สายลมพัดผ่านพาแสงเทียนวูบไหว ฟู่เซียงเซียงเงยหน้าขึ้นจากการคัดลอกตำราแล้วกวาดตามองไปรอบๆ เสียงแมลงกลางคืนเงียบไปั้แ่เมื่อใดไม่รู้ นางนั่งทำงานเพลินจนลืมเวลาอีกแล้ว ในเรือนหลังนี้มีเพียงนาง แม่นมหวงเจียอีและจางลี่ ส่วนบุรุษอีกคนที่ยังหลับใหลนั้น นางไม่อยากนับรวมไปด้วย
ร่างบอบบางลุกขึ้นยืนบิดตัวไปมาไล่ความเมื่อยล้าแล้วหันมาเก็บสมุดบนโต๊ะให้เรียบร้อย เพราะทำงานเพลินจนดึกดื่นนางจึงไม่ให้แม่นมหวงกับจางลี่อยู่รอปรนนิบัติ สำหรับนางแล้ว ทั้งสองเป็เสมือนญาติที่เหลืออยู่ ความตายของมารดาพรากความสุขที่เคยมีไปหมดสิ้น ในวัยเพียงสิบขวบ นางเพียรทำทุกวิถีทางให้บิดาหันกลับมาใส่ใจนางเช่นเวลาที่มารดายังอยู่ แต่ไม่คิดเลยว่า หลังมารดาตายจากครึ่งปี บิดาก็ยกภรรยารองมาเป็ภรรยาเอก รวดเร็วเสียจนนางไม่คาดคิด ในคราวที่มารดายังอยู่ คนเ่าั้ล้วนเอาใจใส่นาง ให้ความเคารพยำเกรง แต่เมื่อสิ้นมารดา นางกลายเป็เพียงก้อนหินไร้ค่าที่บิดาเมตตาเก็บไว้ท้ายจวน
เสื้อผ้าอาภรณ์ อาหารการกิน ทุกสิ่งทุกอย่างถูกส่งมาอย่างจำกัด รวมทั้งบ่าวรับใช้ข้างกายก็ไม่มี ยังดีที่บิดาส่งแม่นมหวงมาอยู่เป็เพื่อนนาง วันแล้ววันเล่า คืนแล้วคืนเล่า นางร่ำไห้พร่ำเรียกหาบิดาถามหาเหตุผลที่นางต้องมาอยู่ในเรือนท้ายจวนอย่างนี้ นางร้องไห้จนดวงตาบวมช้ำเกือบสูญเสียการมองเห็น เป็แม่นมหวงที่ออกไปตามหมอมารักษานาง ทำให้นางรู้จักท่านหมอจูซีห่าว ผ่านการเจ็บป่วยในครั้งนั้น แม้นางไม่เข้าใจบิดาที่ทำกับนางเช่นนี้ แต่นางกลับเข้าใจแจ่มชัดว่า นางต้องเรียนรู้ที่จะรักตัวเอง และนั้นทำให้นางรู้ว่าการถูกบิดาและมารดาเลี้ยงละเลยไม่ใช่เื่ไม่ดีนัก เพราะทำให้นางหลบออกไปรับจ้างคัดตำราโดยไม่มีใครมาสนใจได้ รวมทั้งซื้อตัวจางลี่มาเป็สาวใช้ ครั้งแรกที่ได้พบจางลี่ก็คล้ายกับที่นางพบกับทาสหนุ่มผู้นั้น เด็กสาวขาขวาลีบเล็กไม่มีใครอยากซื้อตัว นางที่มีเงินเก็บอยู่น้อยนิดซื้อตัวจางลี่มาอยู่ด้วยกัน แม่นมหวงได้แต่พร่ำบ่นที่นางใจอ่อนขี้สงสาร แต่สุดท้ายแล้วจางลี่ก็กลายเป็ลูกมือคอยช่วยงานแม่นมเป็อย่างดี
ฟู่เซียงเซียงเดินมาใกล้ทาสหนุ่มที่ยังนอนนิ่งอยู่ จากาแและคำยืนยันของท่านหมอจูซีห่าวกล่าวว่าคนผู้นี้รอดตายแน่แล้ว แต่ทำไมยังหลับใหลถึงสามวันสามคืนอย่างนี้นะ คิ้วเรียวงามขมวดมุนแล้วถอนหายใจอย่างหงุดหงิด มืองามยื่นไปหมายดึงเหน็บผ้าห่มให้เรียบร้อย ทว่าดวงตาที่ปิดสนิทกลับลืมตาโพลง เด็กสาวยังไม่ทันตั้งตัวถูกกระชากแขนเหวี่ยงขึ้นที่นอน เพียงพริบตาแผ่นหลังก็กระแทกกับฟูกนอน มือหยาบกระด้างกุมลำคอของนางไว้หมายเอาชีวิต ดวงตาดุดันราวสัตว์ป่าจ้องเขม็ง เพียงส่งเสียงได้ครึ่งคำแรงบีบรัดรอบลำคอก็เพิ่มมากขึ้น สองมือพยายามแกะมือที่กุมลำคอของนาง ร่างเล็กดิ้นรนส่งผลให้สองร่างแนบชิดอย่างไม่รู้ตัว น้ำตาวาวใสสะท้อนแสงเทียนในห้องหลั่งไหลเปื้อนเปรอะแก้มนวลทำให้เ้าของมือใหญ่นั้นชะงักและค่อยๆ คลายมือออกจากลำคอของเด็กสาว แต่ร่างของเขายังคร่อมร่างนางอยู่
ฟู่เซียงเซียงสำลักจนเจ็บราวทั่วลำคอไม่อาจส่งเสียได้ ไอสังหารจากกายทาสหนุ่มทำให้เด็กสาวสั่นสะท้าน จะขยับตัวก็ทำไม่ได้ ใบหน้าของเขาโน้มลงมาใกล้จนปลายจมูกปัดผ่านแก้มที่เปื้อนคราบน้ำตา นางเบือนหน้าหลบ รับรู้ได้ถึงลมหายใจร้อนผ่าวที่รินรดผิวกายคล้ายอีกฝ่ายเพียงสูดดมกลิ่นกายของนาง เขาทำราวกับตนเองเป็สุนัขตัวหนึ่งดอมดมกลิ่นบนกายจนแน่ใจแล้ว จึงผละออกจากร่างของนาง
เรือนร่างอ่อนนุ่มและกลิ่นหอมละมุนของสมุนไพรที่ติดกายจนคล้ายเป็กลิ่นเฉพาะตัวทำให้ชายหนุ่มได้สติ เขาถอยไปนั่งที่ปลายเตียงในขณะที่เด็กสาวกระถดตัวไปที่หัวเตียง อาจเพราะร่างกายที่เคลื่อนไหวเร็วเกินไป หรือเพราะร่างกายยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ มือกร้านยกขึ้นกุมขมับข่มความเ็ปที่ทุบตีศีรษะจนต้องเผลอร้องคำราม
ออกมา เสียงร้องเหมือนสัตว์าเ็ทำให้ฟู่เซียงเซียงได้สติผวายื่นมือไปปิดปากอีกฝ่ายอย่างลืมตัว
“อย่าเสียงดังไป ประเดี๋ยวผู้อื่นตื่นใกันหมด”
เื่ที่นางพาเขาเข้ามามีเพียงแม่นมหวงและจางลี่ที่รู้ หากผู้อื่นรู้เข้าว่าเรือนของนางมีบุรุษอยู่ เห็นทีว่าความสงบสุขที่บ่มเพาะมานานจะหายไปหมดสิ้น
ััอ่อนนุ่มทำให้ชายหนุ่มสงบลง หลายวันมานี้เขารับรู้ได้ว่ามีมือคู่หนึ่งที่คอยดูแลเขาอยู่ ดวงตาดุดันอ่อนแสงลงและจ้องมองอย่างเปิดเผย
“ปวดหัวหรือ?” เด็กสาวถามแล้วเลื่อนมือขึ้นไปใช้นิ้วโป้งกดจุดที่หางคิ้วทั้งสองข้างแล้วคลึงเบา “ยังเจ็บตรงไหนอีกหรือไม่ แต่ทั่วกายเ้าก็มีแต่าแและรอยฟอกช้ำ น่าจะเจ็บไปทั้งตัวสินะ”
น้ำเสียงอ่อนโยนเอ่ยถาม เป็เสียงเดียวกับที่เขาได้ยินยามหลับใหล ‘อดทนหน่อยนะ’ ‘อีกประเดี๋ยวก็หายแล้ว’ ‘เมื่อไหร่เ้าจะตื่นนะ’ แม้กระทั่งเสียงหัวเราะพูดคุย เสียงเ่าั้แทรกซึมเข้ามาโสตประสาทจนยากจะลบทิ้งได้หมด เขาเงยหน้าขึ้นจ้องมองเด็กสาวที่เขาจำได้ว่า วันนั้นนางสวมเสื้อผ้าด้วยชุดของเด็กหนุ่มและซื้อตัวเขาด้วยเงินเพียงสองตำลึง
“เ้าหลับไปสามวันสามคืน จู่ๆ ลุกขึ้นเช่นนี้คงมึนศีรษะอยู่บ้าง มาเถิดมานอนตรงนี้” นางพูดแล้วหันไปหยิบหมอนขึ้นให้เขากึ่งนั่งกึ่งนอนเอนหลังพิงหัวเตียง เขามองร่างเล็กหมุนตัวไปรินน้ำแล้วเดินกลับมาจ่อที่ริมฝีปากที่แห้งผากจนเป็ขุย
“ค่อยๆ จิบน้ำประเดี๋ยวสำลัก”
ฟู่เซียงเซียงประคองถ้วยน้ำให้อีกฝ่ายได้ดื่มจนหมดถ้วย ริมฝีปากเขาดูชุ่มชื่นขึ้นมาอีกนิดทำให้ริมฝีปากงามคลี่ยิ้มออกมาได้ ทั้งที่เมื่อครู่นางกลัวเขาแทบตาย คราบน้ำตายังคงเปื้อนแก้ม แต่เวลานี้นางกลับเป็ฝ่ายห่วงใยและดูแลเขาอย่างดี
“เ้าฟื้นมาก็ดี ข้านึกว่าจะได้ทำศพเ้าเสียแล้ว”
นางหัวเราะเบาๆ แต่เจ็บแปลบที่ลำคอจนต้องยกมือขึ้นแตะตรงที่เจ็บ ทั้งที่ตัวเองเจ็บแต่พูดเสียมากมาย นางนี่ก็ช่างละเลยตัวเองเสียจริง ฟู่เซียงเซียงเงยหน้าขึ้นสบตากับทาสหนุ่ม สีหน้าเขาดูกังวลที่เห็นนางกุมลำคอของตนเอง
“ไม่เป็ไร เ้าไม่ได้หักคอข้า” นางพยายามทำให้เป็เื่ตลกแต่ไม่กล้าหัวเราะเพราะกลัวเจ็บ “เ้าคงใสินะ ข้าไม่ตั้งใจจะทำให้เ้าใ”
ทาสหนุ่มส่ายหน้าไปมา อ้าปากเหมือนจะพูดอะไรสักอย่างแต่ไม่มีเสียง เด็กสาวเอียงคอมองอย่างประหลาดใจ แล้วยื่นหน้าเข้าไปใกล้
“เ้าพูดไม่ได้หรือว่าเจ็บคอเหมือนข้า” นางยังไม่แตกฉานเื่การรักษา แต่เท่าที่ท่านหมอจูตรวจดูอาการเบื้องต้น ลิ้นของเขาไม่
น่ามีปัญหาอะไรนี่นะ
“ตอนเช้าจะพาไปหาท่านหมอจูให้ช่วยตรวจดูอาการของเ้าก็แล้วกัน”
ลมกลางคืนพัดผ่าน ร่างบอบบางสั่นสะท้านขึ้นมาอีกครั้ง แม้สวมเสื้อคลุมอยู่ แต่ผ้าเนื้อหยาบไม่ได้ต้านทานความหนาวเย็นได้มากนัก ดวงตาคู่นั้นจ้องมองนางอย่างเห็นใจแล้วแสร้งปิดเปลือกตาลงอีกครั้ง
“เ้า...จะหลับ...” ยังพูดไม่ทันจบประโยคดีก็เห็นอีกฝ่ายผล็อยหลับไป ฟู่เซียงเซียงระบายลมหายใจเบาๆ แล้วประคองร่างใหญ่โตลงนอนอีกครั้งแล้วดึงผ้าห่มขึ้นคลุมร่างของเขาทำเช่นเดียวกับที่ทำมาตลอดสามวันที่ผ่านมา
“ช่างเถอะ อย่างน้อยก็รู้ว่าเ้าฟื้นแล้ว” นางเหน็บผ้าห่มให้แล้วถอยห่างออกมา “เจอกันตอนเช้านะ ข้าจะเตรียมโจ๊กอร่อยๆ ให้กิน”
เด็กสาวแย้มยิ้มแล้วหมุนตัวไปใช้กรรไกรตัดไส้เทียน ในห้องจึงตกอยู่ในความมืด นางปรับสายตาคู่หนึ่งใช้แสงจันทร์นำทางเดินกลับไปที่ห้องนอนของตนเอง เพียงแผ่นหลังของเด็กสาวหายลับตาไป คนที่แสร้งหลับอยู่ก็ลืมตาแล้วยันกายขึ้นนั่ง
บัดซบ! เพราะพิษนั้นทำให้เสียงของเขาหายไป สู้กันซึ่งหน้าไม่ได้จึงใช้วิธีต่ำทรามทำให้ตกอยู่ในสภาพนี้ มุมปากแสยะยิ้มเหี้ยมเกรียม ความเ็ปที่ได้รับ จะให้พวกมันได้ลิ้มรสเช่นกัน.
