หนิงมู่ฉือคาดไม่ถึงว่าเฉินเกอจะรีบเดินทางถึงเพียงนี้ ลุกขึ้นยืนด้วยใจที่ไม่สงบนัก
“จะเดินทางพรุ่งนี้แล้วหรือ แต่ข้ายังไม่ได้เตรียมของเลยนะ เช่นนั้นข้าไปเขียนจดหมายให้ท่านตาก่อน”
เฉินเกอจับแขนหนิงมู่ฉือเอาไว้ มองแววตาใสกระจ่างของนางพร้อมกับส่ายหน้า “เื่แบบนี้ข้าไปคนเดียวจะดีกว่า ระหว่างทางน่าจะมีอันตรายรออยู่มากมาย หากเ้าไปกับข้า มีแต่จะเอาตัวต้องไปเสี่ยงอันตรายเสียเปล่าๆ”
หนิงมู่ฉือกัดริมฝีปาก ส่ายหน้าอย่างดื้อรั้น “จอมยุทธ์น้อยเฉิน พวกเราเป็สหายกัน ท่านช่วยชีวิตข้าเอาไว้ อีกอย่างข้าอยู่ที่นี่ก็ไปไม่มีเื่ใดให้ทำอยู่ดี สู้ไปกับท่านดีกว่า”
“ฉือเอ๋อร์ ข้ากลัวเ้าได้รับาเ็จริงๆ”
เฉินเกอรู้ดีว่าทะเลทรายมีแต่อันตรายรอบด้าน หากหนิงมู่ฉือไปด้วย เขามีแต่จะพะวงจนไม่อาจทำอะไรได้เต็มที่
“จอมยุทธ์น้อยเฉิน แต่าแของท่านยังไม่หายดี เอาแบบนี้ดีกว่า รอให้ท่านหายดีก่อน อีกสามสี่วันท่านค่อยออกเดินทาง อีกอย่างท่านสามารถปกป้องข้าได้อยู่แล้ว” หนิงมู่ฉือขยิบตาให้อย่างซุกซน
เฉินเกอเห็นท่าทางซุกซนของหนิงมู่ฉือ เขารู้สึกเหมือนมีลมพัดผ่าน ในใจรู้สึกอบอุ่นขึ้นมาทันใด ยิ้มอย่างโง่งมตอบกลับไป
“ไม่ตอบเช่นนี้ ข้าจะถือว่าท่านตอบตกลงนะ”
หนิงมู่ฉือดีใจะโโลดเต้นไปรอบๆ
เฉินเกอได้ยินเช่นนั้นก็ชะงักไปครู่หนึ่ง ยกมือลูบด้านหลังศีรษะ “กะ…กระไรนะ”
ฟ้ามืดครึ้มขึ้นเรื่อยๆ เมฆหมอกดำทะมึนปกคลุมไปทั่วทั้งอารามเต๋า กดดันจนทำให้ผู้คนแทบจะหายใจไม่ออก หนิงมู่ฉือสำรวจในอารามจนเหนื่อย จนได้พบเรือนหลังเล็กที่พอจะใช้นอนพักได้สองหลัง ตอนนี้นางยืนพิงต้นไม้ใหญ่เพื่อพักเหนื่อย
“เย็นแล้ว พวกเราเข้าไปพักในเรือนกันเถอะ” เฉินเกอเอ่ยพร้อมกับลากหนิงมู่ฉือที่ไม่มีแรงเดินเข้าไปในเรือน
ทันใดนั้นเองนักพรตน้อยในชุดสีเขียวเข้มก็วิ่งตรงมาทางนี้ ในมือถือห่อผ้ามาด้วยหนึ่งห่อ เพราะห่อผ้าหนักมาก นักพรตน้อยจึงต้องออกแรงวิ่งมากกว่าปกติ
“อาจารย์ให้ข้านำสิ่งนี้มามอบให้พวกท่าน ทั้งยังฝากคำพูดมาบอกอีกว่า ขอให้ปลอดภัยกลับมา”
เฉินเกอรับห่อผ้าหนักๆ มาด้วยสีหน้าแปลกใจ ก่อนจะหันไปเอ่ยกับหนิงมู่ฉือ “ห่อผ้านี้หนักมาก”
เมื่อเปิดออกดู พบว่าเป็เงินสำหรับใช้เป็ค่าเดินทาง และกระดาษซึ่งทำจากหนังวัว เขาคลี่หนังวัวออกดู ต่อมาสีหน้าเปลี่ยนเป็เคร่งขรึม
หนิงมู่ฉือก้มหน้าลงไปดูบ้าง ที่แท้มันคือแผนที่ของทะเลทรายแห่งนั้นนั่นเอง
แสงจากดวงจันทร์ไม่สาดส่องลงมายังอารามเต๋าแห่งนี้เลยแม้แต่น้อย ทว่าเมื่อทอดมองออกไปกลับพบว่า ที่ไกลๆ นั้นยังมีแสงสว่างจากดวงจันทร์ หรือว่าอารามเต๋าแห่งนี้จะทำเื่ไม่ดีเอาไว้มาก แม้แต่แสงจันทร์ก็ยังไม่ส่องลงมา
เรือนที่ทั้งสองคนนอนพักมีต้นไผ่ปลูกอยู่ล้อมรอบ ภายในเรือนทั้งชื้นและเย็น หนิงมู่ฉือใช้ผ้าห่มเย็นๆ คลุมกาย พร้อมทั้งคิดในใจว่า นางต้องนอนหลับไปด้วยขนลุกไปด้วยทั้งคืนเป็แน่ ด้านเฉินเกอ าแยังคงไม่หายดี เมื่อต้องนอนในที่ที่มีอากาศชื้นเช่นนี้ ไม่ส่งผลดีต่อาแเลยแม้แต่น้อย
นางเดินออกจากเรือนไปหานักพรตน้อย เพื่อถามว่ามีถ่านหรือไม่
นางเดินไปที่เรือนของเฉินเกอ เคาะประตู เมื่อเฉินเกอเปิดประตูก็เห็นหนิงมู่ฉือถือถ่านไม้เอาไว้หลายอัน ด้านหลังคือนักพรตน้อยที่ถือผ้าห่มซึ่งทำจากผ้าฝ้ายผืนใหม่มา
“จอมยุทธ์น้อยเฉิน อากาศที่นี่ค่อนข้างชื้น เดี๋ยวข้าจุดไฟให้ าแท่านจะได้หายไวๆ”
เฉินเกอมองหนิงมู่ฉืออย่างซาบซึ้งขณะพยักหน้า ในใจรู้สึกอบอุ่นเหลือประมาณ “ฉือเอ๋อร์ เ้าช่างดีเหลือเกิน”
หนิงมู่ฉือจุดไฟในเรือนของเฉินเกอเสร็จเรียบร้อยก็กลับมาที่เรือนของตัวเอง กลับมาถึงนางไม่มีแม้แต่เรี่ยวแรงที่จะจุดไฟ นางไม่สนแล้วว่าผ้าห่มจะชื้นหรือเย็นสักเพียงใด รีบห่มผ้าแล้วนอนหลับไป
เวลาเดียวกัน ณ ตำหนักอ๋องในเมืองหลวง ภายในตำหนักมีแต่ความเงียบสงัดและเย็นเยือก จ้าวซีเหอนอนพลิกไปพลิกมาบนเตียง อย่างไรก็นอนไม่หลับ ในสมองของเขาเอาแต่นึกถึงหนิงมู่ฉืออยู่ตลอดเวลา
เขาจึงลุกขึ้นมานั่ง บ่นอย่างรำคาญใจ “น่าหงุดหงิดจริงๆ!”
เขาลุกขึ้นไปสวมเสื้อผ้า เขียนจดหมาย ค่อยๆ ย่องนำไปวางไว้บนโต๊ะหนังสือของบิดาด้วยกลัวว่าจะทำให้บิดาตื่น เขาสั่งงานฉีอันอีกไม่กี่ประโยคก็เดินกลับไปเก็บของที่ห้อง จูงม้าแล้วเดินทางไปยังเยี่ยนฉือ
แม้จะเข้าฤดูใบไม้ผลิแล้ว ทว่าอากาศยามเช้ายังคงหนาวเย็น เมื่อลมพัดโชยมา เขาหนาวจนตัวสั่นแต่ก็หาได้สนใจไม่ รีบเดินทางไปยังเยี่ยนฉือ
นับั้แ่ได้ข่าวว่าหนิงมู่ฉือถูกทำร้ายที่โรงเตี๊ยม เขานอนไม่หลับมาตลอด ด้วยกลัวว่านางจะได้รับาเ็ ทำให้ขอบตาคล้ำเป็สีดำ ใบหน้าค่อนข้างซีดขาว สภาพโทรมลงอย่างเห็นได้ชัด
เขาบังคับม้าให้วิ่งเร็วขึ้น ระหว่างทางไม่มีสิ่งใดมากีดขวางทั้งสิ้น และจนถึงตอนนี้เขาก็ยังไม่ได้ข่าวคราวของหนิงมู่ฉือเช่นกัน
ผ่านไปหนึ่งคืน ตื่นเช้าขึ้นมาหนิงมู่ฉือพบว่า นางรู้สึกคันตามตัวเหลือเกินจึงเปิดเสื้อออกดู พบว่าบนตัวนางมีตุ่มแดงทั้งยังรู้สึกคันยิ่งนัก
นางเกาอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนจะเริ่มแต่งตัวหวีผมแล้วเดินออกไปหานักพรตน้อย
นางมอบจดหมายถึงท่านตาที่เขียนเมื่อคืนให้แก่นักพรตน้อยพร้อมกับตบไหล่พลางเอ่ยว่า “ลำบากเ้าแล้วนักพรตน้อย”
นักพรตน้อยใส่จดหมายเอาไว้ในอกเสื้อ ยอบกายคำนับ “เื่ไหว้วานของสีกา อาตมาจะทำให้สำเร็จแน่นอน”
เฉินเกอโยนดาบให้นาง ซึ่งนางก็รับไว้ได้พอดิบพอดี เฉินเกอมองอย่างชื่นชมพลางกล่าวว่า “ระหว่างทางมีอันตรายไม่น้อย เ้าเก็บเอาไว้ เพื่อใช้ป้องกันตัว”
หนิงมู่ฉือมองเฉินเกอที่เดินตรงมาทางนาง ก่อนจะก้มมองดาบในมือ “จอมยุทธ์น้อย ท่านให้มีดสั้นข้ายังจะดีเสียกว่า อย่างน้อยข้ายังสามารถช่วยทำอาหารให้ท่านได้”
“ก็ได้”
เฉินเกอส่งมีดสั้นให้หนิงมู่ฉือ นางรับมาอย่างทะนุถนอมก่อนจะเหน็บไว้ที่เอว
เฉินเกอตาดีสังเกตเห็นรอยตุ่มแดงที่แขนภายใต้แขนเสื้อก็ยื่นมือไปเลิกแขนเสื้อขึ้น พบตุ่มแดงขนาดใหญ่จึงเอ่ยถามอย่างร้อนใจว่า “ฉือเอ๋อร์ เ้าเป็อะไรไป”
หนิงมู่ฉือดึงแขนเสื้อลง ยิ้มพลางตอบว่า “ไม่เป็ไร แค่อากาศชื้นก็เลยเกิดเป็ตุ่มแดง อีกเดี๋ยวก็หายแล้ว”
นักพรตน้อยในชุดสีน้ำเงินเดินลับๆ ล่อๆ อยู่หน้าเรือนของซั่งกวนเหวยหยาง ก่อนจะหยิบจดหมายจากในอกเสื้อยื่นให้ซั่งกวนเหวยหยางที่ยืนตะลึงอยู่ด้านข้าง
“จดหมายจากหนิงมู่ฉือหรือ” ซั่งกวนเหวยหยางเปิดจดหมายออกอ่าน ไม่คิดเลยว่านางหนูจะดื้อไม่เชื่อฟังถึงเพียงนี้!
นักพรตน้อยพยักหน้าขณะมองซั่งกวนเหวยหยางด้วยสายตาไม่เป็มิตรซึ่งสายตานี้ก็ถูกหลิงชีเห็นเข้า และในทันใดนั้นเองนักพรตน้อยก็ชักมีดสั้นออกมาแล้วพุ่งเข้าหาซั่งกวนเหวยหยาง
หลิงชีเข้าไปยืนบังหน้าซั่งกวนเหวยหยางพร้อมกับใช้เท้าเตะมีดสั้นในมือนักพรตน้อย “เ้าทำอันใดของเ้า!”
นักพรตน้อยไม่ตอบ รีบหมุนตัววิ่งจากไป หลิงชีทำท่าจะวิ่งตาม กลับถูกซั่งกวนเหวยหยางเอ่ยห้ามเอาไว้เสียก่อน “ไม่ต้องตาม คงเป็ฝีมืออู๋เลี่ยงนั่นแหละ”
หลิงฉีขมวดคิ้ว มองซั่งกวนเหวยหยางเดินส่ายหน้าเข้าไปในจวนและเดินกลับเข้าห้อง
