กงจื้อิรู้สึกโล่งใจเมื่อได้ยินว่าไม่ใช่ว่านางไม่เต็มใจจะติดตามเขาไป และเขาก็แอบดีใจที่นางคิดแทนเขาอย่างรอบคอบ ดังนั้นเขาจึงพูดด้วยรอยยิ้มว่า “เ้าวางใจเถอะ ที่นอกเมืองเฉียนโจวมีจวนขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง ข้าได้ให้คนไปจัดการซื้อเอาไว้แล้ว ต่อไปเ้ากับอันเกอเอ๋อร์ก็อยู่ที่นั่น ใช้ชีวิตเหมือนตอนอยู่ในจวนสกุลอวิ๋น ส่วนค่ายทหารอาสาสมัครจะตั้งอยู่ห่างออกไปยี่สิบลี้ ผู้าุโเหว่ยเองก็จำเป็ต้องเข้าๆ ออกๆ ค่ายทหารของกองทัพอี้จวินอยู่แล้ว หากว่าเ้าอยู่ในจวนจนเบื่อแล้ว ก็ติดตามเขาไปเดินรอบๆ ได้”
ติงเหว่ยคิดไม่ถึงว่าเขาจะเตรียมการไว้ได้เหมาะสมขนาดนี้ นางถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก และหัวเราะเบาๆ “ตกลง ข้าจะทำตามที่ท่านว่า”
นางไม่ใช่ผู้หญิงที่สวยสะดุดตา แต่เวลาที่นางยิ้มออกมากลับทำให้ดวงตาทั้งสองข้างของกงจื้อิทอประกายไปด้วยความสุข จะมีอะไรที่ทำให้บุรุษพึงพอใจและภาคภูมิใจไปกว่าการที่สตรีอันเป็ที่รักเชื่อและวางใจในตัวเขาอย่างหมดหัวใจ?
ติงเหว่ยถูกเขามองจนหน้าเป็สีแดงระเรื่อ สุดท้ายนางก็ทนไม่ไหวและถลึงตาใส่เขาอย่างตำหนิว่า “จะมองอะไรนักหนา ยังมีเด็กอยู่ที่นี่นะ!”
อันเกอเอ๋อร์กำลังส่ายหัวเล็กๆ ของเขาไปมา มองไปที่กงจื้อิที มองไปที่แม่ของเขาที ดวงตากลมโตของเขากะพริบปริบๆ และดูดนิ้วโป้งที่อยู่ในปาก สีหน้าดูสับสนไม่น้อย
ติงเหว่ยอดไม่ได้ที่จะหัวเราะและช่วยเขาดึงนิ้วโป้งออกมา “เ้าเด็กจะกละ หิวขึ้นมาอีกแล้วใช่หรือไม่?”
อันเกอเอ๋อร์ยิ้มและแยกเขี้ยวเผยให้เห็นฟันสีขาวน้อยๆ ของเขา จากนั้นก็เรียกออกมาว่า “เหนียง!”
“ไอ๊หยา แม่รู้แล้ว ลูกข้าหิวแล้วใช่ไหม เ้ารอก่อนนะเดี๋ยวแม่จะเอาโจ๊กบดมาให้เ้า” ติงเหว่ยยิ้มแล้วหอมแก้มลูกชายไปหนึ่งที นางหมุนตัวไปแล้วก็หันไปถามกงจื้อิว่า “วันนี้พวกเรากินจ๋าเจี้ยงเมี่ยน[1] กันดีหรือไม่?”
กงจื้อิ่นี้ก็ไปที่ต่างๆ มากมาย กินกลางดินนอนกลางทราย แทบจะไม่ได้กินอาหารร้อนๆ เลย วันนี้ติงเหว่ยเข้าครัวทำอาหารด้วยตนเอง เขาไหนเลยจะปฏิเสธได้ เขาจึงทำได้แค่พยักหน้าและพูดด้วยรอยยิ้มว่า “ตกลง”
“เช่นนั้นท่านก็จัดการธุระไปก่อน หากว่าอันเกอเอ๋อร์ดื้อขึ้นมาก็ค่อยเรียกให้เฟิงจิ่วมาช่วยดู เดี๋ยวข้าจะรีบกลับมาในไม่ช้า”
กงจื้อิอดไม่ได้ที่จะเลิกคิ้ว พร้อมรอยยิ้มที่ซ่อนอยู่บนผิวสีข้าวสาลีของเขา “ตกลง ข้าจะเล่นกับเขาสักครู่หนึ่ง”
ติงเหว่ยไม่มีทางเลือก และนางก็ไม่ได้เกลี้ยกล่อมอะไร จากนั้นก็เดินออกไปปล่อยให้กงจื้อิกอดอันเกอเอ๋อร์ในอ้อมแขนไปมา และเขาก็ปลดจี้หยกที่สายคาดเอวของเขาออกแล้วเอามาหลอกล่อด้วยเสียงเล็กเสียงน้อย “มานี่มา อันเกอเอ๋อร์ เรียกเตี่ยเตีย!”
อันเกอเอ๋อร์ยื่นมือออกไปเพื่อจะแย่งจี้หยก เขาทำอยู่หลายครั้งแต่ก็ไม่สำเร็จ เขาจึงเตะขาไปมาแล้วะโออกมาว่า “เต่ยเต่ย!”
แววตาของกงจื้อิปรากฏความหงุดหงิดขึ้นมาครู่หนึ่ง แต่เขาก็ยังคงสอนต่อไปอย่างไม่ย่อท้อว่า “ไม่ใช่เต่ยเต่ย แต่เป็เตี่ยเตีย!”
แต่น่าเสียดายที่ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดอันเกอเอ๋อร์ถึงจำเป็เต่ยเต่ยสองคำนี้ ไม่ว่าพ่อของเขาจะสอนอย่างไร เขาก็ไม่ยอมเปลี่ยนคำพูด
กงจื้อิไม่มีทางเลือกนอกจากจะส่งจี้หยกให้ในมือของเขา แล้วก็พูดตำหนิออกมาว่า “เ้าเด็กดื้อทำไมถึงเรียกเหนียงได้ชัดเจนขนาดนั้นล่ะ?”
เฟิงจิ่วที่เฝ้าอยู่ที่ประตูแอบฟังนายท่านของเขาที่มักเ็ามาโดยตลอดแต่กลับบ่นออกมาเหมือนเด็กๆ เขายิ้มจนปากแทบจะฉีกถึงใบหู
จนกระทั่งติงเหว่ยยกจ๋าเจี้ยงเมี่ยนหอมๆ กับโจ๊กบดเข้ามาอย่างละชาม นางเห็นจากไกลๆ ว่าเขากำลังซุกตัวอยู่ใต้หน้าต่าง หัวไหล่ของเขาสั่นไม่หยุด นางก็เลยคิดไปเองว่าเขาหนาวเพราะว่าถูกลมหนาวมากเกินไป ดังนั้นจึงรีบเข้าไปทักทายเขา “เสี่ยวจิ่วข้าเก็บส่วนของเ้าไว้ในห้องครัวชุดหนึ่ง เ้ารีบไปกินก่อนเถอะ กินอิ่มแล้วค่อยกลับมาปรนนิบัติรับใช้!”
เฟิงจิ่วเหลือบมองเข้าไปในห้องอย่างระมัดระวัง เขาลูบหน้าท้องที่แบนราบของเขาและกลืนน้ำลายลงไปอย่างยากลำบาก จากนั้นก็ตอบด้วยเสียงเบาๆ ว่า “ขอบคุณพี่ติง เอ่อ ตอนนี้ข้ายังไม่หิว!”
ปรากฏว่ายังไม่ทันที่จะสิ้นเสียง ท้องของเขาก็ส่งเสียงดังโครกครากออกมาดังลั่นไปหมด
ติงเหว่ยอดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมา นางพูดล้อเล่นอย่างหาได้ยากว่า “เ้าไม่หิวจริงๆ อย่างนั้นหรือ? เช่นนั้นก็คงไม่มีลาภปากเสียแล้ว ข้าใช้เห็ดที่ดองไว้เมื่อครั้งก่อนมาทำเป็เครื่องปรุงใส่กับเนื้อ รสชาติอร่อยสุดๆ ไปเลย เสี่ยวชิงเพิ่งจะะโว่าอยากกินสักสองชามใหญ่ๆ พอดีเลย งั้นเดี๋ยวข้าเอาชามนั้นเก็บไว้ให้นางก็แล้วกัน”
นอกจากหมูสามชั้นน้ำแดงที่เขาชอบมากที่สุดแล้วก็มีบะหมี่นี่แหละ หลังจากฟังจบน้ำลายของเขาก็ไหลออกมาเต็มปาก เขาหันหน้ากลับไปมองห้องหนังสือที่เงียบสงัด จากนั้นก็ก้มหัวลงต่ำเล็กน้อย นายท่านยังไม่ทันสั่งการเขาจะกล้าไปได้อย่างไร!
“เหว่ยเอ๋อร์ เข้ามาข้างในเถอะ ข้างนอกอากาศหนาว!” ไม่รู้ว่ากงจื้อิได้ยินเสียงทั้งสองกำลังคุยกันหรือว่าได้กลิ่นหอมของบะหมี่กันแน่ ถึงได้พูดออกมาในที่สุด
ติงเหว่ยหันไปยิ้มให้เฟิงจิ่ว แล้วถามว่า “ให้เฟิงจิ่วไปกินข้าวก่อนแล้วค่อยมาปรนนิบัติรับใช้ได้หรือไม่?”
“อืม!” กงจื้อิตอบรับออกมาเบาๆ แต่เสียงที่เฟิงจิ่วได้ยินราวกับเป็เสียงของ์ เขารีบช่วยนางเปิดประตูและวิ่งออกไปที่ห้องครัวอย่างรวดเร็ว เกรงว่าหากช้ากว่านี้สักก้าว จ๋าเจี้ยงเมี่ยนของเขาคงจะตกไปอยู่ในท้องของเสี่ยวชิงเป็แน่
……
ติงเหว่ยเข้ามาในห้องด้วยรอยยิ้ม นางวางถาดลงบนโต๊ะ ในขณะที่จัดวางชามอยู่นั้นนางก็ถามออกมาด้วยความสงสัยว่า “เสี่ยวจิ่วทำให้ท่านโกรธอีกแล้วอย่างนั้นหรือ ท่าทางของดูน่าสงสารราวกับหนูที่เห็นแมวไม่มีผิด?”
กงจื้อิหูแดงเล็กน้อย เขากระแอมออกมาอย่างประหม่าและตอบอย่างคลุมเครือว่า “ข้าเองก็ไม่รู้เหมือนกัน รีบกินข้าวเถอะ อันเกอเอ๋อร์เองก็หิวแล้ว”
เป็อย่างที่คาดเอาไว้ติงเหว่ยก็ไม่ถามซอกแซกอีกต่อไป นางอุ้มลูกชายเอาไว้และป้อนโจ๊กบดให้เขา
กงจื้อิเองก็ยกชามบะหมี่ขึ้นมา กลิ่นของจ๋าเจี้ยงเมี่ยนช่างหอมจริงๆ เส้นเหนียวนุ่ม น้ำปรุงรสก็สดใหม่ กินคู่กับความหวานจากแตงกวาที่สับเป็เส้นๆ และความเผ็ดร้อนของกระเทียมและขิง ทำให้คนรู้สึกอร่อยจนอยากจะกลืนลิ้นของตนเองลงไปด้วย
กงจื้อิกินหมดไปแล้วหนึ่งชาม เขาคิดไปคิดมาแล้วก็พูดออกมาว่า “ขออีกหนึ่งชาม!”
ติงเหว่ยเห็นแล้วก็รู้สึกปวดใจ ชามที่นางตักบะหมี่ใส่มาในวันนี้ไม่ใช่ชามกระเบื้องสีขาวเล็กๆ แต่เป็ชามทรงลึกรูปใบบัว อันที่จริงตามปกติแล้วหนึ่งชามก็เพียงพอที่จะทำให้กงจื้อิอิ่มท้อง ทว่าตอนนี้เขากลับขอเพิ่มอีกหนึ่งชาม เห็นได้ชัดว่า่นี้เขาทำงานอย่างหนักมากจริงๆ
นางถอนหายใจออกมาแต่ก็ไม่ได้ถามอะไรให้มากความ จากนั้นก็หมุนตัวเดินออกไปที่ห้องครัวเพื่อไปตักมาเพิ่มอีกหนึ่งชาม
จนกระทั่งเห็นก้นชามใบบัวที่ว่างเปล่าอีกครั้ง กงจื้อิถึงได้ถอนหายใจยาวออกมาอย่างสบาย ทำให้ติงเหว่ยยิ่งปวดใจมากขึ้นไปอีก นางคิดไปมาคิดมาแล้วก็กินเข้าไปอย่างลวกๆ ครึ่งชาม จากนั้นก็อุ้มอันเกอเอ๋อร์ไปให้อวิ๋นอิ่งพาไปนอนหลับ จากนั้นก็ะโเรียกเฉิงเหนียงจื่อและเสี่ยวชิงให้มาที่ห้องครัว นางสั่งให้พวกเขาเก็บข้าวของและสัมภาระด้วยเสียงแ่เบา แล้วก็ตามนางไปอยู่ที่จวนแห่งใหม่ที่เฉียนโจวด้วยกัน
เฉิงเหนียงจื่อและครอบครัวล้วนเป็บ่าวของติงเหว่ย บวกกับเมื่อก่อนตอนที่อำเภอชิงผิงวุ่นวายร้านเถาเป่าเองก็ปิดตัวลงไป เฉิงต้าโหยวกำลังไม่มีอะไรทำพอดี จู่ๆ เมื่อได้ยินว่าจะย้ายบ้าน แล้วยังเป็จวนหลังใหญ่ที่รอให้พวกเขาไปช่วยจัดการดูแลอยู่ สองสามีภรรยาต่างก็มีความสุขมาก
แต่ว่าเสี่ยวชิงกลับลังเลเล็กน้อย นางบิดชายเสื้อไปมาอย่างไม่รู้จะพูดอย่างไรดี เมื่อติงเหว่ยเห็นแบบนี้ก็โทษตนเองที่คิดไม่รอบคอบ ดังนั้นนางก็เลยเรียกป้าหลี่และครอบครัวมา เพื่อถามว่าพวกเขาเต็มใจจะติดตามนางไปด้วยหรือไม่
ลุงหลี่เป็คนซื่อสัตย์และใจกว้าง เื่ใหญ่หรือเื่เล็กในบ้านต่างก็ให้ภรรยาเป็คนตัดสินใจ ครั้งนี้เองก็เหมือนกัน
ป้าหลี่เป็คนมีไหวพริบและเข้ากับคนง่าย เมื่อนางคิดว่าครอบครัวของนางจะได้รับการดูแลจากติงเหว่ย และปกตินางก็เคยได้ยินความลับบางอย่างมาจากปากของเสี่ยวชิง ดังนั้นจึงตัดสินใจออกมาอย่างเด็ดขาด “เสี่ยวชิงสาวใช้ตัวน้อยคนนี้ ข้าเองก็ตัดสินใจไว้แล้วว่ายังไงก็จะแต่งนางเข้ามาเป็สะใภ้ วันหน้าพวกเราทั้งครอบครัวก็จะติดตามแม่นางแล้ว พอถึงตอนที่สถานการณ์นิ่งสงบ ยังอยากเชิญให้แม่นางช่วยเป็พยานให้เสี่ยวชิงกับเสี่ยวฝูจื่อตอนแต่งงานกัน”
“ตกลง งั้นป้าหลี่รีบไปเก็บข้าวของเร็วเข้าเถอะ ส่วนลุงอวิ๋นข้าจะไปคุยให้เอง” ติงเหว่ยร้อนใจอยากจะไปเฉียนโจวให้เร็วสักหน่อย เพื่อจะได้ไปดูแลความเป็อยู่ของกงจื้อิ ดังนั้นนางก็เลยไม่ได้พูดอะไรมากและปรบมือเพื่อให้ทุกคนแยกย้ายกันไปเก็บข้าวของ
ลุงอวิ๋นก็วางแผนไว้ก่อนแล้วว่าจะเหลือคนไว้ดูแลเรือนสักสองคน ส่วนคนที่เหลือให้ย้ายไปที่เฉียนโจวทั้งหมด เมื่อเห็นว่าติงเหว่ยรีบเข้ามาพูดเื่ย้ายบ้าน เขาก็ดีใจจนหนวดชี้ขึ้นมา และแน่นอนว่าเขาไม่มีทางที่จะปฏิเสธอย่างแน่นอน
ในทางกลับกันติงเหว่ยกลับรู้สึกโมโหเล็กน้อย นางโวยวายอยู่พักใหญ่ กงจื้อิจัดการทุกอย่างไว้หมดแล้วเหลือแค่นางที่รู้ความจริงเป็คนสุดท้าย
อย่างไรก็ตามในสถานการณ์เช่นนี้ก็ไม่มีเวลามากังวลเกี่ยวกับเื่เล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้แล้ว
……
ฤดูใบไม้ร่วงเป็ฤดูที่ดีที่สุดในการเก็บสมุนไพร ่นี้ผู้าุโเหว่ยลากซานอีขึ้นูเาเกือบทั้งวันทั้งคืน จู่ๆ เมื่อได้ยินจากลูกศิษย์ว่าจะไปเฉียนโจว เขาแทบจะะโโลดเต้นออกมาด้วยความดีใจ
“ไอ๊หยา าได้เริ่มต้นขึ้นแล้วจริงๆ เ้าหนุ่มกงจื้อิก็ไม่เห็นจะบอกข้าสักคำ ไม่ได้การล่ะ ข้าต้องไปหาสมุนไพรห้ามเืและสร้างกล้ามเนื้อมาเพิ่มสักหน่อย! ซานอี ซานอี! เ้าหายหัวไปไหนอีกแล้วรีบตามข้ามาเร็วเข้า!”
ซานอีที่ต้องทุกข์ทรมานอยู่บนูเาเป็เวลานานเพิ่งจะได้กลับมาที่จวน และหาเวลามาอยู่ข้างๆ อวิ๋นอิ่งได้อย่างยากเย็น ปรากฏว่าเก้าอี้ยังนั่งไม่ทันร้อนก็ถูกผู้าุโลากตัวไปอีกแล้ว ท่าทางไม่พอใจของเขาทำให้ทุกคนในเรือนต่างก็พากันหัวเราะออกมาไม่หยุด
หลังจากที่ยุ่งวุ่นวายมาสองวัน ในที่สุดทุกคนในจวนสกุลอวิ๋นก็เก็บข้าวของเรียบร้อยแล้ว
คนรับใช้ทุกคนรู้สึกปลอดภัยและเป็เกียรติที่ได้อยู่เคียงข้างท่านแม่ทัพ ต่อให้แต่ละคนจะยุ่งมากมายขนาดไหนก็ไม่มีใครปริปากบ่นใดๆ
เช้าตรู่ในวันนั้นติงเหว่ยอุ้มอันเกอเอ๋อร์ไปนั่งบนรถม้าที่ปูไว้ด้วยพรมหนาๆ เฉิงเหนียงจื่อเองก็พาต้าหวาและเอ้อร์หวาและเสี่ยวชิงขึ้นรถม้าไปด้วยกัน
กงจื้อิเปลี่ยนชุดเป็เสื้อคลุมตัวยาวสีเขียว และใส่เสื้อเกราะสีทองเข้ม เขาะโขึ้นไปบนม้าฮวงเพียว [2] และก้าวออกไปอยู่ที่หน้าขบวน
แผ่นหลังของเขาทั้งสง่างามและรูปร่างสูงใหญ่ ดูไม่ออกเลยแม้แต่น้อยว่าเขาจะนอนเป็อัมพาตอยู่บนเตียงเมื่อครึ่งปีก่อน เมื่อนึกถึง่เวลาที่ทั้งสองคนร่วมทุกข์ร่วมสุขมาด้วยกัน ติงเหว่ยก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกหวานชื่นขึ้นมาในใจ
อันเกอเอ๋อร์งีบหลับไปครู่หนึ่ง จากนั้นเขาก็ตื่นขึ้นมาอย่างซุกซนและคลานอย่างตื่นเต้นไปมาบนพรมหนาๆ ติงเหว่ยเอาของเล่นหลายๆ อย่างมาวางไว้บนพรม นางจับอันนี้เขย่าอันนั้น ทำให้เขาเล่นอย่างมีความสุข
เสี่ยวชิงเองก็อายุยังไม่มาก วันนี้เป็ครั้งแรกที่นางได้ออกเดินทางไกล สีหน้าของนางก็ไม่ได้ดีไปกว่าอันเกอเอ๋อร์สักเท่าไร นางแนบตัวไปกับหน้าต่างและแอบมองด้านนอกผ่านมุมเล็กๆ
ในทางกลับกันเฉิงเหนียงจื่อกลับตั้งใจทำหน้าที่ของนาง นางนั่งอยู่ที่ท้ายรถม้าและคอยควบคุมลูกชายทั้งสองคนเอาไว้ ในมือก็ยังถือตู้โตวผืนเล็กของอันเกอเอ๋อร์เอาไว้
ตอนนี้เป็่กลางเดือนสิบ หญ้าสองข้างทางของถนนสายหลักที่ราวกับเสื้อคลุมสีเขียวเข้มก็มีสีเหลืองแห้งให้เห็นเป็ระยะๆ เมื่อมองที่นาจากไกลๆ จะเห็นเป็สีดำบ้างสีเหลืองบ้างปะปนกันไป เสี่ยวชิงที่เห็นก็รู้สึกเบื่อหน่ายเล็กน้อยจึงหันไปแอบมองเหล่าทหารที่ปกป้องรถม้าอยู่
บางทีอาจจะเป็ความบังเอิญ มีพลทหารคนหนึ่งหันมามองที่หน้าต่างรถม้าพอดี ดวงตาที่เ็าของเขาทำให้เสี่ยวชิงหวาดกลัวจนรีบหดคอกลับเข้ามา
ติงเหว่ยที่เห็นก็ถามด้วยรอยยิ้มว่า “ทำไม ข้างนอกมีเสืออย่างนั้นหรือ?”
เสี่ยวชิงได้ฟังแล้วก็หน้าแดง นางรีบเดินเข้าไปหาและกระซิบว่า “พี่ติง ทหารนอกรถม้าเ่าั้ท่าทางน่ากลัวจังเลย!”
ติงเหว่ยได้ยินก็รู้สึกแปลกใจ นางเลิกผ้าม่านขึ้นหนึ่งมุมแล้วชะเง้อออกไปมอง
คนเหล่านี้ไม่เหมือนกับเหล่าทหารในเมืองที่มีท่าทางอ่อนแอและเ้าเล่ห์อย่างที่นางเคยเห็นผ่านๆ เหล่าพลทหารที่ปกป้องรถม้าทั้งสองข้างนี้ ทุกคนต่างก็ยืนตัวตรงถึงแม้จะเดินอยู่บนถนน นอกจากเสียงฝีเท้าของกีบม้าก็ไม่มีเสียงพูดคุยกันเลยแม้แต่น้อย เรียกได้ว่ามีระเบียบวินัยทุกกระเบียดนิ้ว บางทีนี่อาจเป็ข้อแตกต่างของทหารชั้นยอดกับทหารท้องถิ่น!
จากนั้นนางก็มองไปที่กงจื้อิที่อยู่ด้านหน้าของขบวน แผ่นหลังของเขามีรังสีของการฆ่าฟันถึงสามส่วน ในใจของนางก็รู้สึกสบายใจขึ้นมาอย่างน่าประหลาดใจ มีแม่ทัพเช่นนี้ มีพลทหารเช่นนี้ อย่างไราครั้งนี้คงจะได้รับชัยชนะกลับมา
เมื่อคิดเช่นนี้นางก็ลดผ้าม่านลง แล้วกำชับด้วยเสียงแ่เบาว่า “ต่อไปปฏิบัติกับทหารเหล่านี้อย่างใส่ใจสักหน่อย พวกเขาติดตามท่านแม่ทัพไปสู้เคียงบ่าเคียงไหล่ในสนามรบ ก็เพื่อที่จะทำให้ประชาชนทุกคนได้อยู่เย็นเป็สุข ควรค่าแก่การเคารพนับถือ พวกเราจะละเลยไม่ได้เด็ดขาด!”
“เ้าค่ะ แม่นาง” เฉิงเหนียงจื่อและเสี่ยวชิงไม่ค่อยจะได้เห็นติงเหว่ยที่เคร่งขรึมเช่นนี้ เมื่อได้ยินดังนั้นพวกนางจึงก้มหน้าและตอบรับอย่างรวดเร็ว
-----------------------------------------
[1] จ๋าเจี้ยงเมี่ยน 炸酱面 หมายถึง บะหมี่แห้งคลุกซอสหวานสีดำ
[2] ม้าฮวงเพียว 黄骠马 หมายถึง คำว่าเปียว(骠) มีความหมายว่า ม้าสีเหลืองที่มีแถบจุดสีขาว ม้าตัวนี้มีจุดสีขาวจำนวนมากที่หน้าท้องและแนวกระดูกซี่โครง ขนบนแนวสันคอตลอดจนศีรษะมีสีขาว รูปร่างจะอ้วนพีสมบูรณ์ตามรอบของพระจันทร์เต็มดวง แม้จะกินหญ้าสดเป็อาหารเหมือนม้าอื่นสักเท่าไรก็ตาม แต่กระดูกซี่โครงก็ยังปรากฏออกมาให้เห็น จนถึงวันพระจันทร์เต็มดวงเมื่อใดม้าจึงจะมีลักษณะสมบูรณ์อ้วนพี จึงได้อีกชื่อหนึ่งว่าโท่วกู่หลง(透骨龙) หรือ ม้ากระดูกั เป็ม้าล้ำค่าหายากตามตำนานในวรรณกรรมสุยถัง(隋唐演义) ใน่ต้นราชวงศ์ถังบันทึกไว้ว่าเป็ม้าของฉินซูเป่า(秦叔宝)
