คังอิงเสนอเงื่อนไขที่ยุติธรรมมาก เธอขอเพียงระยะเวลาการดำเนินงานสามปีเท่านั้น และสามปีนี้สำหรับเธอก็นับว่าเป็่เวลาที่ยากลำบากที่สุดเช่นกัน เพราะไม่มีใครรู้เลยว่าภายในสามปีนี้ธุรกิจชาจะสามารถพัฒนาขึ้นได้หรือไม่ ดังนั้นคังอิงจึงต้องแบกรับความเสี่ยง
แต่สำหรับชาวไร่ชา นี่ถือเป็เื่ดีอย่างยิ่ง ขอเพียงพวกเขาสามารถผลิตชาคุณภาพดีออกมาได้ พวกเขาก็จะได้รับผลกำไรมหาศาล
ในปัจจุบันต้นทุนการผลิตชาสำเร็จรูปหนึ่งชั่งอยู่ที่ประมาณแปดหยวน หากสามารถผลิตชาคุณภาพดีออกมา ทุกคนก็จะทำเงินได้ และในหมู่บ้านกวนซานนั้นมีชาวไร่ชาจำนวนไม่น้อยที่ผลิตชาคุณภาพดีได้ นี่เป็การลงทุนที่คุ้มค่ามาก
“ตกลง เอาตามนี้แหละ” เซี่ยต้าจื้อตื่นเต้นมาก เขาคิดไม่ถึงเลยว่าชาที่ไร้ราคาค่างวดเช่นนี้ จะสามารถขายได้ราคาสูงขนาดนี้
หากขายในราคานั้นได้ ชาวไร่ชาก็จะมีรายได้สามถึงสี่หมื่นหยวน หรืออาจจะมากถึงแสนหยวนต่อปี ใครจะไม่พึงพอใจกับรายได้เช่นนี้กัน?
เมื่อคิดถึงรายได้ที่มากมายมหาศาล เซี่ยต้าจื้อก็รู้สึกเืลมสูบฉีดเปี่ยมไปด้วยพลัง
“ถ้าอย่างนั้นคุณช่วยรวบรวมชาวไร่ชามารวมตัวกันเพื่อจัดตั้งสหกรณ์ชาวไร่ชาก่อน จากนั้นก็ให้พวกเขาระบุผลผลิตชาโดยละเอียด และจำนวนชาสำเร็จรูปที่ต้องส่งมอบให้กับบริษัทของฉันในทุกๆ ปีลงไปในสัญญาด้วยนะคะ” คังอิงกล่าว
เซี่ยต้าจื้อไม่มีข้อสงสัยในเื่นี้ แม้ว่าคังอิงจะผูกขาดธุรกิจชาในราคาที่ต่ำเป็เวลาสามปี แต่หลังจากสามปีนี้หากราคาชาพุ่งสูงขึ้น เธอก็ให้คำมั่นว่าจะให้พวกเขาขายชาได้อย่างอิสระ และไม่จำกัดจำนวนชาที่ต้องส่งมอบอีก
ถึงจะใช้เวลาสามปีเพื่อแลกกับพื้นที่ทางการตลาด แต่ผลกำไรระยะยาวก็คุ้มค่า
แม้ว่าเซี่ยต้าจื้อจะใช้ชีวิตอยู่ในหมู่บ้านเล็กๆ บนูเา แต่สมัยหนุ่มๆ เขาก็เคยเดินทางขึ้นเหนือล่องใต้ เขาจึงรู้ว่าธุรกิจนี้เป็ประโยชน์ต่อทั้งสองฝ่าย
หากเอาแต่คิดว่าตนเองจะขาดทุน คงไม่มีทางได้รับโอกาสดีๆ ในอนาคตอย่างแน่นอน
เซี่ยต้าจื้อจึงตบขาของตนเองแล้วตอบตกลง เขาเอ่ยกับคังอิงว่า “ผมจะรีบไปจัดตั้งสหกรณ์ชาวไร่ชา และชักชวนให้ทุกคนสมัครเข้าร่วมอย่างเต็มใจ หลังจากนั้นก็จะไปวัดพื้นที่สวนชาอย่างละเอียด วางใจได้ ผมจะไม่โกงคุณแน่นอน ในหมู่บ้านกวนซานนี้ คำพูดของผมถือว่าศักดิ์สิทธิ์มาก”
คังอิงพยักหน้า ส่วนสือเจียงหย่วนที่นั่งอยู่ข้างๆ รู้สึกปลอดโปร่งโล่งใจ เขาคิดไม่ถึงเลยว่าสาเหตุที่คังอิงขึ้นมายังหมู่บ้านกวนซาน ก็เพื่อมาพูดคุยเื่ธุรกิจชา ซ้ำเธอยังพูดจาอย่างคล่องแคล่วจนดึงดูดความสนใจของเซี่ยต้าจื้อได้ ถึงขั้นที่อีกฝ่ายยอมทำตามคำสั่งของเธออย่างเต็มใจอีกด้วย
ผู้หญิงคนนี้มักจะทำให้เขารู้สึกแปลกใหม่ไปทุกครั้ง เธอทำให้เขาประหลาดใจได้ตลอดเวลา
จู่ๆ สือเจียงหย่วนก็รู้สึกว่าคังอิงเปรียบเสมือนหงส์นิพพาน [1] หลังจากหย่ากับฟู่ซินหลาง เธอก็เหมือนกับได้เกิดใหม่ และเปลี่ยนโฉมเป็แบบนี้ หากฟู่ซินหลางได้เห็นเธอตอนนี้ คงจำเธอไม่ได้กระมัง?
เมื่อคุยกันเรียบร้อยแล้ว เซี่ยต้าจื้อก็ชวนพวกเขาให้อยู่กินอาหารที่บ้านของเขาอย่างกระตือรือร้น
ตอนนี้ใกล้เที่ยงแล้ว คังอิงไม่ได้ปฏิเสธ เธอและสือเจียงหย่วนจึงตัดสินใจอยู่กินอาหารเที่ยงที่บ้านของเซี่ยต้าจื้อ
บ้านของเซี่ยต้าจื้อทำข้าวผัดผักกาดดองเค็ม ผัดหมูสามชั้นตุ๋นซอสแดง และยังเชือดไก่ตัวหนึ่ง ทำน้ำแกงผักกวางตุ้งอีกชามหนึ่ง อาหารมื้อเที่ยงรสชาติแบบชาวบ้านทำให้คังอิงอิ่มท้องมากๆ
คังอิงชมเชยว่า “ลุงเซี่ยคะ ข้าวผัดผักกาดดองเค็มบ้านคุณอร่อยมากจริงๆ ฉันไม่เคยกินข้าวผัดผักกาดดองเค็มที่ไหนอร่อยเท่านี้มาก่อนเลย”
เซี่ยต้าจื้อกล่าวอย่างภาคภูมิใจ “แน่นอนว่าอร่อย ผักกาดดองของพวกเราทำจากผักกาดที่เก็บเกี่ยวหลังจากที่โดนน้ำค้างแข็งแล้วนำไปตากแห้ง พอผักกาดโดนน้ำค้างแข็งก็จะหวาน ไม่เหมือนกับผักกาดที่ปลูกข้างล่างเขา เพราะไม่โดนน้ำค้างแข็ง จึงมักจะมีรสขม
ที่นี่อยู่บนูเาสูง บนเขามักจะมีน้ำค้างแข็ง แต่ข้างล่างเขาไม่มี ถือว่าเป็ระดับความสูงที่เหมาะสำหรับปลูกผักกาด
ทุกๆ ปีใน่ฤดูหนาว พวกเราจะปลูกผักกาดเต็มทุ่งเลย ผักกาดต้นหนึ่งสูงถึงครึ่งตัวคน ผักกาดสองต้นใส่กระสอบได้เต็มใบ คราวหน้าตอนฤดูหนาวคุณลองขึ้นมาบนูเานะ เดี๋ยวผมให้ผักกาดสดๆ คุณไปกิน”
คังอิงพยักหน้ารับปากเป็มั่นเป็เหมาะ
เธอค่อนข้างสนใจอาหารที่ปลอดสารพิษเหล่านี้ แม้แต่หมูสามชั้นตุ๋นซอสแดง เธอยังกินไปหลายชิ้น
อาจเป็เพราะร่างกายนี้ยังคงผอมบาง คังอิงจึงไม่กลัวว่าการกินอาหารที่มีแคลอรี่สูงมากเกินไปจะทำให้อ้วน
ถึงจะเป็แค่หมู่บ้านเล็กๆ แต่ฝีมือการทำหมูสามชั้นตุ๋นซอสแดงของพวกเขาก็ไม่เลวเลย อร่อย หวาน นุ่ม และละลายในปาก ทำให้คังอิงกินจนปากมันเยิ้มไปหมด
เนื้อหมูนั้นเลี้ยงเองโดยชาวบ้านนานกว่าหนึ่งปี พวกเขาเพิ่งจะฆ่าหมูตัวนั้นเมื่อเช้า เนื้อหมูจึงหอมมาก
หลังจากทานอาหารเสร็จ พวกเขานั่งพักกันสักครู่ก่อนจะกล่าวลาเซี่ยต้าจื้อ
สือเจียงหย่วนขับรถขึ้นไปบนยอดเขา พอมองดูหมู่บ้านกวนซานที่อยู่ด้านล่างกลายเป็จุดเล็กๆ สีขาวที่ซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางต้นไม้เขียวขจี เขาก็เอ่ยถามคังอิงว่า
“ทำไมคุณถึงคิดเื่การจัดตั้งสหกรณ์ชาวไร่ชาได้? แล้วคุณจะทำให้ราคาชาของหมู่บ้านกวนซานสูงขึ้นได้ยังไง? ตอนนี้คุณมีช่องทางการจัดจำหน่ายแล้วเหรอ?”
สือเจียงหย่วนนั้นฉลาดมาก ต่อให้เขามีข้อสงสัย เขาก็จะไม่พูดโต้แย้งคังอิงต่อหน้าคนอื่น
โชคดีจริงๆ ที่สือเจียงหย่วนไม่ได้เอ่ยปากถามออกไป หากเขาถามคำถามพวกนี้ออกไป คงทำให้เซี่ยต้าจื้อไม่มีความมั่นใจในการจัดตั้งสหกรณ์ชาวไร่ชาแน่นอน
คังอิงอธิบายอย่างใจเย็น “ฟืน ข้าว น้ำมัน เกลือ ซอส น้ำส้มสายชู และชา สิ่งเหล่านี้เป็สิ่งจำเป็เจ็ดอย่างในชีวิตประจำวันของคนจีน ชาของหมู่บ้านกวนซานมีคุณภาพดีเยี่ยม แต่ทำไมราคาชาถึงได้ตกต่ำล่ะ? นั่นก็เป็เพราะไม่ได้ผ่านการบรรจุภัณฑ์และโฆษณา สิ่งที่ฉันจะทำคือการโฆษณาและบรรจุภัณฑ์ชาคุณภาพดีเหล่านี้ให้เป็ที่รู้จัก จากนั้นราคาของชาก็จะสูงขึ้นอัตโนมัติค่ะ”
สือเจียงหย่วนที่ไม่เข้าใจจึงเอ่ยถามขึ้น “แล้วคุณจะบรรจุภัณฑ์มันยังไงล่ะ?”
“ฉันวางแผนว่าจะจัดงานประกวดราชันแห่งชาค่ะ” คังอิงค่อนข้างเชื่อใจสือเจียงหย่วน เธอจึงเผยความลับทางธุรกิจให้กับเขา
“งานประกวดราชันแห่งชา? ฟังดูแปลกใหม่ดีนะ” สือเจียงหย่วนกล่าว “ถึงตอนนั้นคงต้องเชิญผู้เชี่ยวชาญ อาจารย์มหาวิทยาลัยระดับมณฑล รวมไปถึงนักข่าวจากทั่วทุกสารทิศมาทำข่าวสินะ”
“แน่นอน หากสามารถร่วมมือกับหน่วยงานรัฐบาลได้ก็จะดีมาก เพียงแต่ตอนนี้ฉันยังไม่รู้จักคนในกระทรวงเกษตร ถ้าหากได้ลองพูดคุยเื่นี้กับผู้นำ ฉันคิดว่าพวกเขาคงจะยินดีตกลงอย่างแน่นอน เพราะตอนนี้คนพวกนั้น้าผลงานมากที่สุด นี่ก็นับว่าเป็ผลงานของพวกเขาได้”
สือเจียงหย่วนหัวเราะพลางกล่าวว่า “คุณช่างรอบคอบจริงๆ แต่ไม่ต้องกังวลนะ ขอเพียงคุณมีแผนที่สมบูรณ์แบบ ผมจะช่วยติดต่อคนในกระทรวงเกษตรให้เอง ผมว่าพวกเขาน่าจะสนับสนุนคุณ เพราะนี่เป็เื่ดีๆ ที่ช่วยพัฒนาการผลิตทางการเกษตร ช่วยให้เกษตรกรเพิ่มรายได้ได้ พวกเขาน่าจะยินดีทำเื่นี้แน่ๆ”
คังอิงกล่าว “ใช่ค่ะ ฉันเข้าใจ ตอนนี้พวกเขาก็อยากทำให้ผลงานระดับรากหญ้าเป็รูปเป็ร่างขึ้นมา เพียงแต่ว่ามีเื่ราวต่างๆ มากมาย พวกเขาจึงไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นจากตรงไหน
“ดูเหมือนว่าคุณจะมีเส้นสายมากมายในอำเภอหลี่ว์ รู้จักคนทุกหน่วยงานเลยสินะ” คังอิงเอ่ยขึ้น
สือเจียงหย่วนแย้มยิ้มเล็กน้อย แต่ไม่ได้พูดอะไร คังอิงจึงไม่ได้ถามอะไรเพิ่มเติม การสร้างเครือข่ายทางสังคมนั้นเป็ความสามารถของเขา หากสือเจียงหย่วนเต็มใจช่วยเหลือเธอ ถือว่าเป็โชคดีของเธอแล้ว
คังอิงกล่าว “หากร่วมมือกับกระทรวงเกษตรได้ก็นับว่าเป็เื่ที่ดี พวกเขาเป็คนเชื่อมโยงติดต่อ ส่วนฉันเป็คนออกความคิด”
คังอิงครุ่นคิดถึงเงินทุนที่มีอยู่ในมือพลางกล่าวกับสือเจียงหย่วน
“ผมจะลองดูนะ คืนนี้ผมจะลองชวนผู้อำนวยการสำนักงานเกษตรกรรมออกมาพบคุณ” สือเจียงหย่วนกล่าวแทรก
“ผู้อำนวยการสำนักงานเกษตรกรรม คุณคิดจะชวนออกมากินข้าวก็ชวนได้เลยงั้นหรือ?” คังอิงใ เธอไม่คิดเลยว่าสือเจียงหย่วนจะทำอะไรก็ได้ในเมืองหลี่ว์
ก่อนหน้านี้เธอคิดว่าเขามีเส้นสายกว้างขวาง ตอนนี้เขากลับสามารถชวนผู้อำนวยการสำนักงานเกษตรกรรมออกมากินข้าวด้วยได้ ดูเหมือนว่าไม่เพียงแต่มีเส้นสายกว้างขวางแล้ว เส้นสายยังต้องแข็งแกร่งมากด้วย
“แน่นอน” สือเจียงหย่วนตอบ ตอนนี้ในหัวเขาปรากฏภาพของผู้อำนวยการเจิง ผู้อำนวยการสำนักงานเกษตรกรรมอำเภอหลี่ว์ที่มีรูปร่างท้วมอ้วนและมีท่าทีตรงไปตรงมาขึ้น
เชิงอรรถ
[1] หงส์นิพพาน หงส์เป็สัตว์เทพตามตำนานจีน สามารถเผาผลาญตัวเองในกองเพลิง และฟื้นคืนชีพใหม่อีกครั้งได้
