เคล็ดลับความกรอบฟูของขนมข้าวตอก (ขนมเปี๊ยะทอด) จริงๆ แล้วต้องใช้มอลต์เป็ส่วนผสมสำคัญเพื่อให้แป้งพองตัวสวยเหมือนรังผึ้ง ทว่าในเมื่อเธอหาไม่ได้จึงจำต้องใช้น้ำผึ้งแก้ขัด แต่นับว่าโชคยังเข้าข้าง... ขนมกระทะแรกออกมาพองฟูสวยงามเกินคาด
พอทอดเสร็จปุ๊บ เธอก็รีบบิขนมร้อนๆ ยื่นส่งให้พ่อจางชิมทันที
“อืม... อร่อย” ชายชราเคี้ยวตุ้ยๆ ััถึงความกรอบหวานที่แผ่ซ่านในปาก แต่ในใจกลับนึกเสียดาย... อร่อยขนาดนี้คงแพงน่าดู ถังหว่านยิ้มกริ่มรู้ทันความคิดพ่อ แต่ไม่พูดอะไร เธอหันไปตั้งกระทะอีกใบเพื่อเคี่ยวน้ำตาล
การเคี่ยวน้ำตาลไม่มีอะไรซับซ้อน รอจนน้ำตาลละลายเป็ฟองฟูฟ่อง เปลี่ยนจากฟองเล็กเป็ฟองใหญ่ สีเริ่มเข้มเป็สีทองสวย แล้วค่อยๆ หดตัวเป็ฟองเล็กถี่ๆ อีกครั้ง ก็เป็อันใช้ได้ คล้ายกับการทำน้ำตาลเคลือบผลไม้เสียบไม้
พอได้ที่ก็นำขนมลงไปคลุกให้ทั่วจนเคลือบเงาวับ แล้วจบด้วยการโรยน้ำตาลทรายขาวเพิ่มความหวานและความสวยงามอีกขั้น แม้จะใช้เวลาหน่อย แต่ผลลัพธ์ที่ได้... น่าพอใจสุดๆ
แต่ปัญหาที่ทำให้เธอกลุ้มใจตอนนี้คือ... จะตั้งราคาขายเท่าไหร่ดี?
ก๊อกๆ...
เสียงฝีเท้าหนักๆ ดังขึ้นหน้าประตูบ้าน ถังหว่านสะดุ้งเฮือก รีบคว้าฝาชีมาครอบปิดขนมในตะกร้าทันที
“วันนี้ทำอะไรกินน่ะ? กลิ่นหอมฟุ้งออกไปถึงหน้าบ้านเชียว” หญิงวัยกลางคนคนหนึ่งเดินอาดๆ เข้ามาในลานบ้าน มือโบกพัดหมวกฟางไปมา สายตาสอดส่ายสำรวจไปทั่วอย่างเสียมารยาท ด้านหลังมีชายหนุ่มท่าทางซื่อบื้อหน้าตาคล้ายพ่อจางเดินตามมาต้อยๆ
พ่อจางที่กำลังนั่งสานตะกร้าไม้ไผ่อยู่ใต้ต้นไม้รีบลุกขึ้น สีหน้าบ่งบอกความไม่พอใจชัดเจน “มาทำไม?”
แขกผู้ไม่ได้รับเชิญคือพี่ชายและพี่สะใภ้ของเขานั่นเอง
สมัยที่เขายังรุ่งเรืองเป็ครู สองบ้านนี้ไปมาหาสู่กันแทบหัวบันไดไม่แห้ง แต่พอเขาตกอับ ขาพิการป่วยใกล้ตาย คนพวกนี้กลับหายหัวไปอย่างไร้เยื่อใย แม้แต่ตอนเขาหิวโซแทบขาดใจ ก็ไม่เคยเห็นเงาหัวพวกมันโผล่มาดูดำดูดีสักนิด
“แหม พี่ใหญ่... ทำหน้าดำคร่ำเครียดเชียว ญาติกันแท้ๆ จะมาทำหน้าั์ใส่กันทำไม เดี๋ยวเด็กๆ มันจะหัวเราะเยาะเอานะ” หวังเหลียนเฟิ่ง พี่สะใภ้ตัวแสบเอ่ยทักทายเสียงใสอย่างตีสนิท
พ่อจางนั่งลงก้มหน้าสานตะกร้าต่อเงียบๆ เขาไม่ใช่คนปากจัด เถียงไปก็ป่วยการเปล่า
“อ้อ... คุณลุงคุณป้านี่เอง” ถังหว่านเห็นท่าทีพ่อก็รู้ทันทีว่าญาติคู่นี้ ‘ไม่ธรรมดา’ ผู้หญิงคนนี้แววตาเ้าเล่ห์ไม่น่าไว้ใจ เธอจึงแกล้งทำเป็ยิ้มทักทายตามมารยาท
สองสามีภรรยาถือวิสาสะนั่งแหมะลง ไม่ได้รับเชิญก็นั่งเฉย สังเกตการณ์อยู่ครู่ใหญ่ เห็นพ่อลูกไม่สนใจ หวังเหลียนเฟิ่งจึงอดรนทนไม่ไหวต้องเป็ฝ่ายเปิดประเด็น
“เอ้อ... พี่ใหญ่ อาการป่วยเป็ไงบ้าง? ได้ยินว่าเพิ่งออกจากโรงพยาบาลมา หมดเงินไปเยอะเลยล่ะสิท่า?”
พ่อจางตอบรับในลำคอ “อือ”
หวังเหลียนเฟิ่งตบเข่าฉาด “นั่นไง พี่ใหญ่... ที่พวกฉันมาวันนี้ก็ไม่มีอะไรมากหรอกนะ คือไอ้เจี้ยนจวิน หลานชายพี่น่ะ ปีนี้มันสิบหกแล้ว ฉันกับเหวินจู้ปรึกษากันว่าอยากจะส่งมันไปเรียนต่อในเมือง”
“เรียนหนังสือเป็เื่ดีนี่ ไม่มีปัญหาหรอก” พ่อจางตอบสั้นๆ เขาเองก็สนับสนุนให้เด็กๆ มีความรู้
ทันใดนั้น ถังหว่านก็บางอ้อ... รู้ทันทีว่าญาติจอมปลอมคู่นี้มาไม้ไหน
หวังเหลียนเฟิ่งยิ้มแก้มแทบปริ “นั่นไง ฉันว่าแล้วว่าพี่ใหญ่ต้องใจป้ำเสมอ”
พ่อจางชะงักเงยหน้าขึ้น “เดี๋ยวนะ... แล้วมันเกี่ยวอะไรกับข้า?”
“โธ่ พี่ใหญ่ก็... อย่ามาแกล้งไขสือหน่อยเลย เมื่อกี้พี่เพิ่งบอกเองว่าเห็นด้วยที่จะให้เจี้ยนจวินไปเรียน”
พ่อจางเริ่มร้อนใจ ญาติบ้านนี้เหมือนปลิง ดูดเืแล้วเกาะแน่นไม่ยอมปล่อย เขาแค่บอกว่าเห็นด้วยเื่เรียน ไม่ได้บอกว่าจะช่วยจ่ายตังค์สักหน่อย ทำไมโมเมเอาดื้อๆ แบบนี้
ถังหว่านก้าวออกมาขวางหน้าพ่อทันที สีหน้าจริงจัง “คุณป้าคะ หนูขอบอกตามตรง พ่อหนูเข้าโรงพยาบาลจริง แต่เงินค่ารักษานั่นเรายืมพี่เอ้อจู้ข้างบ้านมาค่ะ ใบสัญญากู้ยืมหนูก็มีนะ จะดูมั้ย? ...เมื่อกี้ป้าบอกเองว่าพี่น้องกันไม่ต้องพูดเยอะ ในเมื่อเราเป็สายเืเดียวกัน งั้นหนูรบกวนคุณลุงคุณป้าช่วยให้เรายืมเงินสักก้อนเถอะค่ะ ค่ายาพ่ออีกสองสามวันนี้ยังไม่มีจ่ายเลย”
คำพูดของถังหว่านทำเอารอยยิ้มของสองผัวเมียเจื่อนสนิท หุบยิ้มแทบไม่ทัน
“จะมาหลอกใครยะ บ้านแกมีปัญญาซื้อน้ำมันซื้อแป้งมาทำขนม กลิ่นหอมฟุ้งขนาดนี้ จะบอกว่าไม่มีตังค์ใครจะเชื่อ”
ถังหว่านยักไหล่ ไม่สนคำแดกดัน “ถ้าป้ายืนยันจะยืม หนูคงต้องถามกลับบ้างว่า... ทำไมป้ายืมได้ แต่พวกหนูยืมบ้างไม่ได้คะ?”
ท่าไม้ตาย 'ยืมเงินตัดหน้า' ที่เรียนรู้มาจากเถียนจ้าวตี้ ได้ผลชะงัดนัก หวังเหลียนเฟิ่งพยายามตื๊ออยู่พักใหญ่แต่ไม่เป็ผล สุดท้ายก็ต้องล่าถอยกลับไปมือเปล่าด้วยความหัวเสีย
“พ่อคะ คนพวกนี้วันหลังอย่าเปิดรับนะคะ มีแต่จะนำความเดือดร้อนมาให้” ถังหว่านหันไปกำชับพ่อจางที่ยังคงถอนหายใจกับความหน้าด้านของญาติ
...
หลังจากไล่แขกไม่ได้รับเชิญไปแล้ว ถังหว่านก็ทิ้งเื่น่ารำคาญไว้เื้ั หันมาจดจ่อกับ 'ขนมข้าวตอก' ตรงหน้า
อากาศร้อนอบอ้าวแบบนี้ ขนมทอดเคลือบน้ำตาลเก็บไว้นานไม่ได้ เดี๋ยวจะเยิ้มละลายเสียรสชาติ ต้องรีบระบายออกให้ไวที่สุด
ขนมข้าวตอกห้าจินดูเหมือนไม่เยอะ แต่พอทอดจนพองฟูแล้ว ปริมาณดูมหาศาลจนล้นตะกร้า พ่อจางถักตะกร้าไม้ไผ่ใบเล็กๆ เตรียมไว้ให้ใส่ขนม ฝีมือจักสานของเขาประณีตสวยงาม ช่วยเพิ่มมูลค่าให้ขนมดูน่ากินขึ้นอีกเป็กอง
“ถ้าขายขนมแล้วแถมตะกร้าไปด้วยทุกชุด... หนูว่าเราขาดทุนยับแน่” ถังหว่านถือตะกร้าใบจิ๋วหมุนไปมา สีหน้าเสียดายของ
“ฮ่าๆๆ” พ่อจางหัวเราะร่า “โธ่ลูกเอ๊ย... ของพวกนี้พ่อลงแรงเฉยๆ ต้นทุนไม้ไผ่ก็หาเอาตามป่า ไม่ได้เสียตังค์สักบาท อย่าขี้งกไปหน่อยเลยน่า”
“ไม่ได้งกค่ะ แต่ฝีมือพ่อมีค่า หนูไม่อยากให้ใครได้ไปฟรีๆ” ถังหว่านเถียงเสียงอ้อน พลางเอนหัวซบไหล่ผอมเกร็งของพ่ออย่างลืมตัว
นี่เป็ครั้งแรกที่เธอััได้ถึงความอบอุ่นของ 'ครอบครัว' อย่างแท้จริง
กินมื้อเที่ยงเสร็จ แดดเริ่มร่มลง ถังหว่านก็นั่งไม่ติดที่ ต้องรีบเอาของไปขายก่อนจะมืด
“สายป่านนี้แล้ว พรุ่งนี้ค่อยไปเถอะลูก” พ่อจางทักท้วงด้วยความเป็ห่วง ระยะทางเข้าเมืองไปกลับเกือบยี่สิบหลี่ เด็กสาวตัวคนเดียวเดินทางค่ำมืดมันอันตราย
“ไม่ได้หรอกพ่อ ตอนนี้เพิ่งจะบ่ายสามเอง หนูเดินเร็ว สี่โมงก็ถึงตลาดแล้ว หนูขายสักสองสามชั่วโมง ทุ่มนึงก็กลับ ยังไม่มืดเท่าไหร่หรอกค่ะ”
“งั้นพ่อไปด้วย” พ่อจางเห็นลูกมุ่งมั่นก็ไม่อยากขัดใจ ทำท่าจะลุกตาม
“หยุดเลยพ่อ” ถังหว่านห้ามเสียงแข็ง “ขาพ่อยิ่งไม่ดี ขืนเดินไปกลับคืนนี้ไข้ขึ้นแน่ อีกอย่าง... ข้าวเหนียวล็อตใหม่ยังไม่ได้แช่น้ำเลย พ่อต้องอยู่แช่ข้าวไว้นะคะ แล้วก็เฝ้าบ้านด้วย เกิดป้าแกย้อนกลับมายกเค้าบ้านเราจะทำยังไง? พ่อเฝ้าสมบัติอยู่ที่บ้านนี่แหละ ดีที่สุดแล้ว”
ไม่รอให้พ่อจางได้แย้งต่อ ถังหว่านรีบคว้าตะกร้าขนมวิ่งแน่บออกจากบ้านไปทันที ทิ้งให้ชายชรายืนยิ้มทั้งน้ำตาอยู่เื้ั ก่อนจะกลับไปนั่งสานตะกร้าต่อเงียบๆ ด้วยความสุขใจ
