บทที่ 40 อาวุธวิเศษ และความลับ
รักษาโรคช่วยคน!
ศิษย์หลายคนทราบดีว่าท่านเ้าสำนักและาุโหลี (หลีตงเยว่) เชี่ยวชาญวิชาแพทย์ ทว่านี่เป็ครั้งแรกที่สำนักชิงเซียวหาเงินด้วยวิชาแพทย์จริงๆ เหล่าศิษย์จำนวนมากจึงพากันสนใจและมามุงดูเหตุการณ์ที่ลานเรือนใหม่
ปรากฏว่าหลีตงเยว่ใช้วิชาเข็มิญญาผีบอกคืนชีพ เพียงสามเข็มก็สามารถรักษาบุตรสาวของพ่อค้าได้หายเป็ปลิดทิ้ง สร้างความอัศจรรย์ใจให้แก่พ่อค้าท่านนั้นอย่างยิ่ง เขาถึงกับหยิบหยกเขียวชิ้นหนึ่งออกมาจากอกเสื้อเพื่อมอบให้เป็รางวัลตอบแทน โดยกล่าวว่าหยกชิ้นนี้สามารถขายได้ถึงหนึ่งพันกว้าน หยางเจวี๋ยติ่งช่วยตรวจสอบแล้วยืนยันว่าหยกชิ้นนี้มีมูลค่ามหาศาลจริงๆ
พ่อค้าผู้นี้แซ่หลิว นามว่า หลิวฟั่นโจว มิใช่คนแคว้นกูโจว ทว่ามาทำธุรกิจที่นี่ รูปร่างอ้วนท้วน ั้แ่ขึ้นเขามาเขาก็เอาแต่เช็ดเหงื่อไม่หยุด นอกเหนือจากลูกสาวแล้ว เขายังพาผู้ติดตามมาอีกสองคน แต่ละคนเหน็บดาบล้ำค่าไว้ที่เอวและคอยแบกสัมภาระให้
โรคของลูกสาวหลิวฟั่นโจวนั้นประหลาดจริง ทว่ามันเป็เพียงจุดชีพจรบางจุดที่ถูกสิ่งสกปรกอุดตัน มิใช่โรคร้ายแรงถึงชีวิต เมื่อวิชาเข็มิญญาผีบอกคืนชีพช่วยทะลวงจุดให้แล้วนางก็หายดีทันที แม่หนูน้อยรู้สึกว่าร่างกายกลับมามีพละกำลังจึงะโโลดเต้นไปมาในห้อง ทำเอาหลิวฟั่นโจวตื้นตันจนหลั่งน้ำตา
สำหรับมหาเศรษฐีใจปล้ำเช่นนี้ หลี่ชิงชิวจึงออกมาต้อนรับด้วยตนเอง มิให้เสียมารยาท
“เ้าสำนักหลี่ ข้ามองว่าสำนักชิงเซียวมีกลิ่นอายของสำนักพรตเต๋าอยู่ไม่น้อย ไม่ทราบว่าพวกท่านพอจะมีวิชาขับไล่สิ่งชั่วร้ายหรือไม่? ข้ารู้จักคนผู้หนึ่งที่กำลังถูกภูตผีปีศาจรังควาน หากช่วยเขาแก้ปัญหาได้ เขาจะต้องตบรางวัลให้อย่างงามแน่นอน และเขาผู้นั้นรวยกว่าข้ามากนัก” หลิวฟั่นโจวเอ่ยขึ้นขณะจิบน้ำชากับหลี่ชิงชิว
นอกจากหลี่ชิงชิวแล้ว ยังมีจางยวี่ชุนร่วมนั่งอยู่ด้วย เขารู้สึกสนใจในตัวพ่อค้าผู้มั่งคั่งคนนี้มาก
ก่อนหน้านี้ตอนลงเขา จางยวี่ชุนเคยได้ยินชื่อของหลิวฟั่นโจวมาบ้าง นี่มิใช่พ่อค้าธรรมดาตามตลาด ทว่าคือนายทุนผู้ยิ่งใหญ่อย่างแท้จริง
“รวยกว่าท่านถึงสิบเท่า แล้วมันจะรวยขนาดไหนกัน?” จางยวี่ชุนอดถามไม่ได้
หลี่ชิงชิวถลึงตาใส่จางยวี่ชุนทีหนึ่ง เ้าเด็กนี่ไฉนถึงได้เห็นแก่เงินนัก เสียกิริยาจริงๆ ถามช้ากว่านี้สักนิดจะตายไหม?
หลิวฟั่นโจวหัวเราะ “ทรัพย์สินของข้ายังเทียบไม่ได้กับหนึ่งในสิบของเขาเลย ทว่าเขามีฐานะพิเศษ เป็คนทาง ‘สายขาว’ (ขุนนาง)”
ที่แท้ก็เป็ขุนนางนี่เอง
หลี่ชิงชิวและจางยวี่ชุนเข้าใจทันที ยุคสมัยนี้พวกขุนนางนั่นแหละที่รวยที่สุด
“ถูกภูตผีรังควานรึ ช่วยเล่ารายละเอียดให้ฟังหน่อยได้ไหม?” หลี่ชิงชิวถาม
เขาคือนักบำเพ็ญเซียน เมื่อได้ยินเื่ลี้ลับย่อมมิได้หวาดกลัว กลับกันเขารู้สึกคาดหวังเล็กๆ เสียด้วยซ้ำ
หลิวฟั่นโจวหุบยิ้มพลางระลึกความหลัง “จวนของเขาพอยามจื่อ (23.00 น.) ก็จะเกิดเื่เฮี้ยนขึ้น สิ่งมีชีวิตทุกอย่างในจวนนอกจากมนุษย์แล้วจะไม่มีอะไรมีชีวิตรอดพ้นคืนนั้นไปได้เลย เขาให้คนรื้อค้นจวนหลายรอบก็ไม่เจออะไรผิดปกติ ถึงขั้นเชิญยอดฝีมือจากจวนไป๋ตี้มาเฝ้ายามให้ ทว่าก็ไร้ผล ขอเพียงเอาสิ่งมีชีวิตอื่นเข้าจวนไป ต่อให้มียอดฝีมือคอยเฝ้า สิ่งเ่าั้ก็จะตายไปอย่างลึกลับไร้ร่องรอยทุกตัว”
“แล้วมีคนจับตาดูสิ่งมีชีวิตเ่าั้อยู่ตลอดเวลาหรือไม่?” หลี่ชิงชิวถามจี้
“มีสิขอรับ ยอดฝีมือชั้นหนึ่งสี่คนจ้องมองกรงไก่อยู่เขม็ง พอถึงยามจื่อ ไก่พวกนั้นกลับขาดใจตายพร้อมกันหมด ทำเอายอดฝีมือพวกนั้นขวัญผวาไปตามๆ กันเลย”
หลิวฟั่นโจวพูดถึงเื่นี้ก็อดขนลุกไม่ได้ เหงื่อบนหน้าผากยิ่งผุดออกมามากขึ้น
“เฮี้ยนขนาดนั้นเชียว?” จางยวี่ชุนอุทานด้วยความประหลาดใจ ในใจเริ่มรู้สึกอยากถอย ไม่คิดจะรับงานนี้
หลิวฟั่นโจวตอบรับ “ใช่แล้ว เฮี้ยนมากจริงๆ หากมิใช่ฝีมือภูตผีจะอธิบายได้อย่างไร? ยอดฝีมือไปมากี่คนก็มืดแปดด้าน และจวนของเขาก็เป็จวนพระราชทาน ในเมื่อยังไม่มีคนตายก็สั่งทุบทิ้งไม่ได้ เขาจึงทำได้เพียงอดทนอยู่ด้วยความหวาดระแวงทุกค่ำคืน”
หลี่ชิงชิวฟังแล้วรู้สึกว่าไม่เหมือนฝีมือผี หากผีเฮี้ยนขนาดนั้น มนุษย์จะยังอาศัยอยู่ได้รึ?
อย่างไรก็ตาม เื่นี้ไม่คุ้มค่าพอที่จะให้เขาลงเขาไปเอง และหากส่งศิษย์คนอื่นไปก็เกรงว่าจะไปพัวพันกับปัญหาที่คาดไม่ถึง เขาจึงตัดสินใจไม่รับงานนี้
“วิชาขับไล่สิ่งชั่วร้ายนั้นเป็วิถีของเซียนผู้วิเศษ สำนักชิงเซียวแม้จะใฝ่หาทางเซียน ทว่ายามนี้ยังอยู่ในขอบเขตของวรยุทธทางโลก เื่นี้พวกเราก็ยากจะแก้ไขให้ได้เช่นกัน” หลี่ชิงชิวกล่าวปฏิเสธ
หลิวฟั่นโจวมิได้ผิดหวัง เขาเพียงแค่เปรยขึ้นมาเฉยๆ อย่างไรเสียก็มิใช่ปัญหาของเขา
เขาสนใจในสำนักชิงเซียวมาก การที่หลีตงเยว่รักษาลูกสาวเขาหายได้ในสามเข็มนั้นช่างอัศจรรย์นัก เขาจึงขอพำนักอยู่บนเขาต่ออีกสามวัน ซึ่งหลี่ชิงชิวมิได้ขัดขวาง เพราะเรือนพักใต้ซุ้มประตูสำนักมีห้องหับว่างมากมายซึ่งเตรียมไว้รับแขกอยู่แล้ว
คุยกันต่ออีกครู่หนึ่ง หลี่ชิงชิวก็ลุกจากไป ปล่อยให้จางยวี่ชุนคอยต้อนรับต่อ
จางยวี่ชุนสนใจเื่การค้าขายมากจึงเริ่มขอคำชี้แนะจากหลิวฟั่นโจว ตลอดสามวันที่เหลือเขาจึงสนิทสนมกับหลิวฟั่นโจวเป็พิเศษ
สามวันต่อมา หลิวเยียน ลูกสาวของหลิวฟั่นโจวกลับดึงดันจะกราบหลีตงเยว่เป็อาจารย์ให้ได้ ไม่ยอมลงเขาไป หลิวฟั่นโจวจึงต้องมาขอร้องหลี่ชิงชิว ซึ่งสุดท้ายเขาก็ยอมตกลง
เมื่อหลิวเยียนกราบเข้าสำนักแล้ว หลี่ชิงชิวก็เปิดแผงหน้าจอมรดกเต๋าดูคุณสมบัติทันที
น่าเสียดายที่หลิวเยียนไม่มีลิขิตชะตาพิเศษใดๆ พร์และความเข้าใจอยู่ในระดับธรรมดาสามัญ
ทว่านานวันเข้า หลี่ชิงชิวกลับรู้สึกว่าระดับ "ธรรมดาสามัญ" ก็นับว่าเป็อัจฉริยะแล้ว เพราะนี่คือพร์ในการบำเพ็ญเซียน ซึ่งคนส่วนใหญ่มักจะได้ค่าพลังในระดับ "ต่ำมาก" หรือ "ไม่ติดอันดับ" เสียมากกว่า
เมื่อลูกสาวกราบอาจารย์สำเร็จ หลิวฟั่นโจวก็ดีใจยิ่งนัก เขารีบลงเขาไปทันทีพร้อมบอกว่าจะส่งของขวัญชิ้นใหญ่มาให้อีก
นี่ถือเป็ลาภลอยที่ไม่ได้คาดฝัน
ราตรีมาเยือน
หลี่ชิงชิวเดินทางมาที่ทะเลสาบิญญาใต้พิภพเพียงลำพัง ด้วยตบะของเขาในยามนี้ การเดินทางจากยอดเขาลงมาถึงที่นี่ใช้เวลาเพียงไม่นาน
เขาหยิบมีดสั้นเล่มเล็กที่เจียงกว๋อเทียนเคยมอบให้ขึ้นมา แล้วเริ่มชักนำปราณิญญาเข้าไปอีกครั้ง
ยามที่เขาอยู่ระดับที่ 4 แม้จะล้มเหลว ทว่าเขาััได้ชัดเจนว่าแรงสะท้อนจากผนึกในมีดสั้นนั้นไม่รุนแรงเท่าเดิม เขาจึงมั่นใจว่าเมื่อถึงระดับที่ 5 เขาจะทำสำเร็จแน่นอน
ทะเลสาบใต้ดินส่องประกายสลัว หินิญญาที่ฝังอยู่ตามผนังถ้ำดูประดุจดวงดาราระยิบระยับ ภายในถ้ำมีเสียงลมพัดผ่านเบาๆ ทำให้บรรยากาศเงียบสงบยิ่งขึ้น
หลี่ชิงชิวนั่งขัดสมาธิริมน้ำ ชายเสื้อไหวเอนเล็กน้อย ยามที่เขาส่งปราณเข้าไปในมีดสั้น ปราณิญญารอบกายเริ่มรวมตัวกันจนเกิดเป็กระแสพลังไหลเวียน
ครู่หนึ่งผ่านไป...
มีดสั้นในมือเริ่มเปล่งแสงสีเงินจางๆ เขาประจักษ์แก่สายตาก็เผยสีหน้ายินดี
สำเร็จแล้ว!
เขาสามารถทะลวงผนึกภายในมีดสั้นได้สำเร็จ และได้ประทับตราปราณิญญาของตนลงไป บัดนี้เขาััได้ถึงการเชื่อมต่อทางจิติญญากับมีดสั้นเล่มนี้ และในขณะเดียวกัน เขาก็ได้รับข้อมูลบางอย่างสื่อออกมา
มีดสั้นเล่มนี้มีชื่อว่า "มีดเหินมัจฉา" เป็อาวุธวิเศษ (อาวุธระดับนักบำเพ็ญเซียน) ที่แฝงอาคมในตัว มีความคมกริบถึงขีดสุดและสามารถตัดขาดกระแสปราณได้
“สมกับเป็อาวุธวิเศษของนักบำเพ็ญเซียน ช่างอัศจรรย์ล้ำลึกนัก”
หลี่ชิงชิวทึ่งในระบบผนึกภายในอาวุธ ผนึกเหล่านี้ถูกจารึกด้วยปราณิญญา สามารถบรรจุข้อมูลและเปลี่ยนกลไกให้กลายเป็สภาวะที่ไร้รูปลักษณ์ได้ สิ่งนี้ก้าวข้ามขอบเขตของวรยุทธทางโลกไปไกลลิบ
การทำความเข้าใจผนึกเหล่านี้ บางทีอาจทำให้เขาบรรลุถึงวิธีการหลอมสร้างอาวุธวิเศษขึ้นมาเองได้
สำนักชิงเซียวในอนาคต จะต้องมีอาวุธวิเศษประจำกายกันทุกคน มิเช่นนั้นจะนับว่าเป็สำนักบำเพ็ญเซียนได้อย่างไร?
หลี่ชิงชิวเริ่มฝึกควบคุมมีดเหินมัจฉา เมื่อมันยอมรับนายแล้ว เขาก็สามารถควบคุมมันได้ดั่งใจนึกประดุจเป็อวัยวะส่วนหนึ่งของร่างกาย ยิ่งฝึกเขาก็ยิ่งชอบใจ
จากนั้นเขาจึงออกจากถ้ำมาที่ป่าเขา เขาสะบัดมีดเหินมัจฉาออกไปเพื่อทดสอบดูว่าระยะควบคุมไกลที่สุดจะอยู่ที่เท่าใด
แม้มีดจะพุ่งหายไปจากสายตา ทว่าเขาก็ยังััได้ถึงทิศทางและระยะห่างของมัน ความรู้สึกนี้ประหลาดและมหัศจรรย์ยิ่งนัก
ยิ่งระยะไกลออกไป พลังในการควบคุมก็จะยิ่งอ่อนกำลังลง
เมื่อถึงระยะประมาณสามร้อยจาง (ราว 1 กิโลเมตร) ััระหว่างเขากับมีดก็ขาดสะบั้นลง หลี่ชิงชิวเดินไปข้างหน้าไม่กี่ก้าวก็ััได้อีกครั้ง จึงสะบัดมือเรียกมันกลับมา
ระยะสามร้อยจางนับว่าไม่ใกล้เลย!
หากเทียบกับโลกเดิม ระยะหวังผลและความเร็วของมันทัดเทียมกับปืนสไนเปอร์เลยทีเดียว
ท่ามกลางเสียงแหวกอากาศที่แหลมคม หลี่ชิงชิวชูมือขึ้นรับมีดเหินมัจฉาที่พุ่งกลับมา ทันทีที่เข้ามือ พลังที่แฝงมาก็สลายไปจนสิ้น ทำให้เขารับได้นุ่มนวลโดยไม่มีแรงกระแทกแม้แต่น้อย
“ไร้ซึ่งหลักการทางวิทยาศาสตร์โดยสิ้นเชิง มีเพียงความลี้ลับของวิถีเซียนเท่านั้น”
หลี่ชิงชิวรำพึงเบาๆ เขาใช้อีกมือลูบผ่านใบมีดเพื่อสลายปราณิญญาภายใน จนมันกลับดูเหมือนอาวุธธรรมดาทั่วไป เขาถึงจะวางใจ
ยามนี้ต่อให้พบเจอนักบำเพ็ญเซียนคนอื่น ก็ยากจะสังเกตเห็นความไม่ธรรมดาของมีดเล่มนี้
คงต้องหาปลอกมีดดีๆ สักอันมาใส่ แล้วพกติดตัวไว้ที่เอว
หลี่ชิงชิวคิดพลางเดินขึ้นเขา
เขาเคลื่อนที่ด้วยความเร็วที่ไม่เร่งรีบนัก ทว่าฝีเท้าเบาหวิวจนไร้ซึ่งเสียงฝีเท้าอันเป็นิสัยความเคยชิน
ระหว่างทางผ่านป่าละเมาะ หลี่ชิงชิวหันไปมองเมื่อได้ยินเสียงใครบางคนกำลังฝึกดาบอยู่ไกลๆ
เขาแอบเข้าไปดู จึงพบว่ากลางป่ามีเด็กหนุ่มคนหนึ่งกำลังร่ายรำกระบี่ เมื่อมองดูชัดๆ ก็พบว่าเป็ เสวี่ยจิน สมาชิกของหน่วยสิบสามกระบี่สังหารนั่นเอง
เสวี่ยจินคือหนึ่งในศิษย์ส่วนน้อยที่มีพร์การฝึกตนและความเข้าใจในระดับ "ดีเยี่ยม" ซึ่งหลี่ชิงชิวเป็คนแนะนำเข้าหน่วยด้วยตนเอง เขาจึงจำได้แม่น
ดึกป่านนี้แล้ว ไฉนเขาถึงมาฝึกกระบี่ลำพังที่นี่?
ที่นี่ห่างจากเรือนพักของหน่วยสิบสามกระบี่สังหารตั้งสองสามลี้ หรือว่าเขากลัวคนอื่นจะเห็น?
หลี่ชิงชิวเฝ้ามองเงียบๆ และพบว่าเพลงกระบี่ที่เสวี่ยจินกำลังรำอยู่นั้น เขาไม่เคยเห็นมาก่อน เขาเคยไปดูเจียงจ้าวเซี่ยสอนสั่งศิษย์ในหน่วย ทว่าเจียงจ้าวเซี่ยมิได้สอนเพลงกระบี่ชุดนี้
ดูท่าเสวี่ยจินคนนี้จะมีความลับซ่อนอยู่
หลี่ชิงชิวเปิดแผงหน้าจอมรดกเต๋าตรวจสอบ เมื่อพบว่าค่าความภักดีของเสวี่ยจินมิได้ลดลง เขาก็ไม่ได้คิดอะไรมากแล้วเดินขึ้นเขาต่อ
ทุกคนย่อมมีความลับ ขอเพียงไม่เป็ภัยต่อสำนักชิงเซียวก็ถือว่าใช้ได้
เหมันต์ละลายสิ้น วสันตลมพัดหวน
หลิวฟั่นโจวจากไปเพียงหนึ่งเดือนก็นำคนกลับมา คราวนี้เขาพาคนมานับร้อย ดูอึกทึกครึกโครมยิ่งนัก ปรากฏว่าเขาตั้งใจจะสร้างถนนขึ้นเขาให้แก่สำนักชิงเซียว!
“สำนักชิงเซียวของท่านดีทุกอย่าง เสียอย่างเดียวคือขึ้นเขาลำบากเหลือเกิน เกี้ยวก็ขึ้นไม่ได้ ข้าต้องตะเกียกตะกายขึ้นมาเอง ช่างไม่สะดวกเอาเสียเลย บัดนี้ลูกสาวข้ากราบเข้าสำนักแล้ว วันหน้าข้าต้องมาบ่อยๆ หากไม่สร้างถนนคงทำให้ข้าอายุสั้นลงแน่ๆ”
หลิวฟั่นโจวเช็ดเหงื่อพลางหัวเราะร่ากล่าวกับหลี่ชิงชิว
ได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นเช่นนี้ หลี่ชิงชิวย่อมกล่าวขอบคุณซ้ำแล้วซ้ำเล่าและมิอาจปฏิเสธได้
หนึ่ง เพราะสำนักชิงเซียวจำเป็ต้องมีถนนจริงๆ และสอง อีกฝ่ายอุตส่าห์พาคนมามากมายขนาดนี้ หากปฏิเสธไปความเสียหายย่อมมิอาจทดแทนได้ และอาจจะหมางใจกันเปล่าๆ
หลิวฟั่นโจวยังกล่าวอีกว่า วันหน้าไม่ว่าเขาจะไปที่ใด เขาจะช่วยโฆษณาประชาสัมพันธ์ให้สำนักชิงเซียว เพื่อให้ผู้ที่มีความจำเป็ได้ขึ้นเขามาขอรับการรักษามากขึ้น
“มหาเศรษฐีหลิว ข้าซาบซึ้งในความปรารถนาดีของท่านมาก ทว่ายามท่านบอกต่อคนอื่น อย่าได้กล่าวเกินจริงไปนัก เกรงว่าหากศิษย์น้องข้ารักษาไม่ได้ นอกจากจะเสียชื่อสำนักแล้ว ยังจะทำให้ท่านเสียหน้าไปด้วย” หลี่ชิงชิวกล่าวปนยิ้ม
“เข้าใจแล้ว เข้าใจแล้ว! ข้าทำงานท่านวางใจได้เลย!”
หลิวฟั่นโจวสะบัดแขนเสื้อกล่าวอย่างองอาจ
หลี่ชิงชิวยิ่งมองก็ยิ่งถูกใจเขา จึงตัดสินใจว่าจะคอยดูแลหลิวเยียนให้มากขึ้น เมื่อใดที่ค่าความภักดีของหลิวเยียนถึงระดับหนึ่ง เขาจะถ่ายทอดเคล็ดวิชาคัมภีร์ไท่ชิงหุ่นหยวนขั้นแรกให้นาง
ทั้งคู่คุยกันได้ไม่นาน หลิวฟั่นโจวก็ถูกจางยวี่ชุนลากตัวไป ทั้งคู่แม้อายุจะต่างกันถึงยี่สิบสามปี ทว่ากลับคุยกันถูกคอประหนึ่งสหายต่างวัย มีเื่ให้สนทนากันไม่รู้จบ
การสร้างถนนมิใช่เื่ที่จะเสร็จในวันเดียว ยิ่งต้องผ่านขุนเขาที่สลับซับซ้อน หลิวฟั่นโจวจึงทิ้งคนรับใช้ไว้คนหนึ่งเพื่อคุมงานช่าง ส่วนตัวเขามีธุระจึงพายอดฝีมือทั้งสองลงเขาไปก่อน
หลี่ชิงชิวยืนอยู่บนยอดเขา ทอดสายตามองลงไปเบื้องล่าง ด้วยสายตาที่แหลมคมของเขา เขาสามารถมองเห็นเงาร่างของเหล่าช่างที่กำลังทำงานกันอย่างขะมักเขม้นอยู่ที่ตีนเขาไกลๆ
อยากรวยต้องสร้างถนน... ทุกอย่างกำลังดำเนินไปในทิศทางที่ดี
