“สมควรตาย ไอ้เ้าวัวเอ๊ย คราวนี้เล่นใหญ่เชียวนะ...” เพียร์ซพึมพำออกมา แต่เห็นได้ชัดว่าสีหน้าของเขาดูตื่นเต้นมาก เพียร์ซชูมือขึ้นข้างหนึ่งแล้วะโดังลั่นว่า “ด้วยพลังแห่งดวงดาว ชุดเกราะอัศวินแคปริคอร์น...จงออกมา!”
สิ้นคำพูดของเขา เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับพอล เพียร์ซก็เหมือนกับดร็อกบาทุกอย่าง
ตรงหน้าผากของเขามีแสงสว่างสีดำขึ้นมา จากนั้นอากาศตรงหน้าเขาก็พลันบิดเบี้ยว ก่อนที่กล่องคลอธสีดำที่แกะสลักรูปหัวแพะทะเลทั้งสี่ด้านจะปรากฏออกมา เมื่อกล่องคลอธเปิดออกกว้าง แพะทะเลสีทองที่อยู่ด้านในก็กระโจนออกมา จากนั้นร่างของมันก็แตกออกเป็ชิ้นส่วนห้าสิบชิ้น ก่อนจะพุ่งเข้าไปทาบที่ร่างของเพียร์ซตามลำดับ ท่ามกลางแสงสว่างที่เปล่งประกาย มีชุดเกราะรูปทรงแปลกๆ สีดำที่ดูแข็งแกร่ง ทันทีที่มันประกอบเข้ากับร่างของเพียร์ซเสร็จสิ้น ด้านหลังของเพียร์ซก็ปรากฏดาวจำนวนห้าสิบดวงที่ประกอบกันเป็รูปแพะทะเลขนาดั์ กำลังร้องคำรามออกมาเสียงดังกึกก้องด้วยความหยิ่งผยอง กลิ่นอายโบราณลึกลับแผ่พุ่งออกมาจากร่างของมัน
“นี่...คืออะไร?” อลันเบิกตากว้างเมื่อเห็นฉากที่เหนือจินตนาการปรากฏขึ้นมาตรงหน้า
เพียงชั่วพริบตา ชายป่าเถื่อนที่ไร้ซึ่งเกียรติของนักรบทั้งสองคนก็พลันแสดงอภินิหารขึ้นมาต่อหน้าเขา จู่ๆ พวกมันทั้งสองคนก็เปลี่ยนร่างเป็ ‘อัศวินแห่งเทพ’ และสวมชุดเกราะสีดำแปลกๆ ทั้งร่าง ราวกับว่าทะลุห้วงมิติออกมาปรากฏกายต่อหน้าเขา สิ่งที่เกิดตรงหน้าทำให้อลันรู้สึกพูดไม่ออก เหมือนกับว่าทั้งสองคนนั้นเป็ตัวแทนของพระเ้าที่ไม่ว่าใครก็ไม่อาจขัดขืนได้ ั้แ่อลันเป็อัศวินแห่งราชอาณาจักรมา เขาเองก็พบกับเื่ลึกลับมาไม่น้อย แม้กระทั่งเคยเห็นพลังที่น่าเกรงขามของนักรบระดับจันทราในขณะที่พวกเขากำลังต่อสู้กันมาแล้ว แต่ฉากที่เกิดขึ้นเมื่อครู่นี้ มันเกินกว่าขอบเขตที่เขารู้จักไปไกลมาก
ติ้งๆๆๆ!!!
ทันใดนั้นเอง ทักษะ 'คลื่นน้ำพิโรธ' ก็ะเิออกมา ตาข่ายดาบสีฟ้ามีกระแสไฟฟ้าโอบล้อม คอยส่งเสียงดังเปรี๊ยะๆ จากนั้นก็พุ่งเข้าหาบุรุษทั้งสองคนพร้อมกันอย่างไร้ความปรานี จนเกิดเสียงหวีดแหลมขึ้นมากลางอากาศ
แต่ภาพในจินตนาการที่ว่าทั้งชุดเกราะและเืเนื้อจะต้องแตกกระจายกลับไม่เกิดขึ้น
ในใจของอลันก็เกิดความตื่นตระหนกขึ้นมา เขามองภาพตรงหน้าตาค้าง เพราะนอกจากเสียงโลหะกระทบกันแล้วก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น อย่าว่าแต่ชุดเกราะจะแตกกระจายเลย แม้แต่รอยขีดข่วนเล็กๆ ก็ไม่มี
“เป็ไปได้อย่างไรกัน? นั่น...สมควรตาย ชุดเกราะอะไรกัน?”
เมื่อเห็นว่าทักษะที่แข็งแกร่งที่สุดของตัวเองกลับไม่สามารถสร้างแม้แต่รอยขีดข่วนใดๆ บนเกราะสีดำนั่นได้ อลันก็ตกตะลึงจนพูดไม่ออก ราวกับแม่น้ำที่พยายามกัดกร่อนก้อนหินที่แข็งแกร่งอยู่ยงคงกระพันมานับหมื่นปี กระแสน้ำนี้อาจจะบดขยี้ร่างกายของมนุษย์จนแหลกเหลวได้ แต่กลับไม่สามารถสั่นคลอนก้อนหินั์นี้ได้...อลันรู้สึกเหมือนสมองว่างเปล่า ประหนึ่งิญญาได้หลุดลอยออกจากร่าง
วินาทีต่อมา สถานการณ์ก็พลิกกลับเมื่ออีกฝ่ายเป็เริ่มโจมตีกลับ
“ไอ้เด็กหัวเหลือง เตรียมรับมือกับ...เกรท...ฮอร์น!!!”
ดร็อกบาก้มหัวลงต่ำ เขายกสองมือขึ้นมาตั้งในระดับอกด้วยท่าทางแปลกๆ ก่อนที่ร่างจะพุ่งไปหาอลัน ร่างเงาของเขาที่ทาบทับลงบนพื้นดูราวกับเป็ลูกธนูที่ถูกปล่อยออกไป แขนทั้งสองข้างของเขาเหยียดตรงเล็งไปที่หน้าอกของอลัน กลิ่นอายอันโหดร้ายที่ยากจะอธิบายแผ่กระจายออกมาจากร่างของเขา ดูเหมือนกับคมมีดที่แหลมคมที่สุดในโลกพร้อมที่จะฟาดฟันทุกสิ่งทุกอย่างที่ขวางหน้า
“ฮ่าๆๆ การโจมตีระดับนั้น คิดจริงๆ หรือว่าจะทำลายคลื่นพลังป้องกันของข้าได้?”
เมื่อได้สติขึ้นมา อลันพลันแสยะยิ้มเหยียดหยามออกมา ดูจากคลื่นพลังในร่างของชายคนนั้นแล้วน่าจะเป็นักรบสองดาวระยะกลาง ด้วยความแข็งแกร่งแค่นั้นไม่ถือว่าเป็ภัยคุกคามสำหรับเขา อลันยืนนิ่งอยู่กับที่ คลื่นพลังสีฟ้าในร่างของเขากลายเป็โล่คอยปกป้องร่างของเขา คลื่นพลังธาตุน้ำเป็ธาตุที่มีพลังป้องกันสูงที่สุด
“ถ้าอย่างนั้นก็ให้บิดาลอง!” ส่วนแขนของดร็อกบาก็พุ่งเข้าชนเขาอย่างรุนแรง
โล่สีฟ้าพลันยุบลงเป็หลุมเล็กน้อย มันสามารถต้านทานการบุกโจมตีของดร็อกบาได้อย่างง่ายดาย ถึงแม้ว่าแรงพุ่งเข้าชนจะหนักหน่วงมากเสียจนอลันต้องถอยหลังกลับไปตั้งหลักสองสามก้าว แต่อย่างไรก็ตาม โล่สีฟ้าที่ปกป้องเขายังคงแข็งแกร่งอยู่ดี อลันที่เพิ่งหัวเราะออกมาอย่างสะใจ จู่ๆ ก็รู้สึกว่าร่างกายอ่อนเปลี้ยขึ้นมากะทันหัน มันเป็สัญญาณว่าการโคจรคลื่นพลังเกิดติดขัดขึ้นมา
“แย่แล้ว ข้าใช้คลื่นพลังมากเกินไป...” อลันพลันหน้าเปลี่ยนสีขึ้นมา
“สลายไปเสีย!” สีหน้าของดร็อกบาไร้ซึ่งรอยยิ้มขบขันเหมือนปกติ ตอนนี้สีหน้าของเขาจริงจังอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน ก่อนที่จะะโออกมาเสียงดัง แขนของเขาก็พลันกระแทกเข้าไปอีกทีหนึ่ง พื้นดินที่อยู่ใต้ฝ่าเท้าของเขาก็ถูกย่ำจนปริแตกในขณะเดียวกัน พลังดวงดาวโบราณลึกลับก็ส่องสว่างเป็ประกายขึ้นมา โล่สีฟ้าด้านหน้าพลันแตกละเอียด
แกรก...แกรก...แกรก!
ไม่มีใครคาดคิดว่า คลื่นพลังของนักรบระดับสี่ดาวที่กลายเป็โล่ปกป้องกาย จะถูกคลื่นพลังของนักรบระดับสองดาวพุ่งเข้าชนจนแตกสลายไปต่อหน้าต่อตา
“มันแปลกเกินไปแล้ว...แต่ไม่ว่าอย่างไร การโจมตีของเ้าต้องจบลงตรงนี้แหละ!” แม้อลันจะใกับสิ่งที่เห็นตรงหน้า แต่ก็ไม่ได้หวากลัวอะไรนัก แม้ว่าคลื่นพลังที่แข็งแกร่งของเขาจะโคจรพลังได้ไม่ราบรื่นนัก แต่ก็ยังสามารถโจมตีสวนกลับไปได้ อลันรู้ดีว่าดาบในมือของเขาคงแทงทะลุชุดเกราะของอีกฝ่ายไม่ได้ ดังนั้นเขาจึงกำหมัดที่มือขวาแล้วชกไปที่หน้าอกของดร็อกบา เขา้าส่งผ่านคลื่นพลังจากหมัดเข้าไปทำลายอวัยวะภายในของดร็อกบา
“แค่ก!”
ดร็อกบากระอักเืออกมาทันที เืของเขากระเด็นเข้าหน้าของอลัน ถึงแม้ว่าชุดเกราะอัศวินโกลด์เซนต์ทอรัสจะช่วยดูดซับและลดแรงกระแทกของฝ่ายตรงข้ามได้ แต่ด้วยความแข็งแกร่งระหว่างทั้งสองฝ่ายห่างชั้นมากเกินไป ระดับสองดาวกับระดับสี่ดาวต่างเป็ช่องว่างที่กว้างมาก ดังนั้นดร็อกบาจึงไม่สามารถรับการโจมตีนี้ได้ บวกกับความแข็งแกร่งของดร็อกบาในปัจจุบันที่ไม่มีมาก ทำให้เขาไม่สามารถดึงประสิทธิภาพของชุดเกราะออกมาใช้ได้ทั้งหมด
แต่ตอนนี้เอง
“ดาบศักดิ์สิทธิ์...เอ็กซ์...คา...ลิ...เบอร์!!!”
ตามมาด้วยเสียงร้องะโอันน่าเกรงขาม คลื่นดาบที่แหลมคมก็ปรากฏขึ้นมาจากด้านหลัง ดร็อกบาที่กำลังกระอักเืได้ยินเสียงนี้ สองมือของเขาก็คว้าจับร่างของอลันไว้แน่น จากนั้นก็กระชากตัวอลันให้หมุนสลับตำแหน่งกับเขา หลังจากที่ดร็อกบาผ่านการปรับเปลี่ยนโครงสร้างร่างกายด้วย 'น้ำยาฮัลค์' แล้ว ทำให้พละกำลังของเขามหาศาลมาก แม้แต่นักรบระดับสี่ดาวก็ยากที่จะขัดขืนได้
ฉัวะ!
คลื่นดาบที่มองไม่เห็นฟันผ่านร่างของเขา
ความเงียบเข้าปกคลุมไปชั่วขณะ
“ฮ่าๆ! ฮ่าๆๆๆ! ไร้ประโยชน์ ไม่ว่าเ้าจะใช้วิธีใดก็ไม่สามารถสังหารนักรบระดับสี่ดาวได้! พวกเ้าเป็นักรบระดับสองดาวเองนะ อย่าฝันสูงนักเลยว่าจะสังหารข้าได้ แม้จะบังเอิญทำลายโล่คลื่นพลังของข้าได้ แต่เ้าไม่มีทาง...เอ๊ะ?”
รอยยิ้มยโสของอลันก็พลันแข็งทื่อ
ทันใดนั้นเขาก็เริ่มรู้สึกเย็นวาบขึ้นมาตรง่เอว เมื่อก้มลงไปดูก็พบว่าชุดเกราะอัศวินบนร่างของตัวเองถูกฟันขาดเป็สองส่วน เผยให้เห็นอวัยวะสีแดงสดที่อยู่ท่อนล่างของตัวเองอย่างชัดเจน อลันเห็นแม้กระทั่งเส้นเืเล็กๆ ที่มีเืกลมๆ เหมือนลูกปัดเม็ดเล็กที่กำลังแล่นไปตามเส้นเืบนกล้ามเนื้อของเขา
ดร็อกบาที่จับร่างเขาเอาไว้อย่างแ่าก็ยังคงกระอักเืลงมาบนพื้นดิน ท่าทางของเขาราวกับได้รับาเ็หนักยิ่งกว่าอลันในตอนนี้เสียอีก แต่วินาทีต่อมาดร็อกบาก็ปล่อยมือจากเขาแล้วงอตัวล้มลงไปกับพื้น แต่อลันยังคงยืนอยู่เหมือนเดิม เขาเปล่งเสียงร้องออกมาราวกับสัตว์เดรัจฉานที่กำลังสิ้นหวัง เืไหลทะลักออกมาจาก่เอวของเขา ก่อนที่ร่างท่อนบนของอลันจะเลื่อนตกลงไปในทุ่งหญ้าที่สูงกว่าสองเมตร ไม่นานท่อนล่างของเขาก็เอนล้มลงอยู่ไม่ไกลเขาเท่าไร
“ดาบเ้าเร็วมาก ทั้งยังคมมากอีกด้วย ฮ่าๆๆ...พวกเ้า...ชนะ!”
ทันทีที่อลันท่อนบนพูดประโยคนี้จบ ลมหายใจเฮือกสุดท้ายของเขาก็หายไป จากนั้นเขาก็ค่อยๆ หลับตาแล้วจากไปอย่างเงียบๆ แม้จะตายไปแล้ว แต่เขาก็ยังไม่เข้าใจว่าทำไมบนร่างของศัตรูทั้งสองคนจึงปรากฏชุดเกราะสีดำลึกลับนี้ขึ้นมา ทำไมโล่คลื่นพลังของเขาถึงถูกดร็อกบาทำลายลงได้ ทำไมคลื่นดาบที่แหลมคมนั่นถึงสามารถฟันร่างของเขาที่ปกคลุมไปด้วยคลื่นพลังธาตุน้ำของนักรบสี่ดาวอย่างเขาได้
“ดร็อกบา เ้าเป็อย่างไรบ้าง? ยังไม่ตายใช่ไหม?” เมื่อศัตรูตายไปแล้ว พอล เพียร์ซก็รีบเข้ามาประคองร่างของดร็อกบาพลางถามออกมาอย่างเป็ห่วง
“แค่กๆ...แฮ่ก...ไอ้เด็กผมขาวอย่างเ้ามันใจดำจริงๆ มารดาเ้าเถอะ นี่เ้ากล้าฟันจริงๆ หรือ ถ้าดาบของเ้าฟันร่างบิดาขาดเป็สองส่วนขึ้นมาจริงๆ เ้าจะทำอย่างไร?” ดร็อกบากระอักเืออกมาคำโต
“ฮึๆ ถ้าเ้ายังมีแรงด่าแบบนี้แสดงว่าเ้าไม่เป็อะไรมาก” เพียร์ซถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก เขาหัวเราะออกมาเล็กน้อยก่อนจะหยิบน้ำยาวิเศษขวดสีแดงออกมาเทใส่ปากกร็อกบาแล้วพูดว่า “นี่มันไม่ใช่ความคิดของเ้าหรอกหรือ? เ้าจับไอ้เด็กผมเหลืองไว้แน่นทำให้มันไม่มีโอกาสหนีไปได้ และทำให้ข้าได้มีโอกาสใช้ดาบสังหารมัน...อีกอย่าง เ้าสวมชุดอัศวินโกลเซนต์ทอรัสไว้อยู่ ไม่มีทางที่ดาบศักดิ์สิทธิ์ของข้าจะทำร้ายเ้าได้!”
เมื่อได้ดื่มน้ำยาวิเศษสีแดงเข้าไป อาการาเ็ของดร็อกบาก็ได้รับการฟื้นฟูอย่างรวดเร็ว เขาหายใจเข้าอย่างช้าๆ ก่อนที่สีหน้าเขาจะดูเคร่งครึมขึ้นมาแบบที่หาได้ยาก “ไม่ผิด โชคดีที่ฝ่าาได้ประทานชุดเกราะเหล่านี้ให้แก่พวกเรา ไม่อย่างนั้นวันนี้ พวกเราสองคนคงได้นั่งดื่มสุรากับยมทูตแน่ๆ ยอดฝีมือระดับสี่ดาวอย่างไรก็ร้ายกาจอยู่ดี ถ้าไม่ใช่เพราะก่อนหน้านี้ถูกพวกเราหลอกล่อให้ใช้คลื่นพลังไปเป็จำนวนมาก เกรงว่าพวกเราสองคนคงไม่อาจเป็คู่ต่อสู้ของอีกฝ่ายแน่ๆ!”
“เทียบกับฝ่าาแล้ว ฝีมือของพวกเรายังห่างไกลจากพระองค์มาก พวกเราต้องพยายามฝึกฝนให้มากกว่านี้ เพื่อก้าวให้ทันฝ่าา...” เพียร์ซนึกถึงซุนเฟยที่สามารถตัดหัวนักรบระดับสี่ดาวอย่างง่ายดายประหนึ่งกำลังผ่าแตงโม ในใจก็รู้สึกกระตือรือร้นขึ้นมา
“พวกเรารีบไปช่วยท่านบรู๊คกัน ข้าว่าทางนั้นคงกำลังเผชิญกับแรงกดดันที่หนักหน่วงมากกว่า...”
ดร็อกบาลุกขึ้นยืนก่อนจะผิวปากออกมา ไม่นานก็มีเสียงฝีเท้าวิ่งลอยขึ้นมา ก่อนที่จะปรากฏร่างของเฟลมมิ่ง บีตส์สัตว์อสูรระดับสี่ดาวถึงสองตัวทะยานเข้ามาหาพวกเขา จากนั้นทั้งสองคนก็ขึ้นขี่หลังพวกมันแล้วควบทะยานมุ่งหน้าไปหาบรู๊ค
……
“ฆ่า!”
เมื่อระยะห่างระหว่างตัวเองกับเนินเขามีไม่ถึงสิบเมตร อัศวินหน้าย่นที่กำลังอยู่ในสภาวะโมโหก็อาศัยแรงส่งของม้าะโขึ้นมากลางอากาศ เปลวไฟคลื่นพลังสีเงินพลันสว่างจ้าขึ้นมา ก่อนที่จะตวัดดาบฟันไปทางกลุ่มคนบนเนินเขา คลื่นดาบมหาศาลสีเงินลอยออกมาจากตัวดาบ ราวกับงูสีเงินกำลังพุ่งทะยานมาทางพวกเขา
“ถอยเร็ว...” บรู๊คะโออกมาดังลั่น ทำให้เหล่าทหารเมืองแซมบอร์ดถอยกลับไป
ในขณะเดียวกัน เขาก็โคจรคลื่นพลังในร่างของตัวเองแล้วอัดคลื่นพลังลงไปในดาบก่อนจะฟันคลื่นดาบออกไปต้าน
อย่างไรก็ตาม การโจมตีของอัศวินหน้าย่นก็มีเป้าหมายเป็บรู๊คอยู่แล้ว ดังนั้นคลื่นดาบทั้งหมดจึงได้พุ่งมาทางบรู๊ค เดิมทีคลื่นดาบที่บรู๊คปล่อยออกไปต้านทาน มันไม่สามารถต้านทานคลื่นดาบของอีกฝ่ายได้แม้แต่วินาทีเดียว เสียงปุ๊ดๆ…ดังขึ้นมาเบาๆ ทั่วร่างของเขาเต็มไปด้วยาแมากมาย เืสาดกระจายประหนึ่งดอกไม้โลหิตกำลังเบ่งบาน ช่องว่างความแข็งแกร่งของทั้งสองฝ่ายแตกต่างกันเกินไป เพียงเสี้ยววินาที บรู๊คก็เือาบไปทั่วร่าง...
แต่ถึงอย่างนั้น แม่ทัพใหญ่แห่งเมืองแซมบอร์ดก็ยังคงกัดฟันยืนหยัดอยู่ที่เดิม ไม่ก้าวถอยหลังแม้แต่ก้าวเดียว
เพราะด้านหลังของเขายังมีทาสอีกสิบกว่าคนที่ยังไม่ได้ข้ามสะพาน
“ฮ่าๆๆๆ ที่แท้ก็แบบนี้นี่เอง นั่นมันพวกทาสชั้นต่ำนี่ ว้าว อย่าบอกนะนั่นคือเหตุผลที่ทำให้เ้าสู้ตายแบบนี้?” อัศวินหน้าหน้าย่นเป็คนฉลาด เพียงกวาดสายตามองไปยังสะพานหินที่อยู่ห่างออกไปแค่ครู่เดียว เขาก็สามารถเดาที่มาที่ไปได้แล้ว สีหน้าของเขาเผยรอยยิ้มเหี้ยมโหดออกมา “ฮึๆ วันนี้ข้าจะทำลายสิ่งที่พวกเ้าพยายามปกป้องแทบเป็แทบตายให้ดูเป็ขวัญตา ฮ่าๆๆๆ!”
วันนี้เขาหงุดหงิดมา ในใจ้าหาที่ระบาย
เมื่อพูดจบ ดาบก็เคลื่อนไหวทันที เขาปล่อยลำแสงสีเงินจู่โจมไปที่ร่างของบรู๊คเพื่อตัดแขนและขาของเขาทิ้ง แต่อัศวินหน้าย่นก็ไม่ได้คิดที่จะฆ่าบรู๊คในทันที เขาจะปล่อยให้มันมีชีวิตอยู่อีกสักพักเพื่อดูเมืองแซมบอร์ดของมันมอดไหม้กลายเป็ขี้เถ้า สุดท้ายค่อยตัดหัวของมันเพื่อระบายอารมณ์หงุดหงิดของตัวเอง
บรู๊คกำดาบในมือแน่น เขาไม่คิดที่จะถอยหนี
แต่เพราะได้รับาเ็หนักทำให้การเคลื่อนไหวของเขาติดขัดมาก
ข้างกายของเขาไม่มียอดฝีมืออยู่เลยสักคน ทั้งแลมพาร์ดและ 'สองอสุรกาย' ต่างก็ถูกเขาส่งไปก่อกวนศัตรูเพื่อให้มันแบ่งกำลังทัพออกไปบ้าง หากพวกเขากลับมาไม่ทัน...เขาคงไม่รอดแน่ๆ!
แต่ทันใดนั้นเองเื่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น
ฟุ่บๆๆๆ!
ลูกธนูที่ปกคลุมด้วยเวทมนตร์ธาตุไฟถึงสี่ดอกทะยานออกมาขวางไว้ ทันทีที่ลำแสงสีเงินปะทะเข้ากับลูกธนูก็เกิดการะเิอย่างรุนแรง พวกเขาสามารถมองเห็นคลื่นกระแทกได้อย่างชัดเจน
“ยอดฝีมือ? ใครกัน?” อัศวินหน้าย่นพลันตื่นใขึ้นมา
ในเมืองแซมบอร์ดยังมียอดฝีมือเหลืออีกหรือ?
ดูจากความผันผวนของเวทมนตร์ที่ปกคลุมลูกธนูทั้งสี่ดอกแล้ว อย่างน้อยๆ ก็น่าจะอยู่ในระดับสี่ดาวขึ้นไป ทำไมอาณาจักรบริวารระดับหกเล็กๆ แห่งนี้ ถึงได้ซุกซ่อนยอดฝีมือไว้มากขนาดนี้?
-----------------------------
