพลัง
หลินลั่วหรานบอกกับผู้เป็แม่ว่าเธอจะออกจากบ้านไปสักสองวันผู้เป็แม่ที่เริ่มจะฝึกออกกำลังกายเลียนแบบสัตว์ห้าชนิดได้แต่กำชับให้เธอรีบกลับมาและไม่ได้พูดบ่นอะไรออกมามากนัก
เมื่อผู้เป็พ่อพบว่าลูกสาวไม่อยู่บ้านแล้ว ผู้เป็พ่อจึงถามออกมาเขาเห็นว่าผู้เป็แม่กำลังมองจ้องไปยังโทรทัศน์ เขาเองจึงยื่นหัวออกไปดูเช่นกันสถานีโทรทัศน์ช่อง 2 แห่งเมืองหรงเฉิง ผู้ประกาศข่าวหน้าตาธรรมดาคนหนึ่งกำลังประกาศข่าวเื่เหตุการณ์ที่มีคนถูกงูพิษเข้าฉกกัดในบริเวณตัวเมือง
“ได้ยินมาว่ามีคนถูกโจมตีไปร้อยกว่าคนแล้วนะครับในส่วนที่โรงพยาบาลพยายามช่วยเอาไว้สุดความสามารถ ตอนนี้ก็ยังคงไม่ฟื้นส่วนคนที่นำตัวมาส่งโรงพยาบาลไม่ทัน...เฮ้อ ช่างน่ากลัวจริงๆ เลยนะครับ” เมื่อผู้เป็แม่เห็นว่าภาพถ่ายสั่นๆที่ถูกถ่ายด้วยกล้องถ่ายรูปดูเหมือนกับงูตัวหนึ่งเธอก็รีบบอกให้ผู้เป็พ่อเข้ามาดูทันที
พวกเขาออกจากบ้านน้อยมากมีเพียงแค่หรงตงหลินที่จำเป็จะต้องออกไปเรียนหนังสือ เื่ที่เ้างูสีแดงออกมาโจมตีผู้คนนั้นช่างน่ากลัวและก็ไม่รู้ว่าทางรัฐบาลจะจัดการเื่นี้ได้เมื่อไร
ผู้เป็พ่อคิดอยู่สักพัก “เป็เื่ที่น่าใมากเลยนะลูกสาวเองก็ไม่อยู่ ่นี้พวกเราออกจากบ้านให้น้อยลงหน่อยก็แล้วกันส่วนลั่วตงพวกเราก็ไปรับไปส่งที่โรงเรียนเหมือนกับทุกทีแค่นั้นก็น่าจะไม่เป็อะไรแล้ว”
หลินลั่วหรานได้บอกเื่ยุทธศาสตร์ปกป้องบ้านให้ทั้งสองฟังแล้วพวกเขาเชื่อในพลังของลูกสาว ด้านนอกนั้นมีเื่ราวน่าใกลัวดังนั้นดูเหมือนว่าหากอยู่ในบ้านน่าจะปลอดภัยเสียกว่า
ส่วนทางด้านหลินลั่วหราน เธอก็ได้จองตั๋วเครื่องบินที่เร็วที่สุดเพื่อเตรียมจะบินไปยังไท่หยวน
มีเื่บางอย่างที่เธอทิ้งขว้างเอาไว้ แต่ก็ไม่ได้ลืมเลือนไปหากไม่ทำอะไรก็ไม่เป็ไร แต่หากเลือกที่จะทำแล้วก็เห็นว่าจะต้องจริงจังขึ้นมาเสียหน่อย
ทองอู่ไถ เงินผู่โถว ทองแดงเอ๋อเหม่ย เหล็กจิ่วหัวคำเหล่านี้ต่างก็ดูง่ายต่อการจำแต่มันกลับอธิบายถึงเขาที่มีชื่อเสียงในประเทศจีนทั้งสี่
หลินลั่วหรานลงจากเครื่องบินที่ไท่หยวนเมื่อออกมาจากสนามบินก็เห็นว่ามีวัยรุ่นขับรถผ่านเธอไป บ้างก็ส่งเสียงผิวปากมาให้
นี่คือเมืองแห่งเหมืองถ่านเมืองหนึ่ง เธอเดินออกมาเพียงระยะเวลาสั้นๆเธอก็สามารถััได้ถึงความแตกต่างระหว่างคนรวยและคนจนที่ใครๆต่างก็พากันเล่าลือแล้ว แต่ว่า สำหรับจุดมุ่งหมายที่เธอมาในครั้งนี้มันก็เป็เพียงแค่เื่เล็กๆ
เธอไม่ได้ทำอะไร ก่อนที่จะหยิบเอาหมวกใบหนึ่งขึ้นมาสวมและเลือกที่จะเดินตามพวกนักท่องเที่ยวสะพายกระเป๋าใบใหญ่เ่าั้ตรงไปยังเมืองอู่ไถเธอตั้งใจจะทำตัวให้ดูธรรมดา เธอไม่ได้ควบคุมดาบไป และก็ไม่ได้ขี่นกอินทรีมาเพื่อที่จะปกปิดร่องรอยของการเดินทางในครั้งนี้
กระเป๋าใบใหญ่ของนักเดินทางกระทบชนกันมาจนถึงตอนบ่ายถึงได้เดินทางมาถึงเมืองอู่ไถหลินลั่วหรานหาโรงแรมที่ไม่จำเป็ต้องลงทะเบียนเพื่ออาบน้ำให้เรียบร้อยก่อนที่จะมุ่งตรงไปยังเมืองไถฮวายที่อยู่ห่างออกไปประมาณเจ็ดสิบถึงแปดสิบกิโลเมตร
เมืองเล็กๆ เมืองนี้สำหรับผู้คนทั่วไปอาจจะไม่คุ้นเคยนัก แต่มันกลับเป็ใจกลางของูเาอู่ไถแห่งนี้ั้แ่หลังราชวงศ์ฮั่นเป็ต้นมา ก็ได้สร้างวัดต้าฝูหลิงจิ้วเอาไว้ที่นี่และก็เป็สถานที่แสวงหาบุญของพุทธศาสนิกชนจำนวนไม่น้อย
วัดต้าฝูหลิงจิ้วได้เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นในสมัยราชวงศ์เฉามันผ่านการปรับปรุงอยู่หลายครั้ง จนกลายเป็ชื่อเรียกในปัจจุบันว่า ‘วัดเซี่ยนทง’ และสถานที่แห่งการท่องเที่ยวแห่งนี้ก็คือสถานที่ที่หลินลั่วหรานตั้งใจจะมาเยือน
ูเาอู่ไถนั้นสูงกว่าระดับน้ำทะเลอยู่มากตลอดทั้งปีจึงมีอุณหภูมิเฉลี่ยอยู่เพียงแค่ไม่กี่องศาเซลเซียสหลินลั่วหรานเดินตามพวกนักท่องเที่ยวเข้ามายังบริเวณด้านหน้าวัดเซี่ยงทงผู้คนจำนวนไม่น้อยต่างก็เป็คนแก่หัวหงอกกันทั้งนั้นไม่รู้ว่าพวกเขามาท่องเที่ยวหรือเป็พวกพุทธศาสนิกชนที่เดินทางมาเพื่อทำบุญ
เธอไม่ได้นับถือพระพุทธศาสนา แต่หากเป็ไปตามที่มู่เหล่าบอกแล้วที่แห่งนี้ก็มีนักศึกษาทางธรรมอยู่
เดิมที่หลินลั่วหรานเคยคิดว่านักฝึกศาสตร์และนักศึกษาทางธรรมนั้นต่างก็เหมือนกันที่ต้องคอยฝึกอย่างยากลำบากอยู่ในป่าเขาลำเนาไพรแต่มู่เหล่ากลับบอกว่าสิ่งที่พวกนักศึกษาธรรม้าก็คือพลังแห่งความเชื่อพลังที่พวกเขาใช้เองก็เป็พลังเหนือธรรมชาติ และไม่ได้เหมือนกับพวกนักฝึกศาสตร์พวกเขาศึกษาสิ่งเหล่านี้เพื่อที่จะเข้าไปในโลกแห่งทางธรรม
เขาอู่ไถนั้นเต็มไปด้วยธูปเทียนผู้ศึกษาธรรมไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องเลือกที่แห่งนี้
เธอรีบเดินตามพวกนักท่องเที่ยวไป ก่อนที่จะค่อยๆ เดินไปถึงบริเวณด้านหน้าของตัววัดที่นี่ไม่เหมือนกับวัดที่ซ่อนอยู่ในป่าเขาอย่างพวกวัดบนเขาชู่ชานวัดเซี่ยนทงตั้งตระหง่านอยู่ที่นี่ ภายใต้ท้องฟ้าสดใส พื้นดินสีเหลืองอากาศหนาวเย็นพื้นดินเย็นเฉียบมีเพียงต้นไม้เก่าแก่ที่มีใบอยู่ไม่มากที่ปกคลุมอยู่บนท้องฟ้า
ผู้เข้าชมนั้นมีมากมายจึงมีพวกนักบวชตัวน้อยมาคอยต้อนรับแต่ว่าพวกนักท่องเที่ยวต่างก็เพียงมาเดินดูรอบๆ ก่อนที่จะจากไปมีเพียงหลินลั่วหรานเท่านั้นที่เดินอย่างช้าเฉื่อยจนกระทั่งมาถึงบริเวณเจดีย์ทองแดงที่มีชื่อเสียงตัวของมันถูกสลักไปด้วยลวดลายนกกระเต็นโบยบิน และัที่พันรัดมันเปล่งแสงประกายสะดุดตาชวนให้มองหาได้ยินมาว่ามันถูกสร้างขึ้นมาเพื่อผู้เป็แม่ในเมื่ออดีตเมื่อนานมาแล้วถ้าหากว่าสิ่งที่มู่เหล่าพูดมาเป็ความจริงก็ดูเหมือนว่าเื่ราวเหล่านี้จะเป็เพียงคำเล่าลือหรือเข้าใจผิดกันไปเท่านั้น
ระฆังที่อยู่ตรงหน้ามีน้ำหนักมากกว่าห้าพันกิโลกรัมหากถูกเคาะลงไปแล้วก็จะส่งเสียงก้องกังวานไปทั่วทั้งเขา
หลินลั่วหรานเห็นว่าท้องฟ้าเริ่มที่จะมืดลงแล้วอีกทั้งบริเวณโดยรอบก็ไร้ซึ่งผู้คน เธอจึงวางมือลงบนระฆังก่อนที่จะใช้แรงความถี่ที่แปลกประหลาด ลงไปเคาะลงที่ระฆังทองแดง
แอ๊ด
กำแพงทองแดงหนาขยับเลื่อนออกไปอีกฝั่ง เสียงของมันเบามากแต่ก็ไม่สามารถหลุดรอดไปจากหลินลั่วหรานที่มีพลังในการได้ยินดีกว่าคนทั่วไปได้
เสียงพูดคุยดังขึ้นข้างหู นักบวชตัวน้อยกำลังพูดถึงการทำวัตรใน่เย็นและพวกเขาก็กำลังเดินมาทางนี้ หลินลั่วหรานจึงรีบหลบเข้าไปในทางเจดีย์และแทรกตัวเข้าไปในกำแพงทองแดงที่ถูกเปิดออกทันที
“ท่านอาจารย์ผู่จี้ นักฝึกศาสตร์ไร้สำนักหลินลั่วหราน้าขอพบค่ะ”
ไม่รู้ว่าพวกเขาเห็นเธอหรือไม่ หลินลั่วหรานรู้สึกไม่ดีนักที่เปิดประตูเข้ามาก่อนที่จะเอ่ยขอพบ เธอเองก็ไม่รู้จะทำอย่างไรมู่เหล่าบอกว่าสถานที่ที่อาจารย์ผู่จี้พักอยู่นั้นอยู่ที่บริเวณด้านหลังประตูทองแดงแห่งนี้ความจริงมันถูกใช้พลังธรรมชาติทำให้แยกออกจากตัววัดแห่งนี้สถานที่แห่งนี้ต่างหากที่เป็สถานที่ที่พวกนักบวชอาศัยอยู่จริงๆ
“โยมสาว ตัวข้าเป็นักบวชนามว่าจื้อซิว” มีนักบวชคนหนึ่งเดินออกมาจากแสงตะวันลับฟ้าเขาสวมจีวรและรองเท้าผ้า เขามีใบหน้าที่ดูคมคายเขาไม่ได้ใกับการมาเยือนของหลินลั่วหรานเลยแม้แต่น้อยใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความสงบ
จื้อซิว เป็ชื่อที่แปลกดีดีจัง
“อาจารย์จื้อซิว ตัวข้า้าพบกับท่านพระอาจารย์ผู่จี้” หลินลั่วหรานตอบกลับไปด้วยความเคารพอย่างมึนงงจื้อซิวตอบกลับเธอด้วยความสงบ ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความนุ่มนวล
“ตอนนี้อาจารย์ผู่จี้กำลังทำวัตรเย็นอยู่ โยมไปเดินชมรอบๆวัดกับข้าก่อนจะดีกว่าไหม?” แม้ว่าทุกคนต่างก็มีเส้นทางเดินที่แตกต่างกันแต่คนที่รู้ถึงสถานที่ลับและใช้แรงกำลังของตัวคนเดียวในการเคาะระฆังนั้นได้จื้อซิวเองก็ไม่คิดจะมองข้ามเธอไป
หลินลั่วหรานพยักหน้าตกลง ประตูของเจดีย์ใหญ่ถูกปิดลงเบาๆเธอได้เดินข้ามผ่านมายังโลกอีกฝั่งของเจดีย์แห่งนี้แล้ว
บนเส้นทางหินกรวด เธอพบเห็นต้นโพธิ์อยู่ตลอดทางตึกอารามที่นี่ดูไม่ได้แตกต่างอะไรกับวัดธรรมดาทั่วไปนัก จึงไม่ต้องพยายามมองหาอะไรที่ผิดปกติไปเลยนี่คือสถานที่ฝึกลับที่ใช้พลังธรรมเหนือธรรมชาติแยกตัวออกมาอย่างที่มู่เหล่าได้บอกเอาไว้สถานที่แห่งนี้สลับซับซ้อน หากสำหรับผู้คนทั่วไปก็อาจจะบอกว่ามันมีขนาดที่ใหญ่มากแต่สำหรับสำนักการฝึกธรรมแห่งหนึ่งแล้ว ก็ถือว่าธรรมดาทั่วไป
จื้อซิวเดินนำเธออยู่ช้าๆ ที่ด้านหน้า บนตัวของเขาปรากฏกลิ่นหอมบางๆ ออกมา
เสียงสวดมนต์หนึ่งดังขึ้นในค่ำคืนที่มืดสลัว ทำให้หลินลั่วหรานนึกไปถึงเื่การทำวัตรเย็นที่จื้อซิวบอกออกมาได้ก่อนหน้านี้นักบวชคนนี้เองก็คงจะกำลังสวดมนต์อยู่ แต่เธอคงไปรบกวนเขาเข้าสินะ?
เสียงบทสวดยามกลางคืนทำให้เธอรู้สึกผิดขึ้นมาหลินลั่วหรานยืนอยู่ภายนอกตัววัด ก่อนที่จะเผลอหลุดเข้าไปในภวังค์อย่างไม่ทราบสาเหตุภายนอกตัววัดมีดอกลิลลี่ขาวที่กำลังผลิดอกทั้งที่ไม่ใช่่ฤดูของมันหลินลั่วหรานรับรู้และเข้าใจได้ในทันทีว่า กลิ่นหอมที่อยู่บนตัวของจื้อซิวน่าจะติดมาจากกลิ่นของดอกลิลลี่ และไม้จันทน์เหล่านี้
ที่นี่ไม่ได้มีศาลาวัดอารามที่ยิ่งใหญ่ ไม่มีทองเจิดจรัสหากใช่เพราะเธอสามารถััได้ถึงพลังที่หมุนเวียนอยู่บนตัวของจื้อซิวที่เดินนำอยู่ด้านหน้าเธอก็อาจจะสงสัยว่าบางทีเธออาจจะเดินหลงเข้ามาในวัดเล็กๆ กลางป่าก็เป็ได้
หลินลั่วหรานเริ่มรู้สึกเสียใจกับสิ่งที่ตัวเองทำลงไปขึ้นมาเธอเข้ามารบกวนสถานที่ที่สงบแบบนี้ เพียงเพราะเื่ส่วนตัวของตัวเองแบบนี้มันถูกต้องแล้วหรือเปล่า?
เสียงสวดมนต์ค่อยๆ เบาลงนักบวชที่สวมเสื้อผ้าเหมือนกับจื้อซิวและมีสีจีวรที่เข้มขึ้นกว่านักบวชผู้ติดตามคนอื่นคนหนึ่งกำลังตั้งสมาธิอยู่กับการสวดมนต์ จึงไม่สามารถััได้ถึงผู้มาเยือน
เธอเป็ผู้มาเยือนที่มีท่าทางงดงามไม่ใช่ว่านักบวชทุกคนจะมีระดับการฝึกที่ยึดแน่นอย่างจื้อซิวเมื่อเห็นหลินลั่วหรานหันใบหน้ามองดอกไม้อยู่ท่ามกลางดอกลิลลี่ที่เบิกบานเ่าั้พวกเขาต่างก็พากันหน้าแดงขึ้นมา ก่อนที่จะก้มหน้าท่องถึงอมิตตาพุทธ พร้อมกับรีบก้าวเท้าเดินออกไป
“อมิตตาพุทธ โยมนั้นอายุน้อย แต่กลับเป็ถึงระดับพื้นฐานแล้วช่างมีความสามารถมากเสียจริง”
นักบวชที่สวมจีวรสีเทาคนหนึ่งส่งเสียงพูดออกมา
หลินลั่วหรานจัดการเสื้อผ้าของตัวเองให้เรียบร้อยก่อนจะทำความเคารพด้วยความหนักแน่น
“ท่านพระอาจารย์ผู่จี้ คงมารบกวนท่านแล้ว”
