"โรแลนด์กับไมเคิล้าทำการทดลองต่อ แต่ฉันกับไอแซคคัดค้าน เราไม่อาจใช้ชีวิตมนุษย์มาเป็หนูทดลองได้"
เขาดื่มเหล้าอีกอึกใหญ่ "การโต้เถียงดำเนินไปอย่างดุเดือด จนกระทั่งเ้าของโครงการวิจัยเข้ามาห้าม เขาเสนอทางออกว่า จะใช้แค่พวกอาชญากร พวกฆาตกร คนที่สังคมไม่้า มาทำการทดลองเท่านั้น"
"เ้าของโครงการวิจัย?" ชาร์ลส์ขมวดคิ้ว "เฮนรี่?"
"ไม่ใช่" เขาตอบเสียงแ่ "เขาเป็แค่เ้าของสถานพยาบาลที่ถูกตั้งขึ้นมาบังหน้าเท่านั้น"
"แล้วใครคือเ้าของตัวจริง?"
"พวกเราไม่เคยเห็นหน้าเขา" ฮัมฟรีย์ส่ายหน้า "เขาสวมหน้ากากและผ้าคลุมปิดบังตัวตนทุกครั้งที่มาพบพวกเรา มีเพียงจุดสังเกตเดียว... แหวนเงินวงใหญ่ที่เขาสวมเป็ประจำ"
ความจริงที่เพิ่งได้รับฟังทำให้ชาร์ลส์รู้สึกราวกับกำลังยืนอยู่หน้าประตูที่เปิดออกสู่ห้องที่มืดมิดอีกห้องหนึ่ง เื่ราวที่เขาคิดว่าเข้าใจแล้วกลับมีเื้ัที่ลึกซึ้งกว่าที่คาด ชายหนุ่มจินตนาการถึงชายปริศนาผู้สวมแหวนเงินขึ้นมาในหัว ตัวตนที่ซ่อนอยู่เื้ัเฮนรี่ แบลคเวลล์ ผู้ที่คอยดึงเชือกอยู่เื้ัการทดลองอันน่าสยดสยองทั้งหมด
แสงตะเกียงกะพริบไหวตามสายลมที่พัดผ่านหน้าต่าง ทอดเงาเต้นระริกบนผนังห้อง ขณะที่ชาร์ลส์ครุ่นคิดถึงความสัมพันธ์ระหว่างชายปริศนากับเฮนรี่ พวกเขาเป็เพื่อนร่วมงาน? สมคบคิดกันด้วยผลประโยชน์? หรือมีความเชื่อมโยงที่ลึกซึ้งกว่านั้น?
แต่เขารู้ดีว่าไม่ใช่เวลาที่จะจมอยู่กับความสงสัยเหล่านี้ ยังมีความจริงอีกมากที่ต้องได้ยินจากปากของฮัมฟรีย์ต่อ
"แล้วต่อมาเกิดอะไรขึ้น?" ชาร์ลส์ถาม สายตาจับจ้องใบหน้าของชายชราที่เต็มไปด้วยร่องรอยแห่งความผิดบาป
ฮัมฟรีย์ดื่มเหล้าอีกอึกใหญ่ มือสั่นเทาจนของเหลวสีอำพันกระฉอกออกจากขวด แสงตะเกียงสะท้อนในดวงตาของเขาที่เต็มไปด้วยเงาแห่งความทรงจำอันมืดมิด
"ไอแซคยังคงยืนกรานคัดค้าน" เขาเล่าต่อ เสียงแหบพร่า "แม้จะเป็อาชญากรก็ตาม เขาบอกว่าเราไม่มีสิทธิ์ตัดสินว่าใครสมควรตายหรือมีชีวิตอยู่ เ้าของโครงการจึงยอมถอย... หรืออย่างน้อยก็ทำทีว่ายอมถอย"
เปลวไฟในตะเกียงวูบไหวตามสายลมที่พัดผ่านหน้าต่าง ส่งเสียงครวญครางแ่เบา "พวกเรากลับมาทำงานตามปกติ โดยไม่รู้เลยว่า… โรแลนด์กับไมเคิลได้แอบทำการทดลองลับหลังพวกเรา โดยมีเ้าของโครงการให้การสนับสนุน"
"พวกเขาใช้คนไข้ในสถานพยาบาลเป็หนูทดลอง... คนยากจนที่ไม่มีญาติพี่น้อง ไม่มีใครคอยถาม ไม่มีใครสังเกตว่าหายไป..."
"เมื่อฉันกับไอแซคเริ่มสังเกตเห็นความผิดปกติ..." ฮัมฟรีย์ยกมือขึ้นปิดใบหน้า ราวกับไม่อยากเผชิญกับความทรงจำนั้น "คนไข้หายไปทีละคน สองคน... ไม่มีบันทึกการออกจากสถานพยาบาล ไม่มีญาติมาถาม ราวกับพวกเขาไม่เคยมีตัวตนอยู่"
แสงตะเกียงทอดเงาของชายชราให้ทาบยาวบนผนัง เหมือนดั่งภาพของความทุกข์ทรมานที่ถูกขยายให้ใหญ่โตขึ้น "เราพยายามสืบหา จนพบร่องรอยที่นำไปสู่ห้องทดลองใต้ดิน... สิ่งที่เราเห็นในวันนั้น..." เสียงของเขาสั่นเครือ "มันเลวร้ายยิ่งกว่าฝันร้ายที่เลวร้ายที่สุด"
ฮัมฟรีย์หยุดไปครู่หนึ่ง มือที่กำขวดเหล้าสั่นเทาอย่างหนัก "เ้าของโครงการมาพบพวกเราในคืนนั้นเอง... เขาพูดด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ขอร้องให้พวกเรามองข้ามเื่นี้ไป บอกว่าทุกอย่างที่ทำไปล้วนเพื่อความก้าวหน้าทางการแพทย์... เพื่อมนุษยชาติ"
เขาหัวเราะเสียงแห้ง"เพื่อมนุษยชาติ... ช่างเป็ข้ออ้างที่สวยหรูสำหรับการทรมานและฆ่าคน"
"ไอแซคปฏิเสธข้อเสนอนั้นทันที เขาขู่ว่าจะเปิดโปงทุกอย่าง จะไปแจ้งเ้าหน้าที่… แต่ฉันไม่ได้ยอมรับหรือปฏิเสธไปในทันที"
"คืนต่อมา" ดวงตาชายชราเหม่อลอยราวกับกำลังเห็นภาพเพลิงที่โหมกระหน่ำ "เกิดเหตุไฟไหม้ขึ้น เปลวไฟลุกลามไปทั่วสถานพยาบาล กลืนกินทุกอย่างในอาคาร ทั้งคนไข้ บุคลากร และไอแซคกับภรรยาของเขา…"
"เ้าหน้าที่และชาวบ้านพยายามช่วยกันดับไฟ แต่แล้ว... ราวกับองค์มหาลิขิตพิโรธ แผ่นดินไหวก็เกิดขึ้นพอดี ทำให้ไม่มีใครกล้าเข้าใกล้ตัวอาคาร ได้แต่ยืนมองไฟเผาผลาญทุกอย่างจนไม่เหลือซาก"
"แต่นั่นไม่ใช่ส่วนที่แปลกที่สุด สิ่งที่น่าสงสัยคือหลังจากเหตุการณ์สงบลง ไม่มีเ้าหน้าที่คนไหน ไม่มีแม้แต่คนของทางการสักคนเดียวที่เข้ามาตรวจสอบหรือเก็บกวาดสถานที่"
เขาหยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดต่อด้วยน้ำเสียงที่แฝงความหวาดกลัว "พวกเขาแค่ประกาศให้เป็เขตหวงห้าม อ้างว่าโครงสร้างไม่ปลอดภัย แต่ความจริงคือ…"
"พวกเขา้าให้ทุกอย่างถูกฝังอยู่ใต้ซากปรักหักพังนั่น รวมทั้งความลับทั้งหมดด้วย"
ชาร์ลส์รู้สึกถึงความเย็นะเืที่แล่นขึ้นมาตามสันหลัง เมื่อความจริงเริ่มประกอบเข้าด้วยกัน การปิดกั้นพื้นที่อย่างรวดเร็ว การเพิกเฉยของเ้าหน้าที่ ทุกอย่างถูกวางแผนไว้อย่างแยบยล
"มีคนในระดับสูงเกี่ยวข้องด้วยสินะ?" ชาร์ลส์น้ำเสียงเรียบนิ่ง
ฮัมฟรีย์พยักหน้าช้าๆ "หลังจากไฟดับ ทุกอย่างถูกจัดการอย่างรวดเร็วและเงียบงัน ไม่มีการสืบสวน ไม่มีการตั้งคำถาม แม้แต่ญาติของผู้เสียชีวิตก็ได้รับเงินชดเชยจำนวนมาก พร้อมคำแนะนำให้เงียบ"
"ในตอนนั้นฉันรู้ว่าไฟไหม้ครั้งนั้นเป็การจัดฉาก เพื่อฆ่าไอแซคปิดปาก เพราะเขารู้มากเกินไป ไม่ยอมทำตามคำสั่งของพวกมัน"
"ฉันจึงตัดสินใจจะหนี... แต่พวกมันมาหาฉันก่อน"
"พวกเขาพูดอะไรกับคุณ?" ชาร์ลส์ถาม
"พวกมันพูดถึงลูกสาวของฉัน ที่กำลังเรียนหมออยู่ที่ซาร์เนีย พวกมันรู้ รู้ทุกอย่างเกี่ยวกับเธอ รู้ว่าในจดหมายที่เธอเขียนมาหาฉัน เธอโกหกว่าสบายดี ทั้งที่บางครั้งต้องกินขนมปังแข็งประทังชีวิต เธอไม่ยอมขอเงินฉันเพิ่ม เพราะกลัวฉันจะลำบาก"
น้ำตาเอ่อล้นดวงตาของชายชรา "เด็กโง่... ไม่รู้เลยว่าพ่อของเธอมีเงินมากกว่าที่คิด เธออยากเป็หมอ อยากเดินตามรอยฉัน" เสียงของเขาสะอื้น "ฉันรู้ด้วยทันทีว่านั่นเป็คำขู่ พวกมันเอาครอบครัวฉันเป็ตัวประกัน"
ชายชราสั่นเทา "ฉันรู้ว่าพวกมันทำได้จริง... การที่พวกมันปิดเื่ไฟไหม้ได้อย่างง่ายดาย แสดงให้เห็นถึงอำนาจที่พวกมันมี ต่อให้ลูกสาวฉันอยู่ไกลถึงคนละทวีป พวกมันก็ยังเอื้อมถึงเธอ"
เปลวไฟในตะเกียงวูบไหว ทอดเงาของชายชราผู้พ่ายแพ้ให้แก่ความกลัวบนผนังห้อง "ฉันจึงยอม... ยอมเงียบ ต้องเป็ส่วนหนึ่งของการทดลองอันชั่วร้ายนั่นต่อไป เพื่อให้ลูกสาวของฉันปลอดภัย"
สายลมยามค่ำพัดผ่านหน้าต่าง พาเอากลิ่นอายแห่งความตายและความสิ้นหวังเข้ามาในห้อง เสียงไม้ผุกรอบประตูลั่นเอี๊ยดในความเงียบ ราวกับบ้านหลังนี้กำลังครวญครางไปกับความทุกข์ของเ้าของบ้าน
ความเงียบทอดตัวยาวนานในห้องที่มีเพียงแสงตะเกียงริบหรี่ ชาร์ลส์จ้องมองชายชราตรงหน้าด้วยสายตาครุ่นคิด เื่ราวที่ได้ฟังทั้งหมดช่างน่าสะพรึงกลัว แต่เขารู้ดีว่ายังมีความจริงอีกมากที่ซ่อนอยู่
"แล้วสถานที่วิจัยใหม่ล่ะ?" เขาถามเสียงนุ่ม แต่หนักแน่น "ตั้งอยู่ที่ไหน?"
ฮัมฟรีย์ส่ายหน้าช้าๆ ดวงตาฉายแววหม่นหมอง "หลังเหตุการณ์ไฟไหม้... พวกมันไม่ไว้ใจฉันอีกต่อไป" เขาหัวเราะเสียงแห้ง "ฉันถูกลดบทบาทลงมาเหลือแค่คนดูแลสวนสมุนไพร คอยเพาะพันธุ์และคืนชีพพืชหายากที่ใช้เป็วัตถุดิบ"
"ส่วนห้องทดลองจริงๆ น่ะหรือ?" เขาส่ายหน้าอีกครั้ง "ฉันไม่รู้... พวกมันย้ายฉันออกมาก่อน ไม่เคยบอกว่าสถานที่ใหม่อยู่ตรงไหน"
"แต่..." ฮัมฟรีย์เอ่ยขึ้นอีกครั้ง น้ำเสียงแ่เบา "มีบางสิ่งที่ฉันสังเกตเห็น ตอนที่พวกมันมารับวัตถุดิบไป" เขาเหลือบมองไปรอบๆ ราวกับกลัวว่าจะมีใครแอบฟังอยู่ "รถม้าที่มารับของมักจะมุ่งหน้าไปทางทิศเหนือ ผ่านประตูเมืองและไม่เคยกลับมาในวันเดียวกันเลย"
"นั่นทำให้ฉันคิดว่า สถานที่ใหม่ต้องอยู่ไกลพอสมควร อาจจะอยู่นอกเมือง และไกลออกไปอีก"
ชาร์ลส์จดจ้องใบหน้าของฮัมฟรีย์ในแสงสลัว สังเกตทุกการเคลื่อนไหว ทุกแววตา แต่เขาไม่พบร่องรอยของการหลอกลวง มีเพียงความกลัวและความละอายที่ฉายชัดในดวงตาของชายชรา ก่อนที่ชาร์ลส์จะเอ่ยขึ้น
"ผมสามารถพาคุณไปอยู่ภายใต้การคุ้มครองของหน่วยพิเศษได้" เขาเสนอ "ที่นั่นปลอดภัยกว่า..."
ฮัมฟรีย์ส่ายหน้าช้าๆ "คุณยังไม่เข้าใจอีกหรือ? พวกเขามีอำนาจมากพอที่จะแทรกแซงแม้แต่หน่วยงานของคุณ"
ชายชราเงยหน้าขึ้นมองชาร์ลส์ ก่อนจะถามกลับ "แล้ว โรแลนด์ล่ะ? เขากลับมาได้ยังไง?"
ชาร์ลส์ชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะตอบ "ผมพบเขาที่เขตเมืองเก่า ซ่อนตัวอยู่ที่นั่น ผมพาเขาออกมาสอบปากคำ แต่..." เขาหยุดไปครู่หนึ่ง "เขาถูกปล่อยตัวให้กลับไปหาครอบครัว"
"อ๋อ..." ฮัมฟรีย์พยักหน้าช้าๆ "นั่นไงล่ะ พวกเขายังสามารถแทรกแซงให้ปล่อยตัวโรแลนด์ออกมาได้" เขาดื่มเหล้าอีกอึก "และไม่กี่วันต่อมา เขาก็ตาย"
เปลวไฟในตะเกียงวูบไหว ทอดเงาให้เห็นความหวาดกลัวที่ฉายชัดบนใบหน้าของชายชรา "หน่วยงานของคุณคงไม่ปลอดภัยสำหรับผมหรอก ไม่มีที่ไหนปลอดภัยทั้งนั้น"
ชาร์ลส์ขมวดคิ้ว ความกังวลผุดขึ้นในใจ แม้คำพูดของฮัมฟรีย์จะมีเหตุผล แต่การปล่อยให้เขาอยู่ตามลำพังก็ดูจะอันตรายเกินไป
"แม้พวกเขาจะมีอิทธิพล แต่ก็คงไม่กล้าลงมือในสถานที่ราชการ อย่างน้อยก็ยังดีกว่าปล่อยให้คุณอยู่คนเดียว"
ฮัมฟรีย์ส่ายหน้าช้าๆ สายตาจ้องมองพื้นไม้เก่าใต้เท้า "ผมจะอยู่ที่นี่" เขาตอบเสียงแ่ "ที่บ้านของผมเอง"
ชาร์ลส์ขบริมฝีปาก ความกังวลผุดขึ้นในอก การปล่อยให้ชายชราอยู่ตามลำพังดูจะเป็ความเสี่ยงเกินไป ความคิดที่จะใช้กำลังบังคับผุดวาบขึ้นในหัว แต่เขารู้ดีว่านั่นไม่ใช่ทางออกที่เหมาะสม
แต่แล้วในจังหวะที่กำลังจะเอ่ยปาก แสงตะเกียงก็สะท้อนประกายวาววับบางอย่างในมือของฮัมฟรีย์ ปืนกระบอกหนึ่ง ที่ไม่รู้ว่าถูกหยิบขึ้นมาจากที่ใด หรือซ่อนไว้ั้แ่เมื่อไหร่
โดยไม่รอช้า ชาร์ลส์ปลดปล่อยพลังออกไปทันที ทำให้ดวงตาของฮัมฟรีย์เริ่มพร่าเลือน สติสัมปชัญญะเลือนหาย
ในจังหวะนั้นเอง ชาร์ลส์พุ่งเข้าไปคว้าข้อมือของฮัมฟรีย์ แย่งปืนออกมาจากมือที่สั่นเทา "จะทำอะไร?!" เขาะโถาม น้ำเสียงเดือดดาล
"จนถึงวันนี้..." ฮัมฟรีย์ตอบเสียงสั่น น้ำตาเอ่อคลอ "ฉันยังรู้สึกผิดกับสิ่งที่ทำลงไป แม้จะไม่ได้เป็คนลงมือทดลองกับคนโดยตรง แต่งานของฉันก็มีส่วนช่วยให้พวกมันทำเื่ชั่วร้ายได้สำเร็จ… เหมือนฉันช่วยพวกมันฆ่าคนทางอ้อม"
"ในอดีต ฉันไม่กล้าจบชีวิตตัวเอง เพราะต้องอยู่ดูแลลูก" เขาเงยหน้าขึ้นมองเพดาน น้ำตาไหลอาบแก้ม "แต่ตอนนี้เธอแต่งงาน มีครอบครัว ดูแลตัวเองได้แล้ว... ถึงเวลาที่ฉันควรจบชีวิตอันบาปหนานี้เสียที"
"แต่ยังมีทางอื่น!" ชาร์ลส์พยายามเกลี้ยกล่อม น้ำเสียงของเขาอ่อนลง"คุณยังสามารถอยู่เพื่อชดใช้ความผิด เปิดเผยความจริงทั้งหมด ให้ทุกคนได้รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นในสถานพยาบาลนั่น"
เงาบนใบหน้าของฮัมฟรีย์ลึกลงในความสลัว ดวงตาของเขาฉายแววหม่นหมองยิ่งกว่าเดิม "ไม่!" เขาส่ายหน้าอย่างแรง เสียงสั่นเครือ "ถ้าทำอย่างนั้น ลูกสาวฉัน... พวกมันจะไม่ปล่อยเธอไว้แน่" น้ำตาเอ่อคลอในดวงตาที่แดงก่ำ "การตายของฉันจะตัดปัญหาทั้งหมดได้ ไม่มีใครต้องเดือดร้อน โดยเฉพาะลูกสาวของฉัน"
เสียงไม้ผุลั่นในความเงียบ ราวกับบ้านหลังนี้กำลังครวญครางไปกับความทุกข์ของเ้าของบ้าน ชาร์ลส์รู้สึกถึงความอ่อนล้าที่ค่อยๆ คืบคลานเข้ามาในจิตใจ ความพยายามที่จะช่วยเหลือชายชราดูจะไร้ประโยชน์ เมื่อเขาเลือกที่จะจมดิ่งลงสู่ห้วงแห่งความสิ้นหวัง
ดวงตาของชายหนุ่มเ็าลง แววความเห็นอกเห็นใจจางหายไป เหลือเพียงความเบื่อหน่ายต่อการโน้มน้าวใจที่ไร้ผล "ถ้าคุณจะฆ่าตัวตาย" เขาเอ่ยเสียงเรียบ เย็นะเืราวกับสายลมยามราตรี "ก็ช่วยรออีกสักหลายเดือน ผมไม่อยากตกเป็ผู้ต้องสงสัยตอนที่คุณตาย"
ว่าแล้วเขาก็สาวเท้าออกจากห้อง รองเท้ากระทบพื้นไม้เก่าดังกึกก้อง สะท้อนไปทั่วบ้านที่เงียบสงัด ในมือกำปืนที่แย่งมาได้แน่น ทิ้งให้ฮัมฟรีย์นั่งตัวสั่นอยู่บนเก้าอี้ จมอยู่กับความมืดและความทุกข์ทรมานเพียงลำพัง
เสียงบานพับประตูลั่น ก่อนที่เสียงประตูปิดจะดังสนั่นกึกก้องไปทั่วบ้าน กลืนหายไปในความมืดของราตรีกาล ทิ้งไว้เพียงเงาดำของชายชราที่นั่งก้มหน้า ไหล่สั่นเทาด้วยความสะอื้น ร่างของเขาดูเล็กและอ้างว้างท่ามกลางความมืดที่โอบล้อม ราวกับกำลังถูกกลืนกินด้วยความผิดบาปที่แบกรับมาตลอดเจ็ดปี
