ชายร่างอ้วนลงแส้ม้า ไล่ตามเคอก่วงเถียนไปอย่างไม่ช้าไม่เร็ว ทั้งยังเอ่ยวาจาโสมมกับข้ารับใช้ข้างกายเป็ครั้งคราวอีกด้วย
เวลานี้เคอก่วงเถียนเพิ่งจะตระหนักถึงความผิดปกติที่ด้านหลัง หัวใจพลันบีบเข้าหากันและอดเร่งฝีเท้ามิได้ จนท้ายที่สุดถึงขั้นเริ่มวิ่งเหยาะ
ไม่นานนัก ในที่สุดก็พบพี่รองของตน ยามนี้นางไม่สนใจแล้วว่าภายในทุ่งนาจะสกปรกหรือไม่ พลันมุ่งไปยังคันนาทั้งน้ำตา พยายามวิ่งไปอยู่ข้างกายเคอเจิ้งซีอย่างยากลำบาก
เคอเจิ้งซีที่กำลังหว่านข้าวเงยหน้าขึ้นเมื่อได้ยินเสียง สิ่งแรกที่เห็นคือชายร่างอ้วนบนม้าตัวสูงใหญ่
ตามด้วยหันมองเคอก่วงเถียนที่กำลังวิ่งลงคันนาทั้งน้ำตา ภายในใจถึงกับกระตุกโดยพลัน เขารีบส่งตะกร้าใส่เมล็ดพันธุ์ข้าวไปให้หลิวชุนฮวา จากนั้นประสานกำปั้นคารวะอย่างนอบน้อมเป็ที่สุดแล้วเอ่ยว่า
“คารวะนายท่านโฉว ไม่ทราบว่าท่านมาที่หมู่บ้านเถาหยวนด้วยมีเื่อันใดหรือขอรับ?”
ชายร่างอ้วนค้อมเอวลง มือทั้งสองข้างค้ำคอม้า มองเคอเจิ้งซีพลางกล่าว
“แม่นางผู้นี้มีความสัมพันธ์อันใดกับเ้า? หน้าตางดงามเย้ายวนคนถึงเพียงนี้ มองดูแล้วทำให้ผู้อื่นนึกชมชอบยิ่งนัก”
เคอเจิ้งซีสำรวมรอยยิ้ม หลุบตาลงเอ่ยว่า “เรียนนายท่านโฉว คนผู้นี้ก็คือน้องสาวของข้า คงจะมาเรียกข้าไปกินข้าวเช้าจนรบกวนท่านเสียแล้ว ขอท่านโปรดใจกว้าง ยอมอภัยให้ความผิดของนางในครั้งนี้ด้วยขอรับ”
นายท่านโฉวโบกมือไปมาแล้วถามว่า “ที่ใดกันๆ แม่นางที่ทั้งปราดเปรียวมีชีวิตชีวาและว่าง่ายจนน่าเอ็นดูเช่นนี้ จะกล่าวว่ารบกวนผู้อื่นได้อย่างไร พวกเ้าคือคนสกุลใดในหมู่บ้านเถาหยวนหรือ?”
เคอเจิ้งซีกลัวว่าน้องสาวของตนจะถูกชายร่างอ้วนผู้นี้เพ่งเล็งจึงอ้างชื่อพี่รองของตนเองออกไป
“เรียนนายท่านโฉว บิดานามว่าเคอเถี่ยเกิน อีกทั้งพี่รองคือเคอเจิ้งหนาน เป็นายทะเบียนอยู่ในตัวเมืองอำเภอขอรับ”
หางตาของนายท่านโฉวสั่นไหวเล็กน้อยโดยมิอาจสังเกต เขาหัวเราะพลางเอ่ยว่า “ไอ้หยา นึกไม่ถึงว่าจะเป็น้องสาวของนายทะเบียนเคอ เสียมารยาทแล้วๆ
ขอบคุณที่วันนี้ให้การต้อนรับดีเป็อย่างยิ่ง เห็นพวกเ้ากำลังยุ่งอยู่กับงานในคันนา เช่นนั้นคงไม่รบกวนแล้ว ขอตัว!”
ชายร่างอ้วนกล่าวจบก็หันหัวม้าจากไป
เคอก่วงเถียนถามเสียงอ่อน “พี่สาม คนผู้นั้นคือใครหรือเ้าคะ? ท่านสนิทกับเขามากหรือ?”
เคอเจิ้งซีขมวดคิ้วเอ่ยด้วยความเป็กังวล “น้องหญิงเล็ก เหตุใดวันนี้เ้าจึงออกมาข้างนอกเล่า? รู้หรือไม่ว่าเ้าก่อเื่ใหญ่เข้าแล้ว?
คนเมื่อครู่คือนายท่านโฉว คหบดีที่ร่ำรวยที่สุดในชนบทนี้ จวนจะไถคราดอยู่รอมร่อ เขาต้องมาตรวจดูการไถคราดบนที่นาของตนเองเป็แน่
คนผู้นี้มักมากในกามจนเป็นิสัย เลื่องชื่อในสิบลี้แปดหมู่บ้านแห่งนี้ น้อยครั้งนักที่เขาจะใช้กำลังบีบบังคับ ทว่าหากเป็สตรีที่เขาต้องตา ล้วนแต่ได้มาครองทุกนาง
อี๋เหนียงภายในจวนมีตั้งมากมาย เฮ้อ หวังว่าเขาจะยำเกรงพี่รองแล้วยอมปล่อยผ่านเ้าไป”
เคอก่วงเถียนหน้าซีดเผือด เมื่ออยู่ท่ามกลางแสงแดดเจิดจ้ายิ่งดูราวกับไร้ชีวิต นางเกือบจะเป็ลมหงายหลังอยู่ในคันนาแห่งนี้เสียแล้ว
โชคดีที่เคอเจิ้งซีประคองนางไว้ได้ทัน “เอาเถิด ภายหน้าอย่าได้ออกมาข้างนอกคนเดียวเช่นนี้อีก ข้าจะส่งเ้ากลับจวนก่อนแล้วค่อยว่ากัน”
......
ทางฝั่งนายท่านโฉว
คนสนิทของเขาขยับเข้าใกล้แล้วถามว่า “นายท่าน สตรีผู้นี้ จะให้ข้าน้อยช่วยจัดการให้หรือไม่ขอรับ?”
นายท่านโฉวโบกมือเอ่ยว่า “ไม่ต้อง เคอเจิ้งหนานพี่รองของนางเป็ดั่งน้ำกลิ้งบนใบบอน มีความสัมพันธ์อันดีกับนายอำเภอ ทั้งยังเกี่ยวดองกับสกุลต่ง เื่นี้จำต้องวางแผนระยะยาว
อย่าได้ลืมไปว่านายท่านเช่นข้ายังมีความลับอีกมากมาย มิอาจให้สกุลต่งกับนายอำเภอคว้าจุดอ่อนเอาไว้ได้”
“ขอรับ ข้าน้อยเข้าใจแล้ว” คนสนิทก้มหน้าลงและเข้าใจความหมายของผู้เป็นายโดยพลัน
......
ณ จวนสกุลต้วน
หลังทุกคนกินข้าวเช้ากันจนอิ่มหนำ ผู้เฒ่าแพทย์พิษทั้งสองก็ะโเรียกเคอโยวหราน “แม่นางน้อย ออกเดินทางกันเถิด พวกเรามัวชักช้าเสียเวลานานเกินไปแล้ว”
ให้ตายเถิด ผู้เฒ่าทั้งสองพูดเหมือนกันไม่มีผิดเพี้ยน ช่างผิดปกติยิ่งนัก เคอโยวหรานคิดในใจว่า : ไม่ไปได้หรือไม่?
ไม่รอให้นางใคร่ครวญให้กระจ่าง ผู้เฒ่าทั้งสองต่างเข้าขนาบคนละข้าง จัดการหิ้วแขนเคอโยวหรานทะยานขึ้นกลางอากาศ จากนั้นหายลับไปภายในชั่วพริบตา
ต้วนเหลยถิงรีบร้อนตามไป นึกไม่ถึงว่าระยะห่างจะขยับเข้าใกล้ผู้เฒ่าทั้งสองมากขึ้นเรื่อยๆ
“ไอ้หยา เ้าหนุ่มคนนี้ใช้ได้ทีเดียว ไม่เห็นหน้าแค่ไม่กี่วัน วรยุทธ์ของเขาล้ำหน้าไปอีกขั้นแล้ว!” เซียนพิษหันกลับมามองต้วนเหลยถิงที่อยู่ด้านหลังแล้วอุทานออกมา
เพิ่งจะสิ้นคำกล่าวก็คล้ายว่าผู้เฒ่าทั้งสอง้าประลองฝีมือกับต้วนเหลยถิง ต่างเพิ่มพลังชี่เพื่อเร่งความเร็วขึ้นกว่าเดิม
หนึ่งเสียงดังฟิ้ว พวกเขาพาเคอโยวหรานหนีห่างออกไปไกล นึกไม่ถึงว่าจะพาเคอโยวหรานมาถึงอีกฝั่งหนึ่งของูเาภายในเวลาเพียงชั่วครู่
ต้วนเหลยถิงลอบเพิ่มพลังชี่ไล่ตามไป ั้แ่ต้นจนจบทิ้งระยะห่างจากผู้เฒ่าทั้งสองประมาณหนึ่งถึงสองหมี่
“จิ๊ๆๆ เ้าหนุ่มผู้นี้ไม่เลวทีเดียว ระดับความก้าวหน้านี้ เอาชนะผู้คนได้ทั่วหล้าจนไร้ผู้ใดเทียมเสียแล้ว ฮ่าๆๆ...”
สิ้นคำกล่าวของหมอเทวะ พลันขับเคลื่อนพลังชี่เพิ่มขึ้นอีกครั้งจนทะยานหนีไปไกลลิบพร้อมกับเซียนพิษ
ต้วนเหลยถิงลอบกำหมัดพลังชี่กดจุดตันเถียน จดจ้องแผ่นหลังของเคอโยวหรานพลางไล่ตามไปอย่างบ้าคลั่ง
ในที่สุดคนทั้งสามก็หยุดลงตรงนอกหุบเขาค่อนข้างเร้นลับแห่งหนึ่ง
สองผู้เฒ่าหอบหายใจแล้วโยนเคอโยวหรานทิ้ง ต้วนเหลยถิงพลันรับนางเข้าสู่อ้อมกอดอย่างมือเท้าว่องไว
หมอเทวะกุมหน้าท้อง โบกมือไปมาพลางเอ่ยว่า “ไม่เล่นแล้วๆ ผู้เฒ่าอายุมากแล้ว กำลังวังชาเทียบคนหนุ่มเช่นเ้ามิได้หรอก”
เซียนพิษถึงขั้นนั่งลงพิงต้นไม้ หอบหายใจจนเอ่ยสิ่งใดไม่ออก
ทางด้านเคอโยวหรานที่ถูกคนหิ้วข้ามเขาไปมายิ่งรู้สึกว่าอวัยวะภายในเคลื่อนตำแหน่ง กล่าวได้ว่ารู้สึกไม่ดีเป็อย่างยิ่ง
โชคดีที่มีต้วนเหลยถิงอยู่ข้างกาย เขาอุ้มนางขึ้นพลางโอบเอาไว้อย่างแแ่ เช่นนี้ทำให้รู้สึกดีขึ้นไม่น้อย
เคอโยวหรานกอดคอต้วนเหลยถิง ซุกหน้าลงในซอกคอของเขาพลางหอบหายใจกล่าวว่า “ให้ตายเถิด ผู้เฒ่าทั้งสองวิ่งมาไกลถึงเพียงนี้ คิดอยากจะทำสิ่งใดกันแน่?”
เซียนพิษที่รู้สึกดีขึ้นพลันชี้ไปทางหุบเขาตรงหน้าแล้วคลี่ยิ้มเอ่ย “แน่นอนว่าจะสอนการวางค่ายกลให้กับศิษย์เช่นเ้าอย่างไรเล่า!”
“หา?” เคอโยวหรานงุนงงขณะจดจ้องไปยังทิศทางที่เซียนพิษชี้ “นี่ไม่ต่างอันใดกับป่าเขาธรรมดาสักหน่อย ท่านอาจารย์เซียนพิษเตรียมจะสอนค่ายกลให้ข้าที่นี่หรือเ้าคะ?”
“ฮ่าๆๆๆ...” หมอเทวะที่กลับมาหายใจเป็ปกติลูบหนวดเขี้ยวพลางเอ่ยด้วยความลำพองใจว่า “เ้าดูไม่ออกกระมัง? นี่ก็คือผลลัพธ์ที่พวกเราพยายามกันมานานถึงเพียงนี้ หากทำให้แม่นางน้อยเช่นเ้าดูออกภายในครู่เดียว เช่นนั้นยังจะได้เล่นสนุกอันใดเล่า?”
เคอโยวหราน “...?”
มีค่ายกลอยู่จริงหรือ? จะเก่งกาจเกินไปแล้วกระมัง! ดูไม่ออกแม้แต่นิดจริงๆ หากเผลอเข้าไปโดยไม่ทันระวังจะเป็ทำอย่างไร?
ราวกับเซียนพิษล่วงรู้ความคิดของเคอโยวหราน จึงเอ่ยวาจาลึกซึ้งจนมิอาจคาดเดา “แม่นางน้อย หากอยากรู้ว่าที่นี่แข็งแกร่งเพียงใด แค่เข้าไปก็รู้แล้วมิใช่หรือ?”
เคอโยวหรานกอดคอต้วนเหลยถิงเอาไว้แน่น นางส่ายหน้าโดยไม่ลังเลเลยสักนิด
ชาติก่อนนางเป็มนุษย์เงินเดือนธรรมดาคนหนึ่ง ทั้งยังสมรรถภาพทางกายย่ำแย่เป็อย่างยิ่ง หากเป็ฝ่ายเข้าไปลองค่ายกลระดับสูงเช่นนี้ ไม่เท่ากับนางเข้าไปหาที่ตายหรอกหรือ?
“หึ...” ต้วนเหลยถิงถูกท่าทางน่าเอ็นดูของอีกฝ่ายทำให้ชอบใจเสียแล้ว พลันก้มหน้าแต้มจูบลงบนริมฝีปากของนางอย่างแ่เบา
“เฮ้อ ข้าว่านะแม่นางน้อย เ้าเลิกซุกอยู่ในอกของซานหลางได้แล้ว เ้าคิดว่าการทำเช่นนี้จะสามารถรอดไปได้หรือ? อาจารย์ยังรอทำให้ตาเฒ่าพิษแพ้ราบคาบ รีบลงมาเร็วเข้า” หมอเทวะเปิดปากด้วยสีหน้าเปี่ยมความกระตือรือร้น
เซียนพิษเผยสีหน้าประจบเอาใจ “แม่นางน้อย มิต้องไปฟังตาเฒ่าหมอพูดพล่าม เ้าฟังอาจารย์ ขอเพียงช่วยอาจารย์ให้ชนะการแข่ง เช่นนั้นก็ตามแต่เ้าจะเลือกเอาสิ่งของล้ำค่าบนกายของอาจารย์ไปได้เลย”
หมอเทวะลากเซียนพิษไปด้านข้างแล้วแยกเขี้ยวยิงฟันเอ่ยว่า “แม่นางน้อย อาจารย์จะได้เหนือกว่าตาเฒ่าพิษสักครั้งหนึ่งหรือไม่ก็จำต้องพึ่งเ้าแล้ว ในยามสำคัญอย่าได้ทำให้อาจารย์ตกม้าตาย พวกเรามาเรียนค่ายกลของสำนักหมอเสียก่อน นั่นเป็ถึงความสามารถในการช่วยเหลือผู้คน ส่วนสำนักพิษล้วนมีเพียงวิชาทำร้ายคน พวกเราไม่เรียนก็ไม่เห็นจะเป็อันใด”
เซียนพิษโมโหเสียจนเคราแพะสั่น “เฮ้ย ข้าว่านะตาเฒ่าหมอ พูดจาอันใดของเ้า? เหตุใดถึงบอกว่าล้วนมีเพียงวิชาทำร้ายคน? วิชาเ่าั้ของข้ามีเอาไว้ใช้ปกป้องชีวิตต่างหากเล่า?
แม่นางน้อย เ้าอย่าไปฟังตาเฒ่าหมอประหลาดผู้นี้ พวกเราควรรีบเรียนวิชาปกป้องชีวิตเสียเถิด จะไปช่วยผู้อื่นทำไมกัน ชีวิตน้อยๆ ของตนเองจึงจะเป็สิ่งสำคัญที่สุด”
