หน้าแผงขายเนื้อ เสี่ยวอวี้กำลังต่อรองราคาอย่างเอาเป็เอาตายกับพ่อค้า ส่วนเสี่ยวไฉผู้เป็น้องชายก็ช่วยพูดอยู่ข้างๆ
เสียงดังจอแจ ผู้คนต่างไม่มีเวลามาสนใจสิ่งรอบข้าง ลู่เต้าคิดว่าสองพี่น้องคงไม่ได้ยินบทสนทนาระหว่างเขากับตู้เจิ้งฉุน
เขาจึงตัดสินใจพยักหน้า “อืม ข้าจะไปกับท่าน”
“ดีมาก! ข้าพักอยู่ที่หอเซียน์ซึ่งเป็โรงเตี๊ยมที่แพงที่สุดในเมือง เ้าเตรียมตัวเสร็จแล้วก็มาได้เลย!” ตู้เจิ้งฉุนสั่งคนขับรถม้า “ไปกันเถอะ”
คนขับรถม้าสะบัดบังเหียน ม้าแก่พ่นลมหายใจอย่างไม่เต็มใจก่อนจะลากรถม้าคันใหม่หายไปในฝูงชน
ยามราตรี ร้านโทรมเนื้อย่างแห่งนั้นมิได้เปิดร้าน แต่ภายในกลับสว่างไสว
หลังจากดื่มเหล้าไปสามจอก เสี่ยวอวี้ที่เมามายก็ยกจอกสุราขึ้นอย่างอารมณ์ดี “มา! เรามาดื่มกันอีกจอก!”
ลู่เต้าขมวดคิ้วยกสุรารสแรงขึ้นดื่ม รสฉุนและเผ็ดร้อน เขาจึงรีบตักกับแกล้มเข้าปากเพื่อกลบรสชาติ
สุรารสแรงไหลผ่านลำคอลงไปถึงกระเพาะอาหาร ทำให้ท้องร้อนผ่าวอย่างทรมาน ลู่เต้าคิดถึงตอนที่หูต้าเซียนบังคับพิษออกจากร่างกายเขา จึงแอบใช้พลังขับไล่ฤทธ์สุราออกไป
วิธีนี้ได้ผลจริงๆ นอกจากจะรู้สึกไม่สบายตอนดื่มแล้ว ลู่เต้าไม่เพียงแต่ไม่เมาเท่านั้น แม้แต่แก้มก็ไม่แดงเลยสักนิด
ลู่เต้าแอบยิ้มดีใจ ด้วยวิธีนี้ต่อให้ดื่มพันจอกก็ไม่เมา!
เมื่อดื่มไปได้สักพัก เสี่ยวอวี้ก็บ่นพึมพำด้วยใบหน้าแดงก่ำ “เ้าดื่มเท่ากับข้า ทำไมเ้าถึงไม่เป็อะไรเลย”
ลู่เต้าเก็บเื่ที่ใช้พลังขับไล่ฤทธิ์สุราเอาไว้ ฉีกยิ้มโดยไม่พูดอะไร ก่อนจะชนจอกกับเสี่ยวอวี้ไปเรื่อยๆ
ในที่สุดเสี่ยวอวี้ก็เมาหลับไปบนโต๊ะ
เมื่อเห็นว่าพี่สาวเมาหลับไปแล้ว เสี่ยวไฉจึงถามขึ้น “เมื่อครู่ข้าได้ยินบทสนทนาระหว่างเ้ากับคนผู้นั้น เ้ากำลังจะออกเดินทางจากเมืองเซียนแล้วใช่หรือไม่”
ลู่เต้าหัวเราะขมขื่น “ตอนนี้เ้าสมใจแล้วสินะ”
หากเป็เมื่อก่อน เสี่ยวไฉคงจะปรบมือด้วยความปีติยิ่ง ทว่าหลังจากที่สองพี่น้องถูกช่วยเหลือบนูเา เขาก็ยอมรับลู่เต้าจากใจจริง
ถึงกระนั้น เสี่ยวไฉที่กำลังอยู่ในวัยคะนองก็ยังไม่กล้าพูดออกมาตรงๆ ว่า “หากเ้าอยากอยู่ต่อ ข้าก็ไม่ขัดข้อง!”
เขาที่ดื่มชาแทนเหล้ามาโดยตลอดจึงรินสุรารสแรงให้ตัวเองหนึ่งจอก ยกจอกขึ้นชนกับลู่เต้า “ดื่มให้เ้า!”
เขายกขึ้นดื่มรวดเดียว แล้วก็ไอไม่หยุด
เด็กตัวเล็กๆ ย่อมทนสุรารสแรงไม่ได้ หลังจากดื่มไปได้ไม่นาน เขาก็เมาหลับไปบนโต๊ะเหมือนกับเสี่ยวอวี้
ลู่เต้ามองท่าทางการนอนหลับที่คล้ายคลึงกันของทั้งสองคน ก่อนจะส่ายหน้าแล้วหัวเราะจนใจ “สมแล้วที่เป็พี่น้องกัน”
เพื่อไม่ให้ทั้งสองคนเป็หวัดกลางดึก เขาจึงประคองเสี่ยวอวี้กลับเข้าไปในห้องนอน ระหว่างนั้นเสี่ยวอวี้ก็ละเมอเพ้อพึมพำไม่หยุด “ทำไมเ้ายังไม่เมาอีก...หากเ้าไม่เมา ข้าจะทำอย่างไรต่อไป...”
ลู่เต้าอดหัวเราะไม่ได้ จึงหันไปถามว่า “เ้าฝันว่ากำลังเล่นหมากรุกกับข้าหรือ”
หลังจากทั้งสองคนเข้าไปในห้องนอนแล้ว เสี่ยวอวี้ที่เดิมทีเมามายกลับสะดุดเท้าโดยไม่รู้ตัว ลู่เต้าที่ไม่ทันตั้งตัวจึงเสียหลักล้มลงพร้อมกับเสี่ยวอวี้
เพื่อไม่ให้นางได้รับาเ็ ลู่เต้าจึงพลิกตัวรับร่างของนางเอาไว้
“เฮ้อ...” ลู่เต้ามองเห็นหญิงงามในอ้อมแขนที่ไม่ได้รับาเ็ใดๆ ก็โล่งใจ
เขาคิดว่าเสี่ยวอวี้เมาหลับไปแล้ว แต่จู่ๆ นางกลับขึ้นมานั่งคร่อมบนตัวลู่เต้า แล้ววางมือทั้งสองลงบนหน้าท้องของเขาด้วยใบหน้าที่แดงก่ำ ดวงตาที่ฉ่ำเยิ้ม นางถามขึ้นด้วยน้ำเสียงออดอ้อน “เ้าจะไปแล้วหรือ”
ลู่เต้าลังเลครู่หนึ่งก่อนพยักหน้า
เสี่ยวอวี้ปล่อยผมลงมา แล้วก็ปลดเสื้อผ้าออก ร่างกายแนบชิดกับร่างกายลู่เต้าราวกับแมวกำลังเหยียดกาย ใบหน้าทั้งสองคลอเคลีย แม้แต่เสียงหายใจก็เป่ารดใบหน้ากันและกัน
กลิ่นหอมอ่อนๆ โชยเข้ามา เป็กลิ่นกายเฉพาะตัวของหญิงสาว ถึงแม้จะมีกลิ่นฤทธิ์สุราเจือปน แต่ก็ยังหอมหวานราวกับลูกท้อ
หัวใจเสี่ยวอวี้เต้นระรัว นางถามด้วยใบหน้าแดงยิ่งและแววตาอันพร่าเลือน “หากเ้าเป็สามีข้า เ้ายังอยากจะไปหรือไม่”
ลู่เต้าเบิกตากว้าง พอดีกับสายตาของเสี่ยวอวี้ที่กำลังรอคอยคำตอบอย่างใจจดใจจ่อ เนื่องจากไม่กล้ามองสบตากับนาง เขาจึงหลบสายตาลงไปข้างล่าง แต่กลับเห็นร่องอกลึกและเนินอกอวบอิ่มที่กำลังจะทะลักออกมา
ลู่เต้าไม่มีที่วางตา จึงกลอกตาขึ้นมองบนราวกับคนตาย
เสี่ยวอวี้เข้าไปแนบชิดกับใบหูลู่เต้า ก่อนจะขบติ่งหูเขาเบาๆ นางแกล้งทำเป็โกรธเคือง “อย่าแกล้งตายนะ!”
ชีวิตนี้ลู่เต้าเพิ่งเคยถูกปฏิบัติเช่นนี้ รู้สึกเพียงว่าทั่วทั้งร่างชาไปหมด ทั้งยังสบายอย่างอธิบายไม่ถูก
เขากลั้นใจไม่ให้ตัวเองเสียสติ แล้วก็หลับตาลงแน่น “จะ...เ้าเมาแล้ว”
ในใจลู่เต้ากำลังต่อสู้กันอย่างหนัก ข้อแรกคือ ปู่ไม่ได้สอนเขาว่าควรทำอย่างไรเมื่อเจอสถานการณ์เช่นนี้ ข้อสองคือ หญิงสาวที่อยู่ใกล้เขาล้วนประสบความโชคร้ายจนถึงแก่ชีวิต
จู่ๆ เขาก็รู้สึกว่ามีบางอย่างที่อุ่นชื้นบนใบหน้า เมื่อลืมตาขึ้นก็พบว่าเสี่ยวอวี้กำลังร้องไห้อยู่
เมื่อเสี่ยวอวี้ทำถึงขนาดนี้แล้ว ลู่เต้าก็ยังไม่ยอมสบตากับนาง นางรู้สึกเสียใจยิ่งนัก คิดว่าเขาคงรังเกียจตนเอง น้ำตาจึงไหลรินลงบนใบหน้าลู่เต้า
“ข้าไม่งดงามหรือ” เสี่ยวอวี้ถามด้วยน้ำตานองหน้าและริมฝีปากที่สั่นระริก
“งดงาม แน่นอนว่างามยิ่ง!” ลู่เต้ารีบปลอบ
“แล้วเหตุใดเ้าถึงไม่แตะต้องข้า” เสี่ยวอวี้จับมือลู่เต้าทั้งสองข้าง สอดเข้าไปในเสื้อผ้า ก่อนจะกดลงบนหน้าอกอันอวบอิ่มนุ่มนิ่ม “บุรุษผู้อื่นล้วนชอบข้า ชอบที่จะััข้า! เหตุใดเ้าถึงไม่แตะต้องข้า! แม้แต่จะมองก็ยังไม่ยอม! เ้าต้องไม่ชอบข้าแน่ๆ!”
ลู่เต้าใ ถึงแม้จะรู้สึกนุ่มและอบอุ่นนัก แต่เขากลับรีบชักมือกลับเสมือนแตะโดนเหล็กเผาไฟ
เขามีเื่ทุกข์ใจอยู่ แต่ในเวลาสั้นๆ เช่นนี้ก็อธิบายไม่ชัดเจนนัก
“เ้าคงยังดื่มไม่มากพอ...ต้องดื่มให้เมาเหมือนข้าถึงจะปล่อยวางได้ ข้าจะช่วยเ้าเอง!”
เสี่ยวอวี้หยิบจอกเหล้าขึ้นมาดื่มรวดเดียว นางอมเหล้าเอาไว้ในปาก โน้มตัวลงมาจุมพิตริมฝีปากลู่เต้า แล้วส่งเหล้าอุ่นๆ เข้าไปในปากเขา
เขาเบิกตากว้าง นอนแน่นิ่งอยู่บนพื้นโดยไม่รู้จะทำอย่างไรดี หากผลักนางออกไปก็เกรงว่าจะทำลายความภาคภูมิของนาง หากไม่ผลักออกไปก็กลัวว่านางจะพบจุดจบเฉกเช่นกับหญิงสาวคนอื่นๆ
“ยังไม่พอ”
เสี่ยวอวี้เพิ่งป้อนเหล้าเสร็จก็รินเหล้าใส่ปากตัวเองอีกครั้ง แล้วป้อนให้ลู่เต้าซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ชายหนุ่มที่กำลังอยู่ในวัยฉกรรจ์เผชิญกับหญิงงามเช่นเสี่ยวอวี้ จะทนต่อการยั่วเย้าเช่นนี้ได้อย่างไร หลังจากถูกป้อนเหล้าไปสองครั้ง เขาก็รู้สึกร้อนเร่าไปทั้งร่าง ดวงตาร้อนผ่าว หายใจหอบถี่ราวกับสัตว์ป่าพร้ะครุบเหยื่อ
เอาละ... เสี่ยวอวี้ขยับตัวนั่งคร่อมบนร่างของลู่เต้า เช็ดคราบสุราที่มุมปากอย่างพอใจ นางเตรียมจะจุมพิตอีกครั้ง ทว่ากลับร่วงลงไปนอนทับเขา แล้วสลบไปในบัดดล
ในขณะนั้น เสียงละเมอของนางดังขึ้นเป็ระยะ “เฮยเจิ้ง... ท่านอย่าไป...”
ลู่เต้าที่ยังพอมีสติอยู่บ้าง เมื่อเห็นเสี่ยวอวี้หมดสติไปก็รีบผลักนางออก วิ่งไปที่ครัวคว้าถังน้ำเย็นมาราดลงบนศีรษะทันที
เมื่อน้ำเย็นราดรดลงบนศีรษะ ไฟราคะก็มอดดับ ความคิดค่อยๆ สงบลง
ไป๋เสียปรบมือชม “นึกไม่ถึงว่าเ้ายังคงจดจำภารกิจของผู้สืบทอดวิถีอสูรได้ แม้สบโอกาสก็ไม่คิดฉวยโอกาสเช่นนี้ ทำให้ข้าต้องมองเ้าใหม่แล้ว”
“ข้า...” ลู่เต้ามองเงาสะท้อนในโอ่งน้ำ หมัดกำแน่น “ข้าไม่คิดฉวยโอกาสจากผู้อื่น”
“โชคดีที่เป็เช่นนั้น” ไป๋เสียกล่าว “เ้าช่วยชีวิตนางไว้ได้อีกครั้ง”
หลังจากจัดการเื่สองพี่น้องเรียบร้อยแล้ว ลู่เต้าก็ออกจากร้านโทรมเนื้อย่าง เพื่อมุ่งหน้าไปยังหอเซียน์ในเมืองทันที
ตู้เจิ้งฉุนกำลังนั่งนับเงินในห้องส่วนตัวอย่างมีความสุข เขายิ้มพลางกล่าว “ครั้งนี้มาเมืองเซียนไม่เสียเที่ยวนัก ได้ทุนคืนมา แถมยังได้กำไรอีกเล็กน้อยด้วย”
เขานำเงินวางลงบนโต๊ะ นับทีละเหรียญ เมื่อนับเสร็จแล้วก็ยังรู้สึกไม่จุใจ จึงเทเงินออกมานับใหม่อีกครั้ง
ร้อยสิบสอง ร้อยสิบสาม ร้อยสิบสี่...
ขณะที่ตู้เจิ้งฉุนกำลังเพลิดเพลินกับการนับเงิน เสียงเคาะประตูดังขึ้นอย่างแรง
‘ใครกันมาเยี่ยมเยียนดึกดื่นป่านนี้’ เขาใ รีบกวาดเงินทั้งหมดใส่ถุง กุมหอกไว้ เดินไปเปิดประตูด้วยท่าทางร้อนรน “ใคร”
“ข้าเอง”
เสียงของลู่เต้าดังมาจากนอกประตู ตู้เจิ้งฉุนเปิดประตูออก ก็เห็นอีกฝ่ายเปียกปอนไปทั้งตัว และยืนอยู่หน้าประตูด้วยดวงหน้าอันหดหู่
เมื่อเห็นว่าเป็ลู่เต้า เขาก็ถอนหายใจโล่งอก “พี่น้อง มาดึกเช่นนี้มีอะไรหรือ เข้ามาข้างในก่อน ข้าจะให้เด็กในร้านไปชงชาให้”
“ไม่ต้องแล้ว” ลู่เต้าถามด้วยน้ำเสียงขุ่นเคือง “เราออกเดินทางคืนนี้ได้เลยหรือไม่”
ตู้เจิ้งฉุนประหลาดใจ “ได้สิ แต่เหตุใดจึงต้องรีบร้อนเช่นนี้”
“มีบางคนเกรงว่าต้านทานความอ่อนโยนไม่อยู่ จึงตัดใจจากไปไม่ได้น่ะสิ” ไป๋เสียกล่าว
ถึงแม้จะมีเพียงลู่เต้าที่ได้ยินประโยคนี้ แต่กลับตรงกับความรู้สึกในใจของเขาอย่างยิ่ง
ลู่เต้าไม่ได้โต้แย้ง และกล่าวอย่างใจเย็น “อย่าถามเลย ไปกันเถอะ”
“ตกลง!” ตู้เจิ้งฉุนเดินไปเก็บข้าวของข้างเตียง เขาบ่นพึมพำในใจ “เสียดายค่าที่พักนัก แต่หากผูกมิตรกับสหายเฮยเจิ้งได้ เงินแค่นี้ถือว่าเล็กน้อย”
ด้านนอกหอเซียน์ ลู่เต้าและตู้เจิ้งฉุนนั่งอยู่บนรถม้า และเมียงมองมายังเมืองเซียนเป็หนสุดท้าย
“สหาย บนรถม้ายังมีที่ว่าง เ้าไม่คิดจะซื้อของไปขายต่อที่อื่นจริงๆ หรือ” ตู้เจิ้งฉุนถามเป็ครั้งสุดท้ายก่อนออกเดินทาง
ลู่เต้ามองไปทางร้านโทรมเนื้อย่างด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง เขาส่ายหน้า แล้วกล่าวหนักแน่น “ไม่จำเป็”
“ถ้าเช่นนั้นก็ไปกันเถอะ!” ทันทีที่ตู้เจิ้งฉุนออกคำสั่ง คนขับรถม้าก็สะบัดแส้
ม้าแก่ลากรถบรรทุกสินค้าออกจากเมืองเซียนอย่างไม่เต็มใจ ก่อนจะหายเข้าไปในหมอก
****
วันรุ่งขึ้น เมื่อเสี่ยวอวี้ตื่นขึ้นมา ก็พบว่ามีผ้าห่มคลุมร่างอยู่ ส่วนลู่เต้าก็หายไปแล้ว
นางรีบเปิดผ้าห่มออก เมื่อเห็นว่าเสื้อผ้ายังเรียบร้อยดี ก็รู้ว่าอีกฝ่ายไม่ได้ทำอะไรนาง จึงอดไม่ได้ที่จะขบขันพร้อมคิดในใจ ‘ช่างเป็ท่อนไม้จริงๆ!’
หลังจากตื่นนอนแล้ว เสี่ยวอวี้เดินวนไปรอบๆ ร้าน แต่ก็ยังไม่พบร่างของลู่เต้า
ขณะที่กำลังคาดเดานั้น สายตานางก็เหลือบไปเห็นจดหมายฉบับหนึ่งวางอยู่บนโต๊ะ มันเขียนข้อความว่า ‘ถึง ฉิวอวี้’
เมื่อเปิดออก ข้างในปรากฏข้อความสั้นๆ ไว้เพียงประโยคเดียวว่า ‘ร้านโทรมเกินไป เอาเงินนี้ไปตกแต่งเสียนะ วันหน้าข้าจะกลับมาลิ้มลองอีก!’
“เงินหรือ” เสี่ยวอวี้ตกตะลึง นางเขย่าซองจดหมาย ก็มีกระดาษแผ่นหนึ่งหลุดออกมา เมื่อกางออกดูก็พบว่าเป็ตั๋วเงินหมื่นตำลึง! สามารถนำไปแลกเป็เงินได้ที่หอเงินสกุลหง
เงินจำนวนนี้ อย่าว่าแต่จะตกแต่งร้านโทรมๆ แห่งนี้เลย ต่อให้ซื้อร้านเก่าของบิดามารดาที่เคยตั้งอยู่ในย่านร้านอาหารกลับคืนมาก็ยังเหลือเฟือด้วยซ้ำ
“ท่านพี่” เสี่ยวไฉน้องชายของนางขยี้ตาที่งัวเงียพลางเปิดม่านผ้าที่กั้นห้องด้านในออก แล้วถามว่า “ชายผู้นั้นไปไหนแล้ว”
“เขาไปแล้ว” เสี่ยวอวี้กล่าวพลางอ่านจดหมายที่มีเพียงประโยคเดียวซ้ำไปซ้ำมา
“เขาไปแล้ว?” เสี่ยวไฉครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะรู้สึกตัวแล้วเอ่ยว่า “เขาไปแล้วหรือ”
“อืม” เสี่ยวอวี้ที่ถือจดหมายหันมายิ้มให้กับน้องชาย “แต่ข้าเชื่อว่าวันหน้าเขาจะกลับมาอีกแน่นอน!”
