เล่มที่ 2 บทที่ 45 ดวงเนตรทิพย์
ได้ยินเช่นนั้น หลินเฟยก็เข้าใจทันที
หรือสรุปได้ว่าเ้าสือเหอดันซวยเองน่ะสิ…
ซงหยางได้แผนที่ถ้ำามาฉบับหนึ่งมาเมื่อเดือนที่แล้ว ด้วยความเป็เด็กของเขา จึงเกิดคึกคะนองพาเหล่าศิษย์น้องที่สนิทกันออกล่าสมบัติไปตามแผนที่ เขาได้เดินทางอยู่ในทะเลทรายแห่งความตายอยู่ถึงหนึ่งเดือนเต็มๆ ถือว่าเป็่เวลายากลำบากที่สุดเลยก็ว่าได้
และดูเหมือนพวกเขาจะเจอบางอย่างเข้าให้ นั่นก็คือ “สือเหอ”ผู้นี้นั่นเอง
ได้ยินเช่นนี้หลินเฟยก็หันไปมองซงหยาง อดจะกลั้นหัวเราะไว้แทบไม่อยู่ ในค่ายกลทั้งสามสิบหกบทนั้น มีบทหนึ่งเรียกว่าอู๋จิน เป็บทที่จะต้องบำเพ็ญให้ได้มาซึ่งกระบี่เปลวไฟต้ารื่อ ซึ่งจะต้องนำกระบี่ไปตากแดดจัดเป็เวลาถึงสี่สิบเก้าวัน ระหว่างตากนั้นห้ามโดนน้ำโดยเด็ดขาด และในแถบเป่ยจิ้งนี้เอง ก็มีเพียงทะเลทรายแห่งความตายเท่านั้นที่เหมาะสมกับการบำเพ็ญที่สุด เนื่องจากที่นั่นมีแดดจัดตลอดทั้งปี แถมยังเป็ทะเลทรายที่กว้างสุดลูกหูลูกตา ไม่มีพืชพันธุ์ใดๆแม้แต่ต้นเดียว แน่นอนว่าน้ำสักหยดยิ่งไม่ต้องพูดถึง
ใช่แล้ว...ตอนนั้นนั่นเองที่สือเหอกำลังบำเพ็ญบทนี้อยู่พอดี และประจวบเหมาะกับที่เ้าศิษย์หกคนนี้ดันไปขุดพาเขาออกมาจนได้ แค่นี้ก็พอจะเข้าใจความรู้สึกของสือเหอแล้วล่ะ เขาคงแทบจะคลั่งเลยทีเดียวเชียว…
สำหรับหลินเฟยก็คงจะเช่นกัน หากมีคนขัดจังหวะตอนเขาฝึกเคล็ดวิชาหมื่นกระบี่จูเทียนบ้างล่ะก็ คนคนนั้นก็คงจะถูกเขาฆ่าตายไปในทันที…
“สำหรับพวกเ้าถือว่ายังมีบุญอยู่บ้าง…”
“หื้อ?”
หลังจากพวกซงหยางได้ยินสิ่งที่หลินเฟยพูด ก็ต่างพากันมึนงงไม่เข้าใจ หลินเฟยเองก็ไม่คิดจะอธิบายอะไรต่ออีก และตอนที่เขากำลังคิดว่าจะกลับห้องนั้นเอง ซงหยางที่อยู่ด้านหลังก็เอ่ยเรียกเขาเสียก่อน
“ศิษย์พี่หลิน…”
“มีอะไรหรือ?”
“คือว่า…” ซงหยางมีท่าทีลังเล ก่อนจะกล่าวอ้ำอึ้งออกมา
“พอจะมีเวลาว่างบ้างหรือไม่ หากมีเวลาว่าง ช่วยไปทะเลทรายแห่งความตายกับพวกข้าหน่อยได้หรือไม่ บางที…”
“ไม่ล่ะ!” หลิยเฟยปฏิเสธทันควัน แม้ว่าซงหยางจะยังพูดไม่จบก็ตาม
คิดจะล้อเล่นกันหรืออย่างไร! ทะเลทรายแห่งความตายเป็หนึ่งในสิบสถานที่ที่อันตรายที่สุด ที่นั่นมีสภาพแวดล้อมที่แสนเลวร้าย มีปีศาจออกอาละวาดตั้งมากมาย มีผู้บำเพ็ญเอาชีวิตไปทิ้งที่นั่นหลายต่อหลายคน ว่ากันว่าเคยมีคนเห็นปีศาจแมงป่องเก้าหางขั้นเยาหวังอยู่ที่ก้นทะเลทรายแห่งความตายนั่นด้วยซ้ำ ชีวิตสุขสบายกินอิ่มนอนหลับจนไม่มีอะไรทำแล้วหรืออย่างไร ถึงได้คิดให้เขารนหาที่ตาย เมื่อเทียบกับการตามหาถ้ำาที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามีจริงหรือไม่ สู้ไปดูขุมทรัพย์ลับเจ็ดแห่งของตาเฒ่าไม่ดีกว่าหรือ
“เดี๋ยวก่อนสิ…” แค่ได้หยินหลินเฟยปฏิเสธ ซงหยางก็ลนลานจนทำอะไรไม่ถูกเสียแล้ว จึงทำได้เพียงพูดเสริมขึ้นมาอีกเล็กน้อย
“หากไม่ใช่เพราะสือเหอเข้ามาขวางไว้ก่อน บางทีพวกข้าอาจจะเจอถ้ำาไปแล้วก็ได้…”
“ถ้ำา?” ได้ยินดังนั้นหลินเฟยก็ส่ายหน้าด้วยความเอือมระอา ‘สงสัยคำสอนของนักพรตเฒ่าจะมีปัญหาเสียแล้วล่ะ ไม่อย่างนั้นล่ะก็ ทำไมศิษย์หุบเขาอวี้เหิงถึงได้ใสซื่อขนาดนี้?’
หลินเฟยพอจะรู้เื่แผนที่ที่วางขายในหอว่านเป่าชั้นหนึ่งมาแล้วบ้าง ทุกคนล้วนพูดเกินจริงทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็ถ้ำาของเทพเซียน หรือสุสานของปีศาจา แม้แต่อนุสรณ์์ยุคาก็ตาม หากทุกฉบับเป็ของจริง สถานที่เ่าั้ก็คงถูกขุดจนพรุนไปหมดแล้ว…
‘เพราะฉะนั้นแผนที่พวกนี้ มันก็เป็แค่เื่หลอกเด็กเท่านั้นแหละ…’
‘มิหนำซ้ำหากมีถ้ำาจริงอย่างที่ว่ากันมา คนขายแผนที่คงไปขุดเอาเองแล้ว จะเอามาขายให้โง่เพื่ออะไร?’
“ศิษย์พี่หลินฟังข้าก่อน…”
“เอาล่ะ รีบกลับไปพักผ่อนเถอะ” หลินเฟยโบกมือปฏิเสธ ก่อนจะหันหลังกลับห้องพักตัวเองโดยไม่แยแสซงหยางอีก…
ซงหยางได้ยินเช่นนั้นก็เกิดกลัวจนลนลาน จึงรีบโพล่งออกไปทันที เพราะกลัวว่าหากสายเกินกว่านี้ จะไม่มีโอกาสได้พูดอีกแล้ว
“ศิษย์พี่หลินดูของสิ่งนี้ก่อน…”
“หื้อ?”
“ดูนี่ก่อน…” ซงหยางพูดพลางหยิบบางสิ่งออกมา
ของสิ่งนั้นเป็วัตถุที่มีลักษณะโปร่งใสคล้ายผลึกคริสทัลขนาดประมาณนิ้วโป้งเห็นจะได้ บนพื้นผิวของมันนั้นมีอักขระมากมายเต็มไปหมด ชั่วขณะที่หลินเฟยเห็นเ้าผลึกนี้ ก็เกิดชะงักขึ้นมาเหมือนกัน เพราะเ้าตัวรู้จักอักขระพวกนี้เพียงหนึ่งในสามเท่านั้น เท่าที่เห็น ดูเหมือนจะมีไว้เพื่อผนึกอะไรบางอย่าง หากแต่เพราะปรากฏอักขระไม่ครบถ้วน หลินเฟยจึงไม่ค่อยมั่นใจเสียเท่าไร…
แต่ที่สำคัญไปกว่านั้นก็คือ หลินเฟยพบว่าผลึกก้อนนี้มีกลิ่นอายที่คุ้นเคยซ่อนยู่ ซึ่งมันเป็กลิ่นอายเฉพาะของเผ่ามนุษย์เซียนนั่นเอง
ในยุคานั้น มีเผ่าพันธุ์มากมายดำรงอยู่ ว่ากันว่าชนเผ่ามนุษย์เซียนถือกำเนิดขึ้นจากอำนาจฟ้าดิน แผ่นหลังของพวกเขามีปีกที่สามารถโบยบินได้นับพันลี้ภายในชั่วพริบตา ที่หน้าผากก็มีดวงเนตรที่สามประทับอยู่ ทำให้สามารถมองทะลุได้ทุกสิ่ง ่ยุคโกลาหลที่เทพเซียนยังไม่ถือกำเนิด เผ่ามนุษย์เซียนเป็เผ่าที่ปกครองพิภพหลัวฝูอยู่ นอกจากนี้ยังร่ำลือกันมาว่าจักรพรรดิต้าหลัวนั้น เป็คนแรกและคนเดียวที่สามารถบำเพ็ญจนบรรลุเซียนมารได้อย่างแท้จริง เมื่อใดที่เบิกเนตรที่สาม ไม่ว่าจะเป็เื่นอกพิภพ หรือเื่ใต้จิ่วโยว ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนไม่อาจหลุดรอดจากสายตาไปได้
แน่นอนว่าเื่มันนี้มันก็ผ่านมานานมากแล้ว ต่อให้เป็ชาติที่แล้วเมื่อหมื่นปีก่อน เื่เล่าาเหล่านี้ ก็เป็เพียงตำนานเท่านั้น…
ทว่าหลินเฟยกลับเคยเห็นดวงเนตรที่สามของเผ่ามนุษย์เซียนมาก่อน
เมื่อชาติที่แล้ว หลินปั้นหูเคยปราบปีศาจเยาหวังในแถบหนานเจียง ตอนที่กลับมานั้น ก็ได้พาเผ่ามนุษย์เซียนกลับมาด้วยคนหนึ่ง หลินเฟยจำได้ดีว่า ตอนนั้นตาเฒ่ายังคิดจะเอาไปทดสอบพลังของมนุษย์เซียนเพื่อช่วยรักษาเส้นปราณที่บกพร่องของเขาอยู่เลย…
แต่ดวงเนตรที่สามของมนุษย์เซียนในตอนนั้น ไม่ได้เต็มไปด้วยอักขระเช่นตอนนี้…
“พวกข้าเจอสิ่งนี้ที่ทะเลทรายแห่งความตาย…”
“เอาล่ะๆ ข้ารู้แล้ว” หลิยเฟยพยักหน้า และย้อนถามซงหยางแทน
“ข้าขอยืมของสิ่งนี้ไปศึกษาก่อนได้หรือไม่?”
“ย่อมได้อยู่แล้ว” ซงหยางได้ยินเช่นนั้นก็ดีใจขึ้นมาทันที ก่อนจะกุลีกุจอส่งสิ่งของในมือให้ พลางกล่าวตามไปด้วย
“ศิษย์พี่หลินขี้เกรงใจเกินไปแล้ว มายงมายืมอะไรกัน ของสิ่งนี้หาไม่ยากหรอก หากศิษย์พี่หลินชอบก็เอาไปเถอะ…”
“หึหึ ถ้าอย่างนั้นข้าขอไปศึกษาหน่อยแล้วกัน…” หลินเฟยยิ้มให้น้อยๆเป็การขอบคุณ หากเป็ดวงเนตรที่สมบูรณ์ของเผ่ามนุษย์เซียน ต่อให้ซงหยางไม่เอามาให้ เขาก็คิดจะหาวิธีให้ได้มาเช่นกัน เพราะนี่เป็สมบัติล้ำค่ายิ่งกว่าอะไร หากใช้เคล็ดวิชาจูเทียนฝูถูหลอมล่ะก็ คงจะได้ศาสตราวุธที่มีมนต์สะกดอย่างน้อยสามสิบหกสายเลยก็ได้
อย่างไรก็ตามดวงเนตรในมือของซงหยางนั้น ได้สูญสิ้นพลังไปหมดแล้ว หากไม่มีกลิ่นอายที่หลงเหลืออยู่ หลินเฟยก็ไม่อาจรู้ได้เช่นกันว่านี่คือดวงเนตรของเผ่ามนุษย์เซียน
นอกจากนี้ หลินเฟยยังรู้สึกได้ว่าอักขระที่ปรากฏบนดวงเนตรนี้ดูพิลึกชอบกล…
“ถ้าอย่างนั้น ข้าไม่รบกวนศิษย์พี่หลินแล้ว” ซงหยางเองก็ฉลาดพอตัว พอเห็นหลินเฟยรับดวงเนตรมนุษย์เซียนไว้ ก็ย่อมรู้ดีว่าเื่ที่ตั้งใจชวนไปทะเลทรายแห่งความตายประสบความสำเร็จไปครึ่งทางแล้ว จึงไม่พูดอะไรมากอีก เขาได้แต่กล่าวลาก่อนพาเหล่าศิษย์น้องที่เหลือจากไป
“ดูท่าศิษย์น้องเหล่านี้ ก็ยังพอจะมีโชคอยู่บ้าง…” ไม่รอช้าเมื่อกลับมาถึงห้อง หลินเฟยก็นำดวงเนตรนั้นออกมาสำรวจทันที…
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
