“สามหาว บังอาจะโโหวกเหวกในตำหนักบรรทมของพระสนมเชียวหรือ อะไรแย่กันเล่า พระสนมทรงสบายดี เ้ากล้าแช่งพระสนมหรือไร?!” นางกำนัลาุโประจำกายเสียนกุ้ยเฟยตวาดดุเสียงแข็ง ขันทีใกลัวจนเข่าอ่อนยวบลงกับพื้น พลันร่ำร้องขอความเมตตา
“กระหม่อมสมควรตาย กระหม่อมสมควรตาย”
“พอที มีเื่อะไร!” อารมณ์เบิกบานสำราญใจของเสียนกุ้ยถูกรบกวนโดยขันทีรายนี้ ทำเอานางขัดเคืองอยู่ไม่น้อย
ขันทีตัวสั่นงันงก แม้ไม่อยากหาเื่เดือดร้อน แต่ก็จำต้องพูดออกไปอยู่ดี “พระสนม แย่แล้วพ่ะย่ะค่ะ ฝ่าาทรงเรียกองค์ชายห้าไปที่ห้องทรงพระอักษร องค์ชายถูกตำหนิยกใหญ่ สุดท้ายฝ่าาทรงรับสั่งให้กักบริเวณองค์ชายในตำหนักหนึ่งเดือน ไม่ต้องเข้าร่วมกิจในราชสำนักอีกแล้ว”
เพล้ง!
เสียนกุ้ยเฟยกำลังจะยกถ้วยชาขึ้นจิบ มันหลุดออกจากมือทันทีที่ได้ยินดังนั้น นางมองไปยังขันทีด้วยความตื่นตระหนก “จะเป็ไปได้เยี่ยงไร เมื่อวานฝ่าาเพิ่งชมเชยหรานเอ๋อร์ว่าความสามารถก้าวหน้า อย่าพูดจาเหลวไหลเชียวนะ ระวังชีวิตของเ้าจะหาไม่!”
“กระหม่อมมิบังอาจ เื่จริงแท้แน่นอนพ่ะย่ะค่ะ องค์ชายห้าวิพากษ์ฝ่าาหลังเลิกประชุมเมื่อเช้านี้ มีผู้หวังดีทูลรายงานต่อฝ่าาจึง...” ขันทีหนุ่มเกรงกลัวจนเหงื่อกาฬแตกพลั่ก ทว่าไม่กล้าปิดบังความจริงที่เกิดขึ้นแม้แต่น้อย
พอเสียนกุ้ยเฟยฟังจบก็รู้สึกหน้ามืดตาลาย หากสาวใช้ข้างตัวไม่ว่องไวพอ นางคงเป็ลมล้มพับไปแล้ว หลังหลับตาสงบสติอารมณ์อยู่สักครู่ แววตาของนางค่อยๆ กลับมาเยือกเย็นอีกครั้ง “เพราะเหตุใด”
นางรู้ดีว่า่นี้บุตรชายตนเริ่มฮึกห้าวเหิมเกริมไปบ้าง นางตักเตือนเขาแค่ครั้งสองครั้งเสียเมื่อไร อย่ากระทำความผิดพลาดใดให้ใครใช้เป็จุดอ่อน ไม่นึกเลยว่ายังเกิดเื่จนได้
“อะ... องค์ชายห้าตรัสถึงฝ่าา... ว่าทรงชราภาพ... ไม่ชำนาญยุทธแล้ว...”
โครม—
เครื่องประดับเพชรนิลจินดาทั้งหลายถูกกวาดทิ้งลงจากโต๊ะด้วยน้ำมือของเสียนกุ้ยเฟยเอง ใบหน้างามพิลาสบูดเบี้ยว เพลิงพิโรธในดวงตาลุกโชน ผิดหวังเพราะลูกชายที่ไม่ได้ดั่งใจ “เขาไม่อยากมีชีวิตแล้วหรือไร ถึงได้บังอาจครหาบิดาตนเช่นนี้!”
เสียนกุ้ยเฟยที่ไฟสุมทรวงแทบสิ้นลมหายใจ รำพึงว่าทำไมคนฉลาดอย่างตนถึงมีลูกชายปวกเปียกแบบนี้ได้ โง่เขลาเกินเยียวยาเสียจริงๆ
“องค์ชายสามมิได้อยู่ด้วยหรือ ไยจึงปล่อยให้หรานเอ๋อร์พูดจาผิดจารีตร้ายแรงเช่นนี้ออกมา!”
ทันใดนั้น เสียนกุ้ยเฟยรับรู้ความผิดปกติที่ชัดเจนประการหนึ่ง เนตรหงส์หรี่ลงน้อยๆ รังสีอำมหิตแผ่ออกมาจากก้นบึ้งของั์ตา ทำเอาขันทีหนุ่มสั่นสะท้านไปทั้งร่าง
มีใครในวังหลวงไม่รู้บ้างเล่า เ้านายเหล่านี้ล้วนฤทธิ์เดชเหลือร้าย หากไร้กลเม็ดเด็ดพรายจะตะกายขึ้นสู่ตำแหน่งนี่ได้อย่างไร ยิ่งคนอย่างพระสนมเสียนกุ้ยเฟยผู้นี้ ใจคอเหี้ยมโหด ฆ่าคนได้โดยไม่กะพริบตา ตนรับหน้าที่อันแสนยากเข็ญนี้มาแล้ว ต่อให้ถูกกุดหัวก็ต้องรายงานอยู่ดีนั่นแล
เมื่อได้ยินเสียนกุ้ยเฟยถามถึงองค์ชายสาม ขันทีน้อยตะลึงงันไปก่อนจะส่ายหน้าทันควัน “ไม่ได้ยินว่าองค์ชายสามอยู่ใกล้ๆ ด้วย กระหม่อมก็ไม่ทราบพ่ะย่ะค่ะ”
เสียนกุ้ยเฟยกลับแสยะยิ้ม ไม่รู้อะไรกันเล่า เหยียนอี้เลี่ย...
ท่าทางฉลาดเกินวัยเมื่อครั้งห้าขวบของเขาผุดขึ้นในความทรงจำอีกครั้ง เล็บมือแต่งสีประณีตจิกเนื้อสาวใช้เต็มแรง แม้เืซึมออกมาก็ยังคงไม่ปล่อย ในขณะที่สาวใช้นั้นเกรงกลัวเกินกว่าจะส่งเสียงร้อง ได้แต่กัดฟันทนความเ็ปเอาไว้
----------------------------------------
คืนนั้น เสียนกุ้ยเฟยส่งคนไปเชิญองค์ชายสามเหยียนอี้เลี่ยมาพบปะที่ตำหนักอวี้คุนหลายครั้งหลายหน แต่ถูกเหยียนอี้เลี่ยปฏิเสธด้วยข้ออ้างต่างๆ นานา
ทว่าเสียนกุ้ยเฟยกลับไม่กล้าชี้นิ้วออกคำสั่งใส่เขาเหมือนเคย เดี๋ยวนี้ความเก่งกาจของเขาเริ่มสำแดงให้ฮ่องเต้เห็นบ้างแล้ว ซึ่งมันก็ทำให้เขาได้รับความสนใจจากพระองค์จริงๆ ซ้ำยังมีจวนเป็ของตนเองอยู่นอกวัง ดังนั้นจึงเป็เื่ยากสำหรับนางหาก้าพบเหยียนอี้เลี่ยในตอนนี้
นางเก็บเื่นี้ไว้ในใจ เสียนกุ้ยเฟยขบเขี้ยวเคี้ยวฟันด้วยความชิงชัง ตกเย็นฝ่าาก็ไปตำหนักฮองเฮาแทนความตั้งใจดั้งเดิมที่จะมาเยือนตำหนักอวี้คุนของนาง ทำให้นางยิ่งโมโห คืนนั้นนางจึงบันดาลโทสะ ทำร้ายสาวใช้ที่ปรนนิบัติไม่ถูกใจตายไปถึงสองคน
----------------------------------------
ณ จวนองค์ชายสาม
เหยียนอี้เลี่ยยืนอยู่หน้าโต๊ะน้ำชา พิจารณาเอกสารของขุนนางร่วมสำนักที่ตนเพิ่งตีสนิท รวมถึงเหล่าเสนาบดีที่หวังจะดึงมาเป็พันธมิตร คิ้วขมวดแน่นปานผูกติดกัน
สมองทั้งตื้อตันและอ่อนล้า เขานวดคลึงหว่างคิ้วของตนเอง อาการปวดศีรษะนี้รุนแรงขึ้นทุกที ทว่าหากอยากมีสิทธิ์ในราชบัลลังก์ จะไม่ทุ่มเทสติปัญญาได้อย่างไร เขาสามารถประมาทใครก็ได้ ยกเว้นองค์รัชทายาทกับเหยียนอี้เฉินที่ต้องระวังให้ดี โดยเฉพาะเฟิ่งเจาเกอ คนคนนี้คาดเดายากยิ่งนัก นิสัยพิลึกกึกกือ ทำทุกสิ่งตามใจของตนเอง
และเขาคนนี้ก็ดันไม่มีจุดอ่อนใดเสียด้วย ทำให้ตนหาช่องว่างโจมตีไม่ได้เลย
ชั่วขณะที่ตกอยู่ในภวังค์ ภาพของไป๋เซียงจู๋ปรากฏขึ้นในหัวเขาอีกแล้ว ผู้หญิงคนนี้พลิกวิกฤตเป็โอกาส ไม่หวาดหวั่นต่ออะไรทั้งนั้น หลบรอดหายนะจากเสียนกุ้ยเฟยไปได้ คนอื่นคิดว่านางแค่โชคดี พระสนมเสียนกุ้ยเฟยไม่ถือสาหาความกับนาง ทว่าคนเคยใกล้ชิดเสียนกุ้ยเฟยเท่านั้นที่รู้ ไป๋เซียงจู๋ผู้นี้อาศัยความสามารถของนางเอง เรียกได้ว่ายืนหยัดต่อต้านด้วยทั้งชีวิตเลยทีเดียว นางฉลาดเป็กรด อาจหาญเกินมนุษย์มนาทั่วไป และสตรีเช่นนางนี้ก็มีความเด็ดเดี่ยวมุ่งมั่นมากพอ เสียแต่ว่าตระกูลไป๋เป็แค่พ่อค้าวาณิชธรรมดา ไป๋เซียงจู๋จะฉลาดหลักแหลมสักเท่าไรก็ไม่พ้นสามัญชนคนหนึ่ง แม้น้าสามของนางได้รับความโปรดปรานอย่างล้นหลามจากฮ่องเต้กับฮองเฮา แต่ก็เพียงเท่านั้น สตรีแบบนี้อยู่ได้เพียงในสถานภาพอนุภริยา อย่างมากก็ชายารอง เป็ไปไม่ได้สำหรับชายาเอกอย่างแน่นอน เทียบกับมู่จื่อรั่วจากจวนเหิงชินอ๋องแล้ว ฐานะของไป๋เซียงจู๋ไม่เข้าตาโดยสิ้นเชิง สตรีดังมู่จื่อรั่วต่างหากที่มีประโยชน์ต่อตัวเขาเอง
ถึงกระนั้นใจของเขามันกลับไม่ยอม ด้วยเสน่ห์ของตน ไป๋เซียงจู๋ควรตกหลุมรักเขาั้แ่แรกด้วยซ้ำ ทว่าจะเลียบเคียงกี่ครั้งก็ถูกนางปฏิเสธอยู่ร่ำไป อีกทั้งความเ็าและรังเกียจเดียดฉันท์ในดวงตาของนางยังทำให้เขางุนงง เพียงแต่นึกว่าผู้หญิงคนนี้ไม่สำนึกในความกรุณาที่ตนมอบให้ เล่นแง่เมินเฉยเพื่อให้เขาไล่ตามนางแทน
อย่างไรก็เถอะ เฟิ่งเจาเกอท่าทางจะต้องใจนางเป็พิเศษ แม้ไม่อยากจะทำนัก แต่ถ้าสตรีอย่างไป๋เซียงจู๋กลายเป็จุดอ่อนของเฟิ่งเจาเกอ เขาก็ควรจับไป๋เซียงจู๋ไว้ให้มั่น แบบนี้เท่ากับเฟิ่งเจาเกอจะอยู่ในกำมือเขาเหมือนกันมิใช่หรือ
“นายท่าน ดึกมากแล้ว ท่านควรพักผ่อนนะขอรับ”
หลินเฟิงเอ่ยเตือนเมื่อเห็นเหยียนอี้เลี่ยจมนิ่งอยู่ในห้วงความคิด
เหยียนอี้เลี่ยพยักเพยิดน้อยๆ “่นี้ด้านเฟิ่งเจาเกอเคลื่อนไหวอะไรบ้างหรือไม่”
“เรียนนายท่าน เมื่อห้าวันก่อน องค์รัชทายาทออกนอกวังในตอนพลบค่ำ กว่าจะกลับมาก็ยามเหม่า [1] แล้ว สายลับที่สะกดรอยตามบอกว่าไปเยือนจวนไป๋ สุดท้ายก็ค้างแรมที่โรงเตี๊ยมขอรับ”
หลินเฟิงรายงานอย่างไม่รีบร้อน
เหยียนอี้เลี่ยหรี่ตาวาวทันที พอคิดถึงไมตรีพิเศษที่เฟิ่งเจาเกอมีต่อไป๋เซียงจู๋ มุมปากพลันแสยะยิ้มบางๆ แค่ผู้หญิงคนหนึ่ง คุ้มค่าให้เขาจับตาดูขนาดนี้เชียว ทว่า...
เสี้ยววินาทีนั้น แผนการบางอย่างแล่นเข้ามาในความคิดของเหยียนอี้เลี่ย หากตนใกล้ชิดไป๋เซียงจู๋สำเร็จ ชิงกุมตัวนางเอาไว้ก่อน และใช้นางเข้าหาเฟิ่งเจาเกออีกต่อหนึ่ง เช่นนั้นแล้ว...
วันถัดมา ณ ตำหนักกระดิ่งทอง [2]
ปัญหาจะสนับสนุนาหรือสันติในราชสำนักยังเป็ที่ถกเถียงอยู่ไม่น้อย แต่เสียงข้างประกาศศึกเพิ่มขึ้นมากกว่าเมื่อวานอย่างเห็นได้ชัด ฮ่องเต้ประทับอยู่บนบัลลังก์ พักสายตาเหมือนเมื่อวาน สิ่งที่แตกต่างไปคือ ั้แ่เริ่มต้นจนสิ้นสุดการประชุม พระองค์ไม่ตรัสอะไรแม้แต่ประโยคเดียว
วันที่สาม พระองค์ทรงหลับพระเนตร นิ่งเฉยั้แ่ต้นจนจบดังเดิม
หลังจากเป็เช่นนี้อยู่สองวัน ต่อให้ซื่อบื้อเพียงใดก็เข้าใจแล้วว่าฝ่าาทรงมีพระประสงค์ประกาศากับแคว้นมองโกล ดังนั้นในวันนี้ ถึงเวลาที่ฝ่าาทรงลืมพระเนตรขึ้นถามเหล่าขุนนางว่าาหรือสันติจนได้ บรรดาข้าราชบริพารเบื้องล่างบันไดหยกหมอบคำนับและตอบโดยพร้อมเพรียงกัน “...าพ่ะย่ะค่ะ—”
เมื่อฮ่องเต้บนบัลลังก์ัได้ยินคำตอบอันเป็เอกฉันท์ ในที่สุดพระพักตร์ซึ่งเรียบเฉยมาหลายวันก็แย้มพระสรวล “ได้ ท่านทั้งหลายล้วนเต็มใจทำศึกกับแคว้นมองโกล แคว้นมองโกลเริ่มาอย่างไรเหตุผล รุกรานแผ่นดินของเรา ในเมื่อพวกท่านร้องขอการต่อสู้ด้วยน้ำหนึ่งใจเดียว ปณิธาณแรงกล้าเช่นนี้ ข้าเองก็จะด้อยไปกว่าพวกท่านทั้งหลายมิได้ ข้าตัดสินใจแล้ว ศึกต้านแคว้นมองโกลหนนี้ ข้าจะนำทัพด้วยตนเอง!”
เชิงอรรถ
[1]卯时 ยามเหม่า หมายถึง เวลาประมาณตีห้าถึงเจ็ดโมงเช้า
[2]金銮殿 ตำหนักกระดิ่งทอง คือ ตำหนักหนึ่งในพระราชวัง เป็สถานที่ที่ฮ่องเต้ประทับและว่าราชการแผ่นดิน ตลอดจนจัดพิธีการสำคัญต่างๆ
