ครั้นคนสกุลเฉินพบว่าผู้ใหญ่บ้านเฉินที่ควบตำแหน่งผู้นำสกุลของพวกเขาถูกคนมากมายถึงเพียงนี้ไม่ไว้วางใจ ภายในใจต่างรู้สึกไม่ดีเป็อย่างยิ่ง
แม้พวกเขาเองก็ไม่มั่นใจในวิธีการที่ผู้ใหญ่บ้านเฉินบอกมา ทว่ากลับมิได้ปริปากโต้แย้งแต่อย่างใด
มีคนสกุลเฉินจำนวนหนึ่งถึงขั้นกำลังคิดว่า ก่อนหน้านี้พวกเขาขายสัตว์ป่าจนหาเงินมาได้ไม่น้อย แต่ละครอบครัวต่างก็มีเงินเหลือเก็บ
ต่อให้เชื่อผู้ใหญ่บ้านเฉิน ทดลองการเพาะปลูกแบบใหม่แล้วหลังฤดูใบไม้ร่วงมิได้เก็บเกี่ยวผลผลิตก็ไม่เห็นเป็กระไร อย่างน้อยพวกเขาก็ยังมีเงินซื้อข้าวกิน ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่อดตาย
ทว่ากลุ่มคนสกุลเคอกลับโต้แย้งรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ
ผู้เฒ่าเคอแค่นหัวเราะเย้ยหยันเอ่ยว่า “ผู้ใหญ่บ้านเฉิน มิใช่ว่าข้าตำหนิท่าน ทว่าทุกครอบครัวล้วนแต่มีชีวิตอยู่รอดเพราะการเก็บเกี่ยวหลังฤดูใบไม้ร่วง ผู้ใดจะกล้าล้อเล่นไปกับพวกท่านเล่า?”
เคอเจิ้งซีพยักหน้าระรัวราวกับโขลกกระเทียม เอ่ยว่า “ท่านพ่อของข้ากล่าวได้ถูกต้อง ครอบครัวของพวกเรายังต้องดูแลซิ่วไฉกับจวี่เหริน จำต้องอาศัยการเก็บเกี่ยวหลังฤดูใบไม้ร่วงเป็ค่าครู ยามนี้ภายในหมู่บ้านงานยุ่งกันถึงเพียงนี้ ผู้ใดจะมีเวลามาล้อเล่นไปกับพวกท่าน?”
สิ้นคำกล่าว เคอเจิ้งซีพลันประคองผู้เฒ่าเคอหมายจะจากไป ด้วยเหตุที่มีพวกเขาสองคนเป็แบบอย่าง รวมถึงการเติมเชื้อเพลิงของปู่รองสกุลเคอเมื่อครู่
ดังนั้นนอกจากคนทั้งครอบครัวของเคออู่ฝู คนสกุลเคอทั้งหมดจึงล้วนแต่แค่นหัวเราะเย้ยหยันและ้าที่จะเดินทางกลับ
ความหมายทั้งนอกและในวาจาของพวกเขาต่างบอกว่าผู้ใหญ่บ้านเฉินถูกคนต่างแซ่ที่อพยพมาจากภายนอกมอมเมาแล้ว คิดอยากจะตัดหนทางรอดของหมู่บ้านเถาหยวน ทั้งยังเอ่ยถึงผลลัพธ์ที่จะตามมาให้ฟังดูร้ายแรงขึ้นเรื่อยๆ
ท้ายที่สุด นึกไม่ถึงว่าจะบอกว่าหากหมู่บ้านเถาหยวนยังคงเป็เช่นนี้ต่อไป ไม่แน่คงถึงคราจบสิ้นแล้ว
พวกเขาจำนวนหนึ่งยังเสนอว่า ยามเสร็จสิ้นการเก็บเกี่ยวหลังฤดูใบไม้ร่วงแล้ว จะร่วมลงนามเพื่อยื่นต่ออำเภอให้เปลี่ยนผู้ใหญ่บ้านของหมู่บ้านเถาหยวน จากนั้นให้ผู้นำสกุลเคอของพวกเขามาดำรงตำแหน่งแทน
สายตาเย็นเยียบของต้วนเหลยถิงปรายมองทุกคนที่หาเื่ ชายหนุ่มปริปากเอ่ยว่า “ขอให้คนสกุลเคอทุกคนที่เตรียมจะกลับไป โปรดลงนามในสัญญาว่าเป็ฝ่ายยอมละทิ้งวิธีการเพาะปลูกแบบใหม่ด้วยตนเองเสียก่อนแล้วค่อยไปเถิด”
คนสกุลเคอที่เพิ่งก้าวขาเดินออกไปได้ไม่กี่ก้าวต่างหันมองหน้ากัน หวนนึกถึงครั้งก่อนที่พวกเขาไม่ได้รับเงินส่วนแบ่งจากการขายสัตว์ป่าเพราะลงนามในสัญญา ทันใดนั้นพลันรู้สึกไม่พอใจเป็อย่างยิ่ง จึงเอ่ยด้วยความขุ่นเคืองว่า
“ลงนามในสัญญาอันใดกัน เหตุใดต้องลงนามในสัญญาด้วยเล่า?”
“ใช่ พวกเราไม่ลง อยู่ดีไม่ว่าดีก็จะให้ลงนามในสัญญา พวกเ้าประสาทแล้วกระมัง?”
“ใช่แล้ว ไม่แน่ว่าพวกเ้าอาจซ่อนหลุมพรางอันใดให้พวกเราลงนามในสัญญา ทำให้คนสกุลเฉินได้รับผลประโยชน์ และทำให้สกุลเคอของพวกเราเสียเปรียบกระมัง?”
......
เสียงโต้แย้งดังเซ็งแซ่อย่างต่อเนื่อง คนสกุลเคอหมายจะจากไปทั้งเช่นนั้น
ต้วนเหลยถิงพลันสาวเท้าไปข้างหน้าหนึ่งก้าว โบกหนึ่งฝ่ามือออกไปด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
หินก้อนใหญ่อายุหลายร้อยปีในลานตากข้าวแหลกละเอียดภายในพริบตา ทันทีที่สายลมพัดผ่านก็เลือนหายไปท่ามกลางฟ้าดิน
เงียบ เงียบสงัดราวกับไร้สิ่งมีชีวิตใดก็มิปาน
ทุกคนที่เมื่อครู่ยังโหวกเหวกโวยวายไม่ยอมหยุดพากันเหงื่อเย็นโซมกายและปิดปากจนสนิท กระทั่งลมหายใจยังช้าลงไม่น้อย ด้วยกลัวว่าจะไปยั่วโทสะท่านเทพมารผู้นี้เข้า
พวกเขาล้วนมีร่างกายที่ทำจากเืเนื้อ จะทนรับหนึ่งฝ่ามือของต้วนเหลยถิงได้อย่างไร?
ต้วนเหลยถิงเอ่ยอย่างเอ้อระเหย “ผู้ที่ไม่อยากลองวิธีเพาะปลูกแบบใหม่ หากเห็นว่าคนอื่นๆ ในหมู่บ้านเถาหยวนใช้วิธีการเพาะปลูกแบบใหม่แล้วได้ผลผลิตเพิ่มขึ้น จำต้องสัญญาว่า
ห้ามริษยาและทำลายต้นกล้า
ห้ามกระทำการต่างๆ ที่ส่งผลเสียต่อผลผลิตและที่นา
ห้ามปล่อยข่าวลือสร้างความเดือดร้อน
ห้าม...
หากผิดกฎข้อใดข้อหนึ่งในสัญญา คนทั้งครอบครัวจะถูกขับออกจากหมู่บ้านเถาหยวน มิอาจหวนกลับมาตลอดกาล ทรัพย์สินที่ไม่สามารถเคลื่อนย้ายภายในหมู่บ้าน เช่น บ้านเรือนหรือที่ดิน จะเป็ของหมู่บ้านทั้งหมด กลายเป็ทรัพย์สินส่วนกลาง”
ต้วนเหลยถิงร่ายสถานการณ์สามสิบถึงสี่สิบเื่ที่อาจเกิดขึ้น จากนั้นให้ชาวบ้านลงนามในสัญญา
ผู้คนที่ไม่อยากทดลองวิธีการเพาะปลูกแบบใหม่ถึงกับเหงื่อตก เห็นได้ชัดว่าหากไม่ลงนามในสัญญา กระทั่งลานตากข้าวนี้พวกเขาก็คงมิอาจเดินออกไปได้
แต่หากให้พวกเขาลงนามในสัญญาเช่นนี้กลับรู้สึกไม่เต็มใจ เพราะถ้าเป็ไปตามที่ต้วนเหลยถิงกับผู้ใหญ่บ้านเฉินกล่าวมาจะทำอย่างไรเล่า?
หากวิธีการเพาะปลูกแบบใหม่ทำให้ผลผลิตเพิ่มขึ้นเท่าตัว ผู้ที่มิได้ทดลองอย่างพวกเขามิต้องร้องไห้เจียนตายหรอกหรือ?
ทว่าถ้าทดลองวิธีการแบบใหม่แล้วมิได้เก็บเกี่ยวแม้แต่เมล็ดเดียว เช่นนั้นก็ไม่ใช่ต้องร้องไห้เจียนตาย แต่คงต้องหิวตายเสียแล้ว
ท้ายที่สุดภายใต้การบีบบังคับของต้วนเหลยถิง ผู้ที่ไม่ยินดีจะทดลองวิธีการเพาะปลูกแบบใหม่ต่างพากันประทับลายนิ้วมือลงในสัญญาเพื่อบันทึกไว้เป็ลายลักษณ์อักษร
ทางด้านปู่รองสกุลเคอเป็ตัวแทนของคนสกุลเคอ จัดการลงนามแทนคนทั้งสกุลในใบสัญญา
คนสกุลเคอต่างพากันสะบัดชายแขนเสื้อเดินจากไปด้วยความขุ่นเคือง ภายในใจของคนเหล่านี้ต่างคิดด้วยความเคียดแค้นว่า :
ลองกันไปเถิด ไม่ช้าก็เร็วพวกเ้าจะต้องเสียใจภายหลังเจียนตายเพราะไม่มีผลผลิตให้เก็บเกี่ยวอย่างแน่นอน ยามไม่มีข้าวกินอย่าได้มายืมข้าวสกุลเคอเป็อันขาด พวกเราไม่มีทางให้ยืมแม้แต่เมล็ดเดียว
ผู้ใหญ่บ้านเฉินกวาดตามองทุกคนที่ยังคงอยู่ จากนั้นถอนหายใจพลางส่ายหน้าว่า “เฮ้อ หมู่บ้านเถาหยวน จิตใจผู้คนช่างไม่กลมเกลียวกันเสียจริง!”
นอกจากครอบครัวของเคออู่ฝู ผู้ที่เหลืออยู่ล้วนคือคนสกุลเฉินของพวกเขา
ผู้ใหญ่บ้านเฉินอยากพาชาวบ้านทั้งหมู่บ้านมุ่งหน้าสู่ความมั่งคั่ง แต่กลับถูกสกุลเคอขัดขวางไปเสียทุกครั้ง ช่างยากลำบากเหลือเกิน!
เคอโยวหรานเอ่ยปลอบว่า “ท่านผู้าุโไม่จำเป็ต้องทอดถอนใจไปเ้าค่ะ คนสกุลเฉินมิได้เป็อันหนึ่งอันเดียวกันหรอกหรือ? ใต้หล้าจะมีเื่ที่สมบูรณ์แบบไปเสียหมดที่ใดกัน ย่อมต้องมีเื่ที่พวกเราจนปัญญาอยู่บ้างเ้าค่ะ
หากท่านผู้าุโนำพาคนทั้งสกุลเฉินพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ เป็แบบอย่างให้คนสกุลเคอได้เห็น ไม่แน่ว่าพวกเขาอาจจะเปลี่ยนไปบ้างก็เป็ได้นะเ้าคะ”
“โยวหรานพูดถูก ข้าเชื่อเ้า” คล้ายว่าผู้ใหญ่บ้านเฉินจะหาทิศทางพบและกลับมาเปี่ยมพละกำลังอีกครั้ง พลันเอ่ยกับคนที่เหลืออยู่ทั้งหมดว่า
“ทุกคนในที่นี้โปรดฟังเอาไว้ ผู้ที่กลับไปลงนามในสัญญาแล้ว พวกเ้าเองก็ต้องลงนามในสัญญาเช่นกัน
หากลองวิธีการเพาะปลูกแบบใหม่แล้วไร้ซึ่งผลผลิต ไม่ว่าผู้ใดล้วนมิอาจโวยวาย ไม่สามารถนึกเคียดแค้นได้เพราะพวกเ้ายินดีทดลองเอง มิเช่นนั้นจะถูกขับออกจากหมู่บ้านเถาหยวนด้วยเช่นกัน ลงโทษโดยการริบทรัพย์สินที่มิอาจเคลื่อนย้ายทั้งหมดเป็ของส่วนกลาง พวกเ้าเห็นด้วยหรือไม่?”
“เห็นด้วยขอรับ/เ้าค่ะ” คนสกุลเฉินขานรับเป็เสียงเดียวกัน ฮึกเหิมเปี่ยมพลัง เป็อันหนึ่งอันเดียวกันจนไม่มีรอยแยกแม้แต่นิด
กระทั่งต้วนเหลยถิงยังอดทอดถอนใจมิได้ หากมีวันใดที่หมู่บ้านเถาหยวนถูกศัตรูภายนอกรุกราน ถึงยามนั้นก็มิอาจประเมินพละกำลังของคนสกุลเฉินต่ำเกินไปจริงๆ
หลังจากลงนามในสัญญาเรียบร้อยแล้ว ภายใต้เสียงออกคำสั่งของผู้ใหญ่บ้านเฉิน ทุกคนต่างกลับไปเอาเมล็ดพันธุ์ในจวนของตนเองส่งไปยังจวนผู้ใหญ่บ้านเฉินโดยไม่ลังเลเลยสักนิด
เมล็ดพันธุ์ที่คนสกุลเฉินส่งมามีมากมายหลายชนิด นอกจากเมล็ดข้าวยังมีถั่วลิสง ฝักถั่ว พริก ข้าวโพด มันฝรั่ง และมันเทศ เป็ต้น มีเมล็ดพันธุ์จำนวนไม่น้อยที่ไม่ต้องเพาะกล้า สามารถหว่านลงบนดินได้โดยตรง
เคอโยวหรานถามทุกคนถึงจำนวนที่ดินและที่นาของพวกเขา เพื่อคำนวณจำนวนเมล็ดพันธุ์ที่ต้องใช้ในการเพาะปลูก
ต้วนเหลยถิง ผู้ใหญ่บ้านเฉิน เฉินต้าจ้วง และพวกเฉินเอ้อร์จ้วงไม่กี่คน ต่างพากันชั่งเมล็ดพันธุ์ที่แต่ละคนนำมาแล้วจดบันทึกเอาไว้อย่างชัดเจน
เมื่อคำนวณตามจำนวนที่นาของคนสกุลเฉิน เมล็ดพันธุ์ที่พวกเขานำมาเกินจำเป็ไปกว่าครึ่งแล้ว ที่นาแต่ละหมู่ไม่ต้องใช้เมล็ดพันธุ์มากมายถึงเพียงนี้แต่อย่างใด ส่วนที่เกินออกมา เคอโยวหรานจึงรับซื้อเอาไว้ในราคาท้องตลาด
คนสกุลเฉินต่างพากันงุนงง ทุกๆ ปีพวกเขาล้วนใช้เมล็ดพันธุ์ประมาณนี้ ปีนี้ใช้เพียงครึ่งเดียว หากไม่มีผลผลิตให้เก็บเกี่ยวจะทำอย่างไร?
เคอโยวหรานมองออกถึงความลังเลใจของพวกเขา จึงอธิบายว่า “เมื่อก่อนทุกคนหว่านเมล็ดพันธุ์มากเกินไป ไม่มีที่ว่างให้เมล็ดพันธุ์เติบโต กลับจะทำให้ผลผลิตลดลงเ้าค่ะ
ปีนี้โปรดลองตามวิธีการที่ข้าสอนไปเสียก่อน พวกเราใช้ความจริงเป็เครื่องพิสูจน์ดีหรือไม่เ้าคะ?”
“ได้ พวกเราจะลองดู”
“อืม ลองดูก็ไม่เสียหาย ยิ่งไปกว่านั้นปีนี้ยังใช้เมล็ดพันธุ์น้อยลงตั้งครึ่งหนึ่ง หากสำเร็จขึ้นมา พวกเราก็เป็ฝ่ายได้กำไรอีกด้วย...”
คนสกุลเฉินต่างขานรับ และพากันนำเงินที่ได้จากการขายเมล็ดพันธุ์กลับไปเตรียมดินตามวิธีที่เคอโยวหรานบอกอย่างมีความสุข
