บทที่ 182 อุปสงค์มากกว่าอุปทาน
การจัดส่งนักพรตออกไปไม่ใช่หน้าที่ความรับผิดชอบของลู่อวี่ เขาไม่จำเป็ต้องใส่ใจถึงเื่นั้น ท่านผู้เฒ่าสูงสุดหยวนหวูจี๋และตัวแทนจากขุมอำนาจใหญ่ที่เหลือได้ฟังข้อเสนอของลู่อวี่ หลังจากวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้รับมาและปรึกษากันเรียบร้อย พวกเขาตัดสินใจส่งคนออกไปสองกลุ่ม หนึ่งโจมตี หนึ่งป้องกัน กลุ่มโจมตีจะมีความคล่องตัวมากกว่า พวกเขาสามารถไปทำลายเหมืองแร่เซียนหยกและพื้นที่เพาะปลูกวิเศษของศัตรูได้ แล้วยังสามารถทำลายขุมกำลังของศัตรูได้ด้วย อย่างไรก็ไม่อาจปล่อยให้นักพรตจากดินแดนมารใช้ชีวิตในฐานทัพได้อย่างสงบสุข ส่วนกลุ่มป้องกันจะมุ่งหน้าไปปกป้องยังสถานที่ที่ค่อนข้างมีค่า เช่นเหมืองแร่เซียนหยกและพื้นที่เพาะปลูกวิเศษ หรือหากบางครั้งจำเป็ต้องทำ ก็สามารถทำลายสถานที่ที่ควรปกป้องได้ ในเมื่อยามนี้ไม่อาจเก็บรักษาไว้ได้ ก็ต้องทำลายไม่ให้นักพรตดินแดนมารได้ไปครอง
แม้ว่าเทียนตูจะอ่านแผนการของดินแดนมารอย่างทะลุปรุโปร่ง และได้วางแผนกลศึกตอบโต้แล้ว แต่อย่างไรเสียสถานที่ที่้าความคุ้มครองของเทียนตูก็กว้างขวางเกินไป ภายใต้สถานการณ์ที่ขุมกำลังต้องกระจายตัวกันออกไปเช่นนี้ นักพรตดินแดนมารจะยอมปล่อยโอกาสดีๆ เช่นนี้ให้หลุดมือไปหรือ? ด้วยเหตุนี้ ภายใน่เวลาเพียงเจ็ดถึงแปดวันสถานที่สำคัญที่มีการส่งนักพรตเทียนตูไปคุ้มกัน ก็ถูกเหล่านักพรตมารที่แข็งแกร่งบุกเข้าไปโจมตี สร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวง แล้วเป้าหมายในการคุ้มครองเ่าั้ยังถูกดินแดนมารตีแตกพ่าย และถูกยึดครองไปด้วยนักพรตดินแดนมาร
โชคดีที่เทียนตูไม่ได้ไร้ผลตอบแทน หลังจากนักพรตมารออกไปโจมตีเทียนตู ก็ทำให้การป้องกันที่ฐานทัพลดลง แม้จะส่งนักพรตมากกว่าร้อยคนผ่านค่ายกลเคลื่อนย้ายมิติจากดินแดนมารมา แต่ก็ยังขาดคนจำนวนมากอยู่ดี เมื่อนักพรตเทียนตูที่ซ่อนตัวอยู่ในมุมมืดสบโอกาส พวกเขาไม่เพียงแต่ทำลายเหมืองแร่เซียนหยกและพื้นที่เพาะปลูกวิเศษได้หลายแห่ง แต่ยังสูญเสียกำลังพลไปไม่น้อย แม้ดินแดนมารจะได้เปรียบอยู่บ้างในการต่อสู้ครานี้ แต่พลังการต่อสู้ของเหล่านักพรตดินแดนมารก็อ่อนแรงลงอย่างเห็นได้ชัด เรียกว่าได้ไม่คุ้มเสีย
แม้ว่าดินแดนมารจะสูญเสียเหมืองแร่เซียนหยกและพื้นที่เพาะปลูกวิเศษหลายแห่งไป แต่เมื่อยึดครองพื้นที่อื่นได้อีกหลายแห่ง ก็มีทรัพยากรเพิ่มขึ้นอย่างไม่หยุดยั้ง แต่เนื่องด้วยจำนวนคนที่มีอยู่อย่างจำกัดในยามนี้ จึงไม่อาจใช้ประโยชน์มันได้อย่างเต็มที่
ลู่อวี่อยู่ที่ตำหนักมหาเทพในฐานะตัวแทนของตระกูลลู่ตลอดเวลา ขณะที่เทียนตูและดินแดนมารกำลังห้ำหั่นกันจากการเผชิญหน้า นับั้แ่การปะทะครั้งแรกจนถึงบัดนี้ ที่ทั้งสองฝ่ายต่างรุกโจมตีและตั้งรับป้องกัน เวลาก็ล่วงเลยไปกว่าครึ่งเดือนแล้ว ต่างฝ่ายต่างสูญเสีย มีนักพรตาเ็ล้มตายไปมาก ทว่าโดยรวมแล้ว เทียนตูยังคงอยู่ในสถานการณ์ที่ได้เปรียบเล็กน้อย
ไม่ใช่เพียงลู่อวี่ แต่ผู้ที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกลต่างก็รู้ดีว่า ยิ่งาระหว่างเทียนตูและดินแดนมารยืดเยื้อไปนานเท่าไร ก็ล้วนไม่เป็ผลดีต่อเทียนตู เพราะไม่ว่าจะเป็จำนวนประชากรหรือจำนวนยอดฝีมือ ดินแดนมารมีมากกว่าเทียนตูโดยสิ้นเชิง สิ่งเดียวที่เทียนตูอาจจะได้เปรียบคือทรัพยากรที่เหนือกว่า และมีจำนวนคนที่มากกว่าในขณะนี้ แต่เมื่อเวลาผ่านไป ดินแดนมารจะส่งนักพรตมารมาเป็กำลังเสริม เพื่อโจมตีเทียนตูอย่างต่อเนื่อง ทำให้บทสรุปของการต่อสู้ระหว่างเทียนตูกับดินแดนมารยังไม่อาจคาดเดาผลลัพธ์ได้
ดินแดนมารและเทียนตูเข้าสู่ภาวะชะงักงันใน่เวลาสั้น ๆ หลังจากการสู้รบที่ดุเดือดเพียงไม่กี่ครั้ง ซึ่งทั้งสองฝ่ายไม่คาดคิดว่าจะเป็เช่นนี้ ดินแดนมารวางแผนมานานนับร้อยปี ส่งนักพรตที่เป็ยอดฝีมือชั้นสูงมาจำนวนมาก แต่กลับล้มเหลวในท้ายที่สุด ทว่าทางฝั่งเทียนตูเองที่ได้รับข้อมูลเื่การรุกรานจากดินแดนมารอย่างทันท่วงที ก็ยังไม่สามารถ่ชิงความได้เปรียบอย่างเด็ดขาด ตรงกันข้าม กลับสูญเสียพื้นที่ไปมาก ด้วยเหตุนี้ทั้งสองฝ่ายจึงจำเป็ต้องเข้าสู่ภาวะหยุดนิ่งชั่วคราว
การรุกรานของดินแดนมารในเทียนตูถือเป็เื่ใหญ่ แม้ว่าขุมอำนาจทั้งหลายในเทียนตูจะพยายามปิดข่าวก็ไม่สามารถทำได้ ภายในเวลาไม่นาน นักพรตในเทียนตูต่างทราบเื่นี้กันถ้วนหน้า ทำให้เกิดความโกลาหลวุ่นวาย บ้างก็เรียกร้องให้สู้รบกับดินแดนมารจนตายกันไปข้างหนึ่ง บ้างก็ไม่สนใจ แต่นักพรตระดับต่ำส่วนใหญ่ย่อมเกิดความกังวลใจ ไม่รู้ว่าเทียนตูจะต้านทานการโจมตีจากดินแดนมารได้หรือไม่
ดินแดนมารเป็สถานที่เช่นไร นักพรตโดยมากอาจไม่คุ้นเคยนัก ทว่าการสืบหาข่าวคราวของดินแดนมารนี้ สำหรับพวกเขาแล้ว หาใช่เื่ยากเย็นไม่
เพียงสิบกว่าวันเท่านั้น ไม่ใช่เพียงทุกคนได้ล่วงรู้ถึงตัวตนของดินแดนมาร แต่ยังได้รับข่าวคราวการสู้รบระหว่างเทียนตูกับดินแดนมารอีกด้วย แม้ว่าทั้งสองฝ่ายจะสูสีและมีผลการต่อสู้ทั้งชนะและแพ้ แต่นักพรตในเทียนตูส่วนใหญ่ยังคงกังวลใจ ไม่รู้ว่าผลลัพธ์ในภายภาคหน้าจะเป็อย่างไร
ปัจจุบันสถานที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในเทียนตูมีเพียงสองแห่ง หนึ่งคือเมืองเสวี้ยนจ้ง ซึ่งเป็เมืองที่อยู่ใกล้กับนักพรตดินแดนมารที่สุด และยังเป็แหล่งผลิตอาวุธเวท อาวุธวิเศษเวท และอาวุธวิเศษที่ใหญ่ที่สุดในเทียนตู
เพื่อรับมือกับนักพรตมารที่เพิ่มจำนวนขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขุมอำนาจต่างๆ ในเทียนตูเองก็ไม่สามารถนำกำลังทั้งหมดออกมาได้ จึงได้ประกาศภารกิจที่มีเงินรางวัลสูงในเมืองเสวี้ยนจ้ง อาศัยจำนวนนักพรตในเทียนตูที่มีมากมาต่อกรกับนักพรตชั้นสูงของดินแดนมาร แม้ไม่อาจก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงแก่ดินแดนมาร แต่ก็ช่วยชะลอการรุกรานของนักพรตมารได้ดี และเมื่อร่วมมือกับกลุ่มยอดฝีมือที่จัดตั้งโดยขุมอำนาจในเทียนตู ผลลัพธ์ที่ได้ก็ดีเยี่ยม
อีกสถานที่หนึ่งที่ร้อนแรงไม่แพ้กันก็คือเมืองเทียนอวิ๋นของตระกูลลู่ หรือก็คือจัตุรัสอวี้เ้าของตระกูลลู่
ปัจจุบันปริมาณโอสถของตระกูลลู่ไม่เพียงพอต่อความ้าแล้ว อาวุธเวทและอาวุธวิเศษสามารถใช้งานต่อเนื่องได้ ซ่อมได้ ซื้อได้ ยืมได้ หรือแย่งชิงได้ แต่โอสถไม่สามารถทำเช่นนั้นได้ โอสถถือเป็ของที่ใช้แล้วหมดไป ไม่ว่าจะเป็โอสถฟื้นพลัง โอสถแก้พิษ โอสถรักษาาแ หรือโอสถที่ใช้ในการฝึกฝน การขาดแคลนของเหล่านี้ถือว่าเป็เื่ใหญ่สำหรับนักพรต
เดิมทีด้วยโอสถที่ตระกูลลู่มีสำรองและผลิตอย่างต่อเนื่อง ย่อมเพียงพอสำหรับนักพรตส่วนใหญ่ในเทียนตูอยู่แล้ว แต่เมื่อาเริ่มปะทุขึ้น ขุมอำนาจต่าง ๆ ก็กว้านซื้อโอสถไปเก็บสำรองอย่างไม่นึกเสียดาย ทำให้ตระกูลลู่ไม่สามารถตอบสนองความ้าที่เพิ่มมากขึ้นเช่นนี้ได้ ยิ่งไปกว่านั้น ขุมอำนาจขนาดกลางและเล็ก รวมถึงนักพรตสันโดษในเทียนตูมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น แม้ว่าพวกเขาจะไม่มีศักยภาพในการซื้อมากนัก แต่พวกเขามีกันจำนวนมาก ใครเล่าจะล่วงรู้ว่าาระหว่างเทียนตูกับดินแดนมารจะลุกลามเข้าไปในพื้นที่ชั้นในของเทียนตูเมื่อไร ถึงครานั้นหากไม่มีการเตรียมโอสถไว้สำรอง ยามเกิดสถานการณ์ฉุกเฉินขึ้นมา อาจก่อให้เกิดความเสียหายอย่างยิ่ง
ดังนั้น ปัจจุบันในเมืองเทียนอวิ๋นจึงมีแต่นักพรตที่้าซื้อโอสถวิเศษ ทุกครั้งที่ตระกูลลู่นำโอสถออกมาจำหน่าย นักพรตเหล่านี้ต่างพากันแย่งชิงอย่างดุเดือด ระหว่างนั้นยังมีเหตุการณ์น่าสลดใจเกิดขึ้นอีกมาก ซึ่งไม่อาจบรรยายได้
ในขณะนี้ นอกจากตระกูลลู่แล้ว นักปรุงโอสถหลายคนที่เคยถูกตระกูลลู่กดราคาจนไม่สามารถลืมตาอ้าปากได้ ก็สามารถทำตัวหยิ่งผยองได้ในที่สุด แม้ว่าพวกเขาจะมีอัตราความสำเร็จในการปรุงโอสถต่ำกว่าและคุณภาพโอสถที่ปรุงได้ด้อยกว่า แต่ก็ยังดีกว่าไม่มีเลย ดังนั้นกลุ่มคนและขุมอำนาจที่ไม่สามารถซื้อโอสถได้ในเมืองเทียนอวิ๋น จึงต่างมาขอความช่วยเหลือจากพวกเขา
แม้กระทั่งตระกูลลู่ที่เป็ตระกูลปรุงโอสถขนาดใหญ่ก็ยังไม่สามารถรับมือได้ นับประสาอะไรกับนักปรุงโอสถธรรมดาเหล่านี้ นอกจากจะรู้สึกภูมิใจเพียงเล็กน้อยใน่แรกแล้ว ความ้าโอสถที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ก็ทำให้พวกเขารู้สึกกดดันมากขึ้น
“บ้าเอ๊ย ตอนนี้โอสถหาซื้อได้ยากขึ้นเรื่อยๆ แล้ว ข้าต้องใช้เงินหลายเท่าจากเดิม และต้องไปขอร้องอ้อนวอนคนไม่รู้กี่คน กว่าจะแลกโอสถสามเม็ดที่จัตุรัสอวี้เ้าของตระกูลลู่ได้!”
“เฮ้อ พี่ชาย อย่างน้อยเ้ายังแลกได้ ข้ามีวัตถุดิบเต็มถุงเก็บของแล้ว แต่หาคนแลกไม่มี ทั้งหมดนั่นเป็สมุนไพรชั้นยอด เอาเช่นนี้ดีหรือไม่ ในเมื่อเ้ามีช่องทาง ข้าขอแลกสมุนไพรเหล่านี้กับยายืดอายุ สนใจหรือไม่?”
“ฝันไปเถิด ข้าต้องบากบั่นอย่างยิ่งเพื่อแลกโอสถสามเม็ดนี้ มันเป็โอสถรักษาชีวิตและโอสถพิเศษของตระกูลลู่ มิอาจหาซื้อได้ทั่วไป”
“เฮ้อ ได้ยินว่านายน้อยลู่อยู่ที่ตำหนักมหาเทพในฐานะตัวแทนของตระกูลลู่ เพื่อหารือเื่การจัดการนักพรตดินแดนมาร หากนายน้อยลู่ได้ปรุงโอสถด้วยตนเอง ดูจากฝีมือที่แสดงในงานชุมนุมโอสถเทียนอวิ๋นครั้งที่แล้ว หากเร่งปรุงโอสถเต็มกำลัง พวกเราคงไม่ขาดแคลนโอสถถึงเพียงนี้!”
“ทักษะการปรุงโอสถของนายน้อยลู่ไม่อาจดูเบาได้ แต่เ้าประเมินตระกูลใหญ่และสำนักใหญ่ต่ำไป ข้ากล้าพูดว่ายามนี้พวกเขาต้องกักตุนโอสถไว้มาก แม้ว่านายน้อยลู่จะปรุงโอสถได้ แต่โอสถส่วนใหญ่ย่อมถูกแบ่งไปให้กับขุมอำนาจใหญ่เหล่านี้อยู่ดี มีหรือที่มันจะมาถึงมือพวกเรา!”
“ที่แท้ก็เป็เช่นนี้ เ้าพวกนักพรตดินแดนมารชั่วช้านั่น...”
หลังจากที่ลู่อวี่กลับมาจากตำหนักมหาเทพ เขาก็ถูกผู้เฒ่าห้าลู่หงิพาไปยังห้องปรุงโอสถใหม่ของตระกูลลู่ทันที และพูดกึ่งขอร้องว่า “นายน้อย นายน้อย ท่านจะปล่อยปละละเลยไม่สนใจไม่ได้อีกแล้ว ยามนี้เป็่เวลาสำคัญที่ตระกูลลู่ของเราจะผงาดขึ้นมาได้ ราคาโอสถพุ่งสูงขึ้น นายน้อย ด้วยความสามารถของท่าน การปรุงโอสถไม่ใช่เื่ยาก เหตุใดถึงปล่อยให้ความมั่งคั่งผ่านไปโดยเปล่าเล่า”
แม้ว่าลู่หงิจะดูอ่อนเยาว์ลงมาก แต่ลักษณะนิสัยก็ไม่เปลี่ยนแปลง ยังพูดมากอย่างไม่หยุดหย่อน
“ท่านผู้เฒ่าห้า ไม่ต้องรีบร้อน ข้าเพิ่งกลับมาถึง ท่านวางใจได้ ข้าจะพักผ่อนสักหน่อยแล้วจะเริ่มปรุงโอสถทันที! จีชิงรั่วกับลู่หนานสองคนนั้นไปไหนแล้วเล่า?” ลู่อวี่รีบปลอบใจผู้เฒ่าห้า แล้วถามถึงลูกศิษย์กับน้องสาวของตน ปกติเมื่อเขากลับมาถึง เด็กสาวทั้งสองก็เหมือนจะรู้ล่วงหน้าและมาหาเขาตลอด แต่วันนี้กลับไม่เห็นแม้แต่เงา
“ฮึ จะอยู่ที่ใดได้เล่า ข้าจัดห้องปรุงโอสถไว้ พวกนางกำลังปรุงโอสถกันอยู่ ยามนี้ตระกูลลู่ประสบปัญหาขาดแคลนนักปรุงโอสถอย่างหนัก แม้ว่าพวกนางจะยังไม่เชี่ยวชาญมากนัก แต่เราไม่ได้ขาดแคลนสมุนไพรวิเศษ หากปรุงโอสถได้เพิ่มก็ถือเป็การฝึกฝน และยังทำให้พวกเขาเข้าใจความลึกล้ำของการปรุงโอสถอีกด้วย เรียกว่าได้ประโยชน์สองต่อ!”
เมื่อเห็นท่านผู้เฒ่าห้าพูดอย่างมั่นใจ ลู่อวี่ก็อดสงสารเด็กสาวทั้งสองไม่ได้ แม้ว่าพวกนางจะเรียนการปรุงโอสถกับเขามานาน แต่ก็ยังเป็เพียงนักปรุงโอสถขั้นเก้าเท่านั้น จีชิงรั่วมีความสามารถในการเรียนรู้ แต่ระดับขั้นพลังยุทธ์ยังไม่มากพอ ส่วนลู่หนานมีระดับขั้นพลังยุทธ์เพียงพอ ทว่าความเข้าใจยังมีไม่มากพอ จึงเพิ่งได้เลื่อนขั้นเป็นักปรุงโอสถขั้นเก้าได้ไม่นานนัก
แต่ที่ท่านผู้เฒ่าห้าพูดก็มีเหตุผล หากนักปรุงโอสถไม่ปรุงโอสถ แล้วจะก้าวหน้าได้อย่างไร? ด้วยอิทธิพลและความแข็งแกร่งของตระกูลลู่ในยามนี้ วัตถุดิบที่เด็กสาวทั้งสองใช้ไปก็เป็เพียงเศษเสี้ยวเท่านั้น
“เอาละ เช่นนั้นข้าจะไปดูความก้าวหน้าของสองคนนั้นเสียหน่อย!” พูดจบก็ไม่รอให้ท่านผู้เฒ่าห้าได้ตอบกลับ เขารีบร้อนเดินออกไปทันที
