อันเจิงนั่งคุยกับจิงสานลิ้งใต้ต้นไม้และดื่มเหล้าไปด้วย
พวกเขาหันหน้าไปทางคนหน้าเื นักต้มตุ๋นเ่าั้ถูกอัดจนร้องไห้โวยวาย
แต่ทางด้านอันเจิงและจิงสานลิ้งกลับเงียบสงบราวกับมีเพียงเขาแค่สองคน
“เมื่อสี่ปีก่อนตอนเราอยู่แถบชายแดนคนแรกที่ข้ารับมาก็คือพ้างซื่อ คนที่สองก็คือเ้าตอนนั้นพวกเ้าทั้งสองเป็ใหญ่ในเมืองนั้น คนอื่นบอกว่าพวกเ้าฆ่าคนเป็ว่าเล่นแต่ข้ารู้ดี พวกเ้าไม่ใช่คนที่จะฆ่าคนอื่นอย่างไร้เหตุผล”
อันเจิงดื่มเหล้าเข้าไปหนึ่งอึก“ตอนนั้นข้าก็อยากดื่มเหล้าเพื่อคารวะเ้าแล้ว แต่เ้าบอกว่าข้าคือนายเ้าคือบ่าวจึงไม่สามารถดื่มคารวะให้กันได้ แต่สำหรับข้าเราทั้งสองไม่ได้มีความสัมพันธ์แบบนายบ่าว ข้านับถือเ้าเป็คนคนหนึ่งและเรียกเ้าว่าพี่ชาย ฉะนั้นตอนนั้นข้าจึงรินเหล้าให้เ้าหนึ่งจอก แล้วตัวเองก็ดื่มสามจอก”
เขายื่นเหล้าให้จิงสานลิ้ง “ปีนั้น ในเมืองแถบชายแดนมีประชาชนถูกโจรปล้นฆ่าหมู่บ้านเล็ก ๆ ที่มีประชากรเจ็ดสิบกว่าคนถูกฆ่าตายทั้งหมดเ้าจึงใช้มีดบุกไปฆ่าโจรชั่วจนถูกธนูยิงเจ็ดดอกและถูกฟันสามครั้ง แผลเต็มร่างไปหมดรอยแผลพวกนั้นยังอยู่หรือไม่”
จิงสานลิ้งหัวเราะพร้อมน้ำตาที่คลอเบ้า“ยังอยู่ หากอากาศชื้นก็ยังเจ็บตามรอยแผล”
อันเจิงพยักหน้า“เอาตัวพวกนักต้มตุ๋นเข้ามา”
ชายร่างกำยำลากกลุ่มผู้ชายที่ถูกหักขามากองตรงหน้าอันเจิงกลุ่มคนที่กองอยู่บนพื้นร้องโอดโอยด้วยความเ็ป เสียงร้องดังลั่นไปทั่ว
อันเจิงหันไปพูดกับจิงสานลิ้ง“ถอดเสื้อออก”
จิงสานลิ้งลังเลครู่หนึ่งจากนั้นก็ถอดเสื้อออกร่างเขามีรอยแผลเป็เต็มตัว เห็นแล้วยังอดรู้สึกกลัวไม่ได้
อันเจิงชี้รอยแผลของจิงสานลิ้ง “คนแบบนี้ไม่ทำร้ายพวกเ้าทั้งที่พวกเ้าทำร้ายเขามากขนาดนี้ เพราะอะไร...นั่นก็เพราะเขาอดทนแต่ไม่ใช่เพราะเขากลัวพวกเ้า!”
เขามองไปที่จิงสานลิ้ง “ตอนนั้นข้าไปสืบมาได้ว่าที่เ้าฆ่าโจรชั่วเ่าั้ด้วยตัวเอง ก็เพราะหญิงชราในหมู่บ้านให้ข้าวต้มเ้ากินในตอนที่เ้าลำบากมากที่สุดเ้ายังเคยพูดอีกว่า หากไม่มีข้าวต้มหนึ่งถ้วยในวันนั้น เ้าอาจตายไปนานแล้วเมื่อได้ข่าวว่ามีโจรปล้นหมู่บ้านของหญิงชราคนนั้น เ้าที่อยู่ไกลถึงหกสิบห้ากิโลเมตรรีบเดินทางไปทันทีแต่เมื่อไปถึงคนทั้งหมู่บ้านก็กลายเป็ซากศพหมดแล้ว”
“จากนั้นเ้าก็ไปฆ่าโจรพวกนั้นฆ่าจนไม่เหลือแม้แต่คนเดียว”
อันเจิงมองไปยังผู้ชายที่กองอยู่บนพื้น“อยู่ต่อหน้าเขา พวกเ้ายังกล้าเรียกตัวเองว่าเป็ลูกผู้ชายอีกหรือ?! พวกเ้าต่อว่าเขาให้อับอายขายหน้าแต่เขาก็ไม่ได้โต้ตอบนั่นเป็เพราะเขาไม่อยากให้สำนักวรยุทธ์เบิก์ถูกตราหน้าว่าทำร้ายประชาชนคิดจริงหรือว่าเขาไม่กล้าทำอะไรพวกเ้า? ไม่กล้าทำร้ายพวกเ้า?”
ชายหนึ่งในนั้นรู้ตัวว่าครั้งนี้เจอเข้ากับเื่ยากแล้วเขาอดกลั้นความเ็ปแล้วร้องขอชีวิต “ท่านอัน ท่านอันเราสำนึกผิดแล้วเื่นี้พวกเราผิดเอง เราจบกันแค่นี้ได้หรือไม่?”
หญิงสาวที่อยู่ด้านหลังพูดขึ้น “จบแค่นี้?พวกเขาทำร้ายพวกเ้าขนาดนี้แล้วจะยอมจบเื่แค่นี้รึ? ข้าไม่ยอม ข้าจะให้พวกมันฉิบหาย!”
อันเจิงถอนหายใจจากนั้นก็ส่ายหน้า “ปกติข้าไม่ชอบทำร้ายผู้หญิงเท่าไหร่นักผู้ชายส่วนใหญ่ที่ตีผู้หญิงก็ไม่ใช่ผู้ชายที่ดี แต่ผู้หญิงอย่างเ้าก็ไม่ใช่ผู้หญิงที่ดีเหมือนกัน”
หญิงสาวผู้นั้นยังโวยวายเสียงดัง “เ้าจะทำอะไรข้าได้?กล้าตีข้ารึ ข้าจะให้คนทั้งเมืองฟางกู้รู้ว่าสำนักวรยุทธ์เบิก์เป็พวกหน้าตัวเมีย!”
อันเจิงนั่งลงอีกครั้ง“สืบที่มาของพวกเขา”
ตู้โซ่วโซ่วส่งคนออกไปสืบทันทีผ่านไปเพียงไม่ถึงสิบนาทีก็สามารถหาข้อมูลมาจากคนรอบด้านได้ไม่น้อย
“คนกลุ่มนี้เป็ครอบครัวเดียวกันเป็คนเมืองฟางกู้ พวกเขามักจะก่อเื่เพื่อหาเงินเป็ประจำและให้เงินใต้โต๊ะหน่วยฟางกู้มาก ฉะนั้นหน่วยฟางกู้จึงไม่เคยสนใจเื่พวกนี้เลยพวกเขาจงใจหาเื่คนต่างแดน มีหลายคนที่ถูกพวกเขาเรียกเงินค่าเสียหายจนหมดตัวคนที่เห็นอยู่นี่เป็เพียงจำนวนน้อยของคนกลุ่มนี้เท่านั้น ได้ยินมาว่าคนกลุ่มนี้รวมกันทั้งหมดมีหนึ่งร้อยกว่าคน คาดว่าคนที่ยืนมุงอยู่รอบ ๆยังมีคนพวกของเขาอยู่ แต่แค่กลัวถูกอัดเลยไม่กล้าเผยตัวออกมา”
ตู้โซ่วโซ่วกดเสียงต่ำแล้วพูดกับอันเจิง“พวกเขามักจะใช้ไม้นี้เรียกเงินกับคนที่มาจากต่างถิ่นไปไม่น้อยแต่คนในพื้นที่ก็ถูกรังแกไม่น้อยเหมือนกัน แต่ทว่าหน่วยฟางกู้ได้ผลประโยชน์จากพวกเขาฉะนั้นจึงหลับหูหลับตาทำเป็ไม่รู้ไม่ชี้”
อันเจิงพยักหน้า“จับตัวคนพวกนี้เข้ามาไว้ในสำนักให้หมด และส่งคนไปหน่วยฟางกู้ถามท่านชวีเจิ้งเซิงว่าเื่นี้จะจัดการอย่างไรดี”
ชวีเฟิงจื่อเดินเข้ามา “ให้ข้าไปเถอะ”
อันเจิงพยักหน้า “เ้าไปก็ดีเ้าเคยไปที่นั่นหลายครั้งแล้ว ก็ถือว่าสนิทกับหน่วยฟางกู้มากกว่าคนอื่น”
ชวีเฟิงจื่อหัวเราะ “อายุข้ามากแล้ววิ่งหน่อยก็ยังพอไหว หากอายุน้อยกว่านี้สักยี่สิบปี ข้าก็จะไปร่วมอัดคนชั่วด้วย”
อันเจิงหัวเราะ “หากเป็เ้าก็ช่างเถอะตีไปคนอื่นก็คงไม่เจ็บ ตัวเองจะเจ็บเองเสียเปล่า ๆ”
ชวีเฟิงจื่อเดินไปที่เ้าหน้าที่ของศาลสองคนนั้นคนที่ทำงานในศาลต่างรู้ดีว่า หากมีเื่กับอันเจิงก็ถึงคราวซวยหลังจากเขาทั้งสองฟังชวีเฟิงจื่อพูดเสร็จก็เดินมาโค้งตัวแล้วพูดกับอันเจิง“ท่านอัน เหตุการณ์นี้เราเห็นทั้งหมด หากท่านใต้เท้าถามขึ้นมาพวกข้าจะพูดตามจริงทุกอย่าง”
“ลำบากพวกเ้าแล้วหากมีโอกาสจะเลี้ยงเหล้าแล้วกันนะ”
เมื่อพวกเขาได้ยินว่าอันเจิงจะเลี้ยงเหล้าจึงนอบน้อมมากกว่าเดิม แล้วพวกเขาก็กลับหน่วยฟางกู้พร้อมกับชวีเฟิงจื่อ
เหล่าหญิงสาวและหญิงชรายังคงนอนกลิ้งอยู่ที่พื้นส่วนอันเจิงก็เบื่อหน่ายขึ้นมาเล็กน้อย เขาให้ชายร่างกำยำในสำนักยืนล้อมเอาไว้ไม่ให้ใครหนีออกไปได้แม้แต่คนเดียว ผ่านไปหนึ่งชั่วโมงหญิงเ่าั้รู้สึกว่านอนบนพื้นไปก็ไม่มีความหมาย พวกนางจึงลุกขึ้นมานั่งและด่าทอต่อจนกระทั่งตอนนี้ พวกนางก็ยังไม่รู้สึกว่าตัวเองเจอด่านยากเข้าแล้ว
คนพวกนี้โลภมากจนขาดสมองและขาดสติ เพราะได้ยินมาว่าอันเจิงมาจากต่างถิ่นและร่ำรวยมากฉะนั้นจึงคิดแผนการต้มตุ๋นแบบนี้ออกมา
เพียงไม่นาน หลิวสุยที่ปรึกษาคนสนิทของชวีเจิ้งเซิงก็เดินทางมาด้วยตัวเองเขาคนนี้เป็ผู้ที่ถ่อมเนื้อถ่อมตัวตลอดเวลา แต่ถึงกระนั้นอันเจิงก็รู้ดีว่าคนแบบนี้ต้องมีอะไรซ่อนอยู่มากมาย
“ท่านอัน นี่มันเื่อะไรกันทำไมถึงมีเื่กันวุ่นวายขนาดนี้”
หลิวสุยทำความเคารพอันเจิงก่อนจากนั้นจึงหันกลับไปพูดเสียงต่ำ “ท่านใต้เท้ารู้เื่นี้หมดแล้วในเมื่อเป็เื่ใหญ่ขนาดนี้ อย่างไรก็ต้องทำตามขั้นตอนอีกประเดี๋ยวคนของข้าจะนำตัวจิงสานลิ้งไปหน่วยฟางกู้จากนั้นก็ทำตามขั้นตอนนิดหน่อย ่หัวค่ำก็จะส่งเขากลับมา”
อันเจิงยังต้องพึ่งคนของหน่วยฟางกู้เพื่อเข้าหาราชสำนักเขายังต้องช่วยเยว่ยินผู้เป็มารดาของเสี่ยวชีเต้าฉะนั้นจึงไม่อยากแตกหักกับหน่วยฟางกู้ในตอนนี้ ต่อให้เขาจะเกลียดชวีเจิ้งเซิงและหลิวสุยมากแค่ไหนก็ตามแต่ตอนนี้เขายังต้องใช้เงินมาจัดการเื่ทั้งหมดอยู่ดี
อันเจิงยิ้มพลางพูด“ไม่นานมานี้มีคนส่งของพื้นบ้านมาให้ข้า อีกประเดี๋ยวข้าจะให้คนส่งไปให้ท่านเอาไว้ตกแต่งบ้านก็แล้วกัน”
หลิวสุยยิ้มขึ้นทันที “ท่านอันวางใจเถอะหน่วยฟางกู้ของเราเป็ที่ผดุงกฎหมาย จะปล่อยให้กลุ่มที่ประพฤติชั่วแบบนี้ลอยนวลได้อย่างไรฝั่งท่านใต้เท้าให้ข้าจัดการเอง เื่นี้ก็ให้ท่านจิงทนลำบากสักหน่อยนะ?”
อันเจิงพยักหน้า “พ้างซื่อเ้าไปหน่วยฟางกู้กับจิงสานลิ้ง”
พ้างซื่อเป็คนที่มีรูปลักษณ์คล้ายกับตู้โซ่วโซ่ว เขาพยักหน้าทันที “ได้พวกข้าจะไปเดี๋ยวนี้”
ชวีเฟิงจื่อพูดขึ้น “ข้าไปด้วยก็แล้วกัน”
อันเจิงพยักหน้ารับ “เ้าก็ไปด้วยเถอะ่หัวค่ำก็พาพวกเขากลับมา”
หลิวสุยหันไปมองกลุ่มนักต้มตุ๋น“คนพวกนี้...ท่านอันจะจัดการอย่างไร?”
อันเจิงถามกลับ“เ้าคิดว่าควรจัดการอย่างไร?”
หลิวสุยครุ่นคิดชั่วขณะก่อนจะตอบ“สุดท้ายแล้วเราก็ยังต้องควบคุมสถานการณ์ไว้อยู่ดี ข้าว่าแบบนี้ดีกว่าข้าให้คนนำตัวพวกเขาไปก่อน อย่างไรเสียท่านจิงก็ไม่ได้เสียเปรียบอะไรอยู่แล้วคนพวกนี้ท่านก็อัดจนน่วมขนาดนี้ ข้าจะสั่งสอนคนพวกนี้ต่อเอง ให้พวกเขาตาสว่างและไม่กล้าก่อเื่แบบนี้อีกแล้วจากนั้นก็ปล่อยตัวไป เื่นี้ก็ปล่อยให้จบแบบนี้เถอะ”
อันเจิงพูด “เ้าจัดการตามนั้นเถอะ”
หลิวสุยยกมือคารวะ “ได้เื่นี้ปล่อยให้ข้าจัดการเอง”
เขาสั่งคนไปหารถม้าคันใหญ่มาหลายคันจากนั้นก็ลากตัวชายที่ขาหักขึ้นรถ แล้วพาพวกผู้หญิงที่ร้องไห้คร่ำครวญขึ้นรถม้าไปด้วย
เมื่ออันเจิงเดินเข้าไปในสำนักวรยุทธ์เบิก์เขาเห็นกู่เชียนเยว่และชวีหลิวซีกอดคอกันยืนอยู่ ทั้งสองมีสีหน้าที่ไม่สู้ดีนัก
“ได้เห็นนิสัยที่ชั่วร้ายของคนอีกแล้วสิ?” อันเจิงถาม
กู่เชียนเยว่ถอนหายใจแล้วพูด“หากไม่ใช่เพราะชวีหลิวซีไม่ยอมให้ข้าลงมือ ตอนนี้คนพวกนั้นต้องถูกข้าฆ่าทิ้งไปแล้วล่ะ”
ชวีหลิวซีพูดขึ้น “หากฆ่าพวกเขาเื่นี้ก็จะใหญ่มากกว่าเดิมและมันก็ไม่เป็ผลดีกับสำนักเรา”
กู่เชียนเยว่ส่ายหน้า “ข้าไม่เข้าใจจริงๆ แค่เงินเพียงน้อยนิด ทำไมถึงทำให้นิสัยพวกเขาต่ำช้าได้ถึงเพียงนี้นะ?หญิงชราคนนั้นอย่างน้อยก็คงอายุหกสิบหรือเจ็ดสิบปีแล้ว ทำไมถึงยังชั่วช้าแบบนั้นอีก?เื่ของจิงสานลิ้งข้าก็รู้ดี ตอนนั้นหญิงชราคนที่ช่วยเขาก็ยากจนมากแต่กลับนำข้าวสารที่เหลือเพียงน้อยนิดไปทำข้าวต้มให้จิงสานลิ้งกินนั่นเป็ความเมตตาที่แท้จริง หญิงชราสองคนที่มีอายุใกล้เคียงกันแต่ทำไมถึงได้มีนิสัยที่ต่างกันถึงเพียงนี้?”
อันเจิงพูดอย่างปลงตก“มนุษย์เป็สิ่งที่ซับซ้อนที่สุด ข้าเคยเจอ...คนที่โหดร้ายและชั่วช้ากว่านี้เยอะมาก”
ผู้คงที่มุงอยู่ด้านนอกเริ่มกระจายออกไปจนหมดหลายคนในนั้นก็เป็พวกเดียวกับนักต้มตุ๋นที่อันเจิงจับไว้แต่ทว่าพวกเขาดูออกว่าคนของอันเจิงลงมืออย่างจริงจัง ฉะนั้นจึงไม่กล้าเผยตัวออกมา แม้พวกเขาจะกระจายตัวตามคนอื่นๆ ไป แต่ก็ยังหันกลับมามองพวกตัวเองเสมอ ในแววตาเต็มไปด้วยความดุร้าย คนเหล่านี้ มีแววตาที่ไม่ต่างไปจากหมาป่าในเื่เล่าของดินแดนทุ่งหญ้าเพราะความโลภทำให้ผู้คนหวาดกลัว
หลังจากเข้ามาในสำนักวรยุทธ์เบิก์แล้วอันเจิงก็ให้ทุกคนฝึกซ้อมวรยุทธ์กันต่อจากนั้นก็บอกขั้นตอนการฝึกพลังวัตรให้เสี่ยวชีเต้าและตู้โซ่วโซ่วอันเจิงไม่จำเป็ต้องหาอาจารย์คนอื่นให้เสี่ยวชีเต้า เพราะในใต้หล้านี้มีเพียงไม่กี่คนที่จะยิ่งใหญ่เหมือนที่เขาเคยเป็ ถึงแม้ตอนนี้อันเจิงจะมีพลังวัตรอยู่ในระดับที่ต่ำแต่ความรู้ในสมองเขาไม่ได้หายไป
เสี่ยวชีเต้าเป็เด็กที่มีความเป็ผู้ใหญ่มาก มากจนทำให้คนอื่นเอ็นดูพวกเขามาถึงเมืองหลวงระยะหนึ่งแล้ว แต่เสี่ยวชีเต้าไม่เคยไปสืบเื่มารดาของตัวเองเลยสักครั้งอันเจิงรู้ดีว่าในใจเขาต้องร้อนรนมากแน่นอน
“เสี่ยวชีเต้า เ้าวางใจเถอะข้ากำลังพยายามอยู่ อีกไม่นานต้องช่วยมารดาเ้าออกมาได้แน่ ๆ”
อันเจิงใช้มือขยี้หัวเสี่ยวชีเต้า“สิ่งที่เ้าต้องทำตอนนี้คือฝึกพลังวัตร มีเพียงแข็งแกร่งให้ได้เท่านั้นอนาคตจึงจะปกป้องมารดาเ้าได้ และมารดาเ้าก็จะไม่ถูกรังแกแบบนี้อีก”
เสี่ยวชีเต้าหันไปมองธงที่ปักอยู่ในห้องตัวเอง “พี่อันเจิงวางใจเถอะข้าจะตั้งใจฝึกพลังวัตร ต่อไปจะไม่ให้ใครมารังแกมารดาข้าได้อีก ไม่ให้ใครมารังแกพี่รวมไปถึงจะปกป้องทุกคนในสำนักวรยุทธ์เบิก์ของเราด้วย”
อันเจิงยิ้ม “ข้าเชื่อเ้า”
เสี่ยวชีเต้ากำหมัดแน่น“ข้าก็เชื่อพี่อันเจิง”
อันเจิงมองไปยังธงนั้น “จริงด้วยข้าไม่เคยถามเ้ามาก่อนเลย ธงนี้ใครเป็คนให้มารดาเ้ามาหรือ ยังจำได้หรือไม่?”
เสี่ยวชีเต้านึกย้อนอดีต “ข้าเคยถามท่านแม่เหมือนกันตอนนั้นท่านแม่ข้าตอบเพียงว่า...ตอนที่เพิ่งมีข้าในท้อง มีคนคนหนึ่งที่ฐานะใกล้ชิดกับข้ามากเขาเป็คนขอธงนี้มาจากยอดฝีมือท่านหนึ่ง”
อันเจิงครุ่นคิดครู่หนึ่งเดาว่าดาบที่ผนึกในธงนี้ต้องมีความหมายบางอย่างแน่นอน อาจเป็บิดาของเสี่ยวชีเต้าขอมาจากยอดฝีมือรัชทายาทแห่งแคว้นเยี่ยนคงรู้สถานการณ์ตัวเองในตอนนั้นดี เขากลัวว่าเสี่ยวชีเต้าและเยว่ยินจะได้รับอันตรายจึงขอดาบนั้นมาไม่รู้ว่าแม่นางเยว่ใช้วิธีอะไรในการผนึกดาบนี้เข้ากับธง
ตอนที่อยู่ในโลกมายา อันเจิงเคยยืมพลังดาบในธงนั้นมาใช้แต่ในตอนนั้นอันเจิงยังอ่อนแอมาก พลังที่ยืมออกมาก็อ่อนแอ แต่อันเจิงก็รู้สึกได้ว่าดาบในธงนั่นมีพลังที่แข็งแกร่งและยิ่งใหญ่มาก
หรืออาจเป็เพราะต้องรอให้เจอผู้ที่มีพลังแข็งแกร่งมากเท่านั้นหรือต้องรอให้เสี่ยวชีเต้ามีพลังถึงจุดสูงสุดถึงจะสามารถทำให้ดาบที่ถูกผนึกในธงแสดงอิทธิฤทธิ์ได้
เวลาผ่านไปเร็วมาก ผู้คนที่มามุงดูมากมายก็หายไปหมดขณะนี้เมืองหลวงจมเข้าสู่ความมืดแล้ว
อันเจิงมองออกไปด้านนอกพร้อมขมวดคิ้วเล็กน้อย“ส่งคนไปดูหน่อย จนถึงตอนนี้จิงสานลิ้งกับคนอื่น ๆ ยังไม่กลับมาอีก”
ทันใดนั้น พ้างซื่อที่ร่างเต็มไปด้วยเือุ้มใครบางคนไว้ด้านหน้าและแบกอีกคนไว้ด้านหลัง เขาวิ่งโซเซเข้ามาในสำนัก “รีบช่วยพวกเขาเร็วเข้า!”
