หลังจากตรวจสอบคุณสมบัติของก้อนอิฐอีกครั้ง ไป๋หยุนเฟยก็กล่าวกับตนเองว่า “สถานะปกติกับสถานะพิเศษทั้งสอง ยามนี้คาดว่าอยู่ในสถานะปกติซึ่งเป็เช่นเดียวกับก้อนอิฐ+13 ก่อนหน้านี้ทุกอย่าง เพียงแต่เพิ่มโอกาสเกิดผลกระทบเพิ่มเติมมากขึ้นเท่านั้น... หากว่าเปลี่ยนเป็สถานะพิเศษ....”
สำหรับการใช้งานอาวุธที่ผ่านการอัพเกรดแล้ว ไป๋หยุนเฟยยามนี้มีประสบการณ์ไม่น้อย เพียงถ่ายทอดพลังิญญาเข้าไปพร้อมกับเพ่งความคิด ก้อนอิฐธรรมดาก็เรืองแสงขึ้นพร้อมกับปรากฏแรงกดดันะเิออกมาจากภายใน ขณะเดียวกันมวลอากาศโดยรอบในรัศมีหลายวาก็เกิดบิดเบี้ยว จากนั้นพลังธาตุไฟก็หลั่งไหลมารวมตัวก่อนจะถูกดึงดูดเข้าสู่ก้อนอิฐในมือไป๋หยุนเฟย
ไป๋หยุนเฟยััได้ถึงพลังอันแข็งแกร่งที่ส่งออกมาจากก้อนอิฐ อีกทั้งยังเกิดความรู้สึกอันใกล้ชิดราวกับเป็เืเนื้อเชื้อไข ดวงตาไป๋หยุนเฟยทอประกายวูบวาบ ขณะเดียวกันก็เพ่งความคิด คุณสมบัติของก้อนอิฐก็ปรากฏขึ้นในหัวอีกครั้ง
“……”(บันทึกจากผู้แต่ง: คุณสมบัติมีจำนวนตัวอักษรไม่น้อย ตรงนี้ถือว่าข้ามไป เพราะเกรงจะโดนหาว่าแอบเพิ่มจำนวนตัวอักษรในตอนนี้)
ไป๋หยุนเฟยเลิกคิ้วพร้อมกับครุ่นคิดในใจ “ลำดับการแสดงผลของสถานะทั้งสองเปลี่ยนสลับกันแล้ว ครั้งนี้แสดงสถานะพิเศษก่อน... ถ้าเช่นนั้นก็หมายความว่า ยามนี้อยู่ในสถานะพิเศษแล้วกระมัง?”
หลังจากคลายมือออก ไป๋หยุนเฟยเพียงนึกคิดก็เห็นก้อนอิฐพุ่งทะยานขึ้นสู่ฟากฟ้า จากนั้นก็ลอยกลับลงมาอยู่ตรงหน้า แล้วจึงวนเวียนไปตามความคิดของไป๋หยุนเฟย มันหมุนวนบินไปมาราวกับเป็สิ่งมีชีวิตที่กำลังร่ายรำ
“ไป!”
ไป๋หยุนเฟยชี้นิ้วไปยังก้อนหินขนาดใหญ่กว้างยาวหกเจ็ดวาซึ่งอยู่ห่างออกไปหลายร้อยวา ก้อนอิฐที่กำลังเหินบินอยู่นั้นก็ราวกับทหารที่ได้รับคำสั่ง จึงพุ่งวาบออกไปพร้อมกับเสียงแหวกอากาศดังหวีดหวิว
“โครม!!”
ก้อนอิฐพุ่งปะทะเสียงดังสนั่นพร้อมกับปรากฏเปลวไฟแตกกระจาย ท่ามกลางฝุ่นทรายปลิวฟุ้ง ก้อนหินขนาดมหึมาก็ถูกชนแหลกละเอียดราวกับกระดาษที่ถูกฉีกเป็ชิ้นเล็กชิ้นน้อย!
ระหว่างที่ไป๋หยุนเฟยมองดูก้อนอิฐที่กำลังลอยกลับมาก็พยักหน้าด้วยความพอใจ เมื่อครู่มันไม่ได้กระตุ้นเสริมพลังให้แก่ก้อนอิฐแม้แต่น้อย เพียงสั่งให้พุ่งชนตามใจก็รุนแรงถึงเพียงนี้ สมแล้วที่เป็พลังโจมตีของวัตถุิญญาชั้นปฐีระดับกลาง
(หมายเหตุจากผู้แต่ง: ก้อนอิฐในสถานะพิเศษนี้มีคุณสมบัติชั้นปฐีระดับกลาง แต่ถ้าหากบวกพลังโจมตีเพิ่มเติมก็จะขึ้นไปถึงชั้นนภาระดับกลาง ดังนั้นตอนที่ปรากฏขึ้นมา โค่วฉางคงและคนอื่นๆจึงเชื่อว่ามันเป็ชั้นนภาระดับกลาง แต่ข้อมูลที่ไป๋หยุนเฟยอ่านได้ก็คือชั้นปฐีระดับกลาง ข้อมูลนี้ผู้แต่งไม่ได้ผิดพลาด)
แต่ที่สำคัญคือกาทดสอบผลกระทบเพิ่มเติม ผลกระทบเพิ่มเติม‘เพลิงพัวพัน’ที่ยังไม่อาจทดสอบ ยามนี้จึงละไว้ชั่วคราวก่อน จากนั้นไป๋หยุนเฟยก็เพ่งความคิดและกระตุ้นผลกระทบ +12 ของสถานะพิเศษ ‘โล่ธาตุดิน’
“วิ้ง…..”
ก้อนอิฐเกิดสั่นไหวส่งเสียงแ่เบาอย่างพิสดาร และแม้จะไม่ได้ััถูก แต่ไป๋หยุนเฟยกลับรู้สึกถึงพลังิญญามหาศาลที่หลั่งไหลออกจากร่าง จากนั้นก็ปรากฏพลังธาตุสีส้มแผ่เป็รูปทรงกลมออกครอบคลุมอย่างรวดเร็วโดยมีก้อนอิฐเป็จุดศูนย์กลาง เพียงพริบตาเดียวก็ครอบป้องกันร่างกายของไป๋หยุนเฟยเอาไว้โดยสมบูรณ์
“เช่นนี้เองหรือ...” ขณะที่ไป๋หยุนเฟยหันไปมองรอบกายก็ััได้ถึงพลังธาตุดินอันรุนแรงที่แผ่ออกมาจากก้อนอิฐ จากนั้นก็พึมพำขึ้น “ไม่ทราบว่าพลังป้องกันในยามนี้มีเพียงใด จากข้อมูลที่ปรากฏ พลังป้องกันสูงสุดจะเท่ากับพลังโจมตี ถ้าเช่นนั้นก็ลองกระตุ้นพลังป้องกันของโล่ให้ไปถึงระดับสูงสุดดู...”
พลังิญญาในร่างไป๋หยุนเฟยถูกเร่งเร้าขึ้น จากนั้นก็ถูกถ่ายทอดเพิ่มเข้าไป
ด้วยพลังิญญาที่ถูกส่งเข้าไปมากขึ้น โล่พลังรูปครึ่งทรงกลมก็ขยายขนาดขึ้นทุกที กระทั่งมีขนาดสิบวาจึงหยุดลง ผ่านไปชั่วครู่ก็เริ่มหดตัวลง
จากขนาดที่หดเล็กลง แสงของโล่ป้องกันก็เข้มขึ้นกว่าเดิม กระทั่งหดจนเหลือรัศมีวาครึ่งแสงสีส้มก็เข้มข้นจนไม่อาจมองเห็นด้านในได้ชัดตา ส่วนไป๋หยุนเฟยที่อยู่ภายในสีหน้ายังคงแน่วแน่ ดวงตายังคงจับจ้องอยู่ที่ก้อนอิฐตรงหน้าโดยไม่วางตา ขณะเดียวกันก็ส่งพลังิญญาเข้าไปไม่หยุดยั้ง
แสงสีส้มเข้มขึ้นทุกที จนยามนี้ราวกับจะกลายเป็วัตถุที่จับต้องได้ ส่วนไป๋หยุนเฟยเองก็หลั่งเหงื่อโซมหน้า ลมหายใจเริ่มหนักหน่วง ดูท่าคงใกล้จะถึงขีดสุดแล้ว
“ฟู่……”
ผ่านไปชั่วอึดใจ ไป๋หยุนเฟยจึงระบายลมหายใจพร้อมกับหยุดถ่ายทอดพลังิญญาเข้าไป พลังธาตุดินที่ปกคลุมอยู่ก็กระพริบแสงหลายคราก่อนจะแตกกระจายออกเป็ละอองสีส้มล่องลอยในอากาศ สุดท้ายก็ถูกก้อนอิฐดึงดูดกลับเข้าไป
หลังจากพลังธาตุดินถูกดูดกลับเข้าสู่ก้อนอิฐ ไป๋หยุนเฟยก็บังเกิดความยินดีที่พบว่าพลังิญญาของตนฟื้นฟูกลับมาอย่างรวดเร็วจนน่าประหลาดใจ
ดวงตาไป๋หยุนเฟยทอประกายวูบ จากนั้นจึงนั่งลงขัดสมาธิพร้อมกับเริ่มฟื้นฟูพลังกลับคืนมา ก้อนอิฐที่ลอยอยู่เหนือศีรษะก็แผ่แสงสีแดงปนส้มลงมาครอบคลุมไป๋หยุนเฟยเอาไว้
ผ่านไปราวชั่วน้ำเดือด ไป๋หยุนเฟยจึงลืมตาขึ้นอีกครั้ง แววตามันเปล่งประกายเจิดจ้า ปราศจากวี่แววเหนื่อยล้าหลงเหลืออยู่อีก
ไป๋หยุนเฟยมองดูก้อนอิฐที่ลอยอยู่เหนือศีรษะก่อนจะถอนหายใจอย่างแ่เบา “พลังของข้ายังไม่เพียงพอ... แม้จะส่งพลังิญญาจนถึงขีดจำกัดสูงสุดที่ข้าทำได้แล้ว แต่ความแข็งแกร่งของโล่ป้องกันยังไม่ถึงที่สุด ก็หมายความว่าข้ายังไม่อาจใช้ประโยชน์มันได้เต็มที่...”
“วิธีใช้โล่ป้องกันข้าก็เข้าใจแล้ว ถ้าเช่นนั้น... ลองทดสอบผลกระทบเพิ่มเติมสุดท้ายเถอะ!”
สถานะพิเศษ ผลกระทบเพิ่มเติมระดับ +13 : สามารถถ่ายทอดพลังิญญาอย่างต่อเนื่อง เพื่อกระตุ้นให้วัตถุนี้ขยายใหญ่ขึ้นได้สูงสุดหนึ่งหมื่นเท่า แต่พลังการโจมตียังคงเท่าเดิม สามารถควบคุมได้ดั่งใจภายในระยะแปดพันเมตร
“ผลกระทบเพิ่มเติมนี้อธิบายอย่างเรียบง่าย นั่นก็คือ‘ขยายขนาด’ขึ้น มิหนำซ้ำยัง... หมื่นเท่า... หากว่าทำได้ถึงขนาดนั้น.... ก็หมายความว่าอย่างน้อยต้องยาวถึงห้าร้อยวา!!” ไป๋หยุนเฟยใคร่ครวญอยู่ชั่วครู่ก็ส่ายหน้าถอนหายใจ “แต่เห็นได้ชัด ว่าข้ายังไม่อาจทำได้ถึงขนาดนั้น... ทดลองดูก่อนเถอะ!”
หลังจากเรียกก้อนอิฐให้ลอยมาอยู่ตรงหน้า ไป๋หยุนเฟยก็รวบรวมสมาธิอยู่ชั่วครู่ จากนั้นจึงร้องขึ้นในใจว่า “ใหญ่ขึ้น!”
ก้อนอิฐเกิดการเปลี่ยนแปลงตามความคิด หลังจากแสงสีแดงกระพริบวาบ ก็ขยายขนาดขึ้นอย่างรวดเร็วราวกับเป็ลูกโป่ง!
เพียงพริบตาเดียว ก็ปรากฏก้อนอิฐขนาดยาวกว่าครึ่งวากว้างเชียะเศษหนาร่วมเชียะอยู่ตรงหน้าไป๋หยุนเฟย... ที่จริงหากเรียกว่าเป็แผ่นหินน่าจะเหมาะสมกว่า
และไป๋หยุนเฟยเองก็รู้สึกถึงพลังิญญาที่ไหลออกจากร่างไม่ขาดสาย
ไป๋หยุนเฟยสะบัดมือคราหนึ่ง ก้อนอิฐก็พุ่งวาบออกไป กระทั่งไปถึงกลางอากาศเหนือทะเลสาบจึงค่อยหยุดลง จากนั้นก็มีแสงสีแดงวาบขึ้นอีกครั้ง แล้วก้อนอิฐก็เริ่ม‘เติบโต’ขึ้นอีกครั้ง
ห้าวา สิบวา ยี่สิบห้าวา ห้าสิบวา หนึ่งร้อยวา...
ยามที่ไป๋หยุนเฟยเริ่มหายใจหนักหน่วงขึ้น ‘วัตถุ’ขนาดมหึมานั้นก็มีความยาวร่วมสองร้อยห้าสิบวา กว้างห้าหกสิบวา สูงยี่สิบกว่าวา มันกำลังลอยค้างอยู่เหนือทะเลสาบ ระหว่างที่แผ่แสงสีแดงออกมาก็บดบังท้องฟ้าราวกับจะครอบโลกส่วนหนึ่งเอาไว้...
ไป๋หยุนเฟยกวาดตามองรอบด้านด้วยสีหน้าเคร่งขรึม จากนั้นจึงยกมือขวาขึ้นชี้เฉียงออกไปยังเนินเขาลูกเล็กที่กว้างราวห้าสิบวาสูงยี่สิบสามสิบวาซึ่งอยู่ห่างออกไปราวสองลี้
“เฟี้ยว…..”
ก้อนอิฐซึ่งขยายใหญ่ขึ้นหลายพันเท่าก็พุ่งแหวกอากาศออกไปจนเกิดลมกระโชกพัดม้วน ความเร็วของก้อนอิฐช่างน่าตระหนกนัก เพียงไม่กี่ลมหายใจก็พุ่งออกไปร่วมสองลี้จนถึงเนินเขาลูกเล็กนั้นแล้ว
ขณะที่แววตาทอประกายแวววับ ไป๋หยุนเฟยก็ร้องเสียงแ่เบา “ลง!”
“ตูม!!”
เพียงคำว่า‘ลง’หลุดออกจากปาก ก็เห็นก้อนอิฐพุ่งกดลงอย่างรวดเร็ว! ได้ยินเสียงดังกึกก้อง พื้นดินก็เกิดสั่นะเือย่างรุนแรงพร้อมกับคลื่นกระแทกซัดออกรอบทิศกินพื้นที่หลายลี้ เมื่อเงยหน้ามองอีกครั้ง ก็ไม่เห็นก้อนอิฐอีกแล้ว ทั้งก้อนอิฐและเนินเขาล้วนหายสาบสูญไปพร้อมกัน!
ไป๋หยุนเฟยเผยแววตาจริงจังพร้อมกับเอ่ยขึ้นแ่เบา “ขึ้น!”
ได้ยินเสียงสนั่นดังขึ้นอีกครั้ง เมื่อกลางผืนป่าเบื้องหน้าปรากฏวัตถุชิ้นหนึ่งลอยขึ้นอย่างแช่มช้า ที่แท้ก็เป็ก้อนอิฐขนาดมหึมานั้นเอง ยามที่ลอยขึ้นสูงครึ่งฟ้ามันก็พุ่งกลับเข้าหาไป๋หยุนเฟยอีกครั้ง ระหว่างที่ลอยเข้ามาก้อนอิฐก็หดลงอย่างรวดเร็ว เมื่อกลับเข้าสู่มือของไป๋หยุนเฟยมันก็คืนสู่ขนาดปกติเช่นเดียวกับก้อนอิฐโดยทั่วไป
หลังจากรั้งพลังิญญากลับคืน ไป๋หยุนเฟยก็ระบายลมหายใจออกจากปากอย่างแ่เบา จากนั้นมันก็ยืนขึ้นก่อนจะทะยานขึ้นไปบนต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่งซึ่งสูงที่สุด
ยามทอดสายตามองไป ที่ห่างออกไปราวสองลี้ซึ่งเดิมทีเป็เนินเขาขนาดเล็ก ยามนี้กลับปรากฏหลุมลึกขนาดใหญ่ขึ้นแทนที่ มิหนำซ้ำจากจุดที่ไป๋หยุนเฟยมองออกไป ยังไม่อาจมองเห็นก้นหลุม!!
หลังจากจับจ้องดูหลุมลึกที่ไกลออกไปเบื้องหน้าอยู่ชั่วอึดใจ ไป๋หยุนเฟยก็ไม่ได้เข้าไปชมดู มันเพียงนั่งลงบนกิ่งไม้พร้อมกับมองดูก้อนอิฐที่ยามนี้คืนสภาพเป็ก้อนอิฐธรรมดา ยามมองดูดวงตาไป๋หยุนเฟยก็ทอประกายพิสดารออกมา
“ยามนี้เ้าไม่ใช่ก้อนอิฐอีกแล้ว... สถานะปกติ ผลกระทบเพิ่มเติม+13 สามารถฟาดคนให้กระเด็น สถานะพิเศษ ผลกระทบเพิ่มเติม+13... กลับฟาดคนจนถึงตาย --- ความร้ายกาจนี้ อย่าว่าแต่คนผู้หนึ่งเลย ต่อให้เป็ค่ายไม้ดำทั้งค่าย เพียงฟาดอิฐก้อนนี้ลงไป ค่ายไม้ดำกับูเาทั้งลูกก็จะถูกลบหายไปในคราเดียว...”
“ถึงกับมีพลังทำลายล้างเทียบชั้นกับวัตถุิญญาชั้นนภาระดับกลาง มิหนำซ้ำยังเป็วัตถุเชื่อมโยงชีวิตของข้าไป๋หยุนเฟยอีก ต่อไปข้าคงไม่อาจเรียกเ้าว่า‘ก้อนอิฐ’ได้อีกแล้ว...” ไป๋หยุนเฟยเหยียดยิ้มที่มุมปากพร้อมกับลูบััก้อนอิฐในมือ หลังจากนิ่งเงียบไปครู่ใหญ่ จู่ๆดวงตาไป๋หยุนเฟยก็ส่องประกายแวววับ
“นับแต่นี้ไป เ้ามีชื่อว่า --- ประทับพลิกฟ้า!!”
