บทที่ 10
เข้าตัวเมืองแล้ว
แม้จะกินครบสามมื้อ แต่ซ่งหยวนก็ยังทำใจยอมรับรสััสากคอของม่ายฟั่นได้ยาก โชคดีที่มีปลาเล็กจี่กระทะมาแกล้มม่ายฟั่น จึงฝืนกินลงไปได้หนึ่งชาม
หลังอาหาร เขาเล่ารู้สึกไม่สบายท้องอย่างยิ่ง
ยามดึกสงัดไร้สรรพเสียง มีเพียงเสียงแมลงกรีดร้องเป็พักๆ และเสียงสุนัขเห่าหอนแว่วมาจากที่ไกลๆ
อาศัย่ที่เอ้อหลินหลับสนิท จิตของซ่งหยวนก็เข้าสู่ห้องครัว เปิดตู้เย็นสี่ประตูขนาดมหึมาออก
โซนแช่เย็นอยู่้า ฝั่งซ้ายเป็โซนผลไม้ ฝั่งขวาเป็โซนผัก
ช่องวางของตรงบานประตูมีไข่ไก่ รวมถึงน้ำขวด นม เบียร์ เครื่องดื่มต่างๆ และขนมขบเคี้ยวบางส่วน
น้ำพริกที่เขาทำไว้ก่อนหน้านี้ ส่วนใหญ่ยกให้เพื่อนที่เป็บล็อกเกอร์อาหารไปเกือบหมด เหลือติดไว้เพียงไม่กี่ขวด
เพื่อนคนนั้นให้ผงน้ำผึ้งขนาด 1 กิโลกรัมเป็การตอบแทน บอกว่าเป็น้ำผึ้งที่ไปเก็บเองกับมือ
นอกจากนี้ยังมีเนื้อรมควัน กุนเชียง และผักดองอีกจำนวนหนึ่ง
เพราะทุกคนต่างเป็บล็อกเกอร์อาหาร มีประสบการณ์คล้ายคลึงกัน ทุกครั้งที่ถ่ายวิดีโอไม่มีทางสำเร็จในครั้งเดียว ต้องผ่านความล้มเหลวนับครั้งไม่ถ้วน ถึงจะสร้างสรรค์อาหารที่สมบูรณ์แบบออกมาได้หนึ่งจาน
เพื่อไม่ให้เสียของ อาหารที่หน้าตาไม่เป๊ะเ่าั้จึงมักจะถูกส่งต่อให้ญาติสนิทมิตรสหาย
เมื่อมีการแลกเปลี่ยนกันไปมา นานวันเข้า ในตู้เย็นของซ่งหยวนจึงมีของแปลกๆ เพิ่มขึ้นมากมาย
อย่างเช่น "ยาเม็ดกลิ่นเย็น" ที่สาบสูญไปนาน, "เหล้าหยกนวล" ที่บ่มนานถึง 49 วัน หรือแม้แต่ "ผักโขมกระป๋อง" ที่กินแล้วพลังมหาศาล...
แต่ละอย่างช่างล้ำลึกขึ้นเรื่อยๆ
อะแฮ่ม เข้าเื่กันต่อ
ซ่งหยวนนำของที่เพื่อนให้มาวางไว้ในช่องวางของ แยกออกจากวัตถุดิบเดิมของตู้เย็นอย่างชัดเจน
มีเพียงวัตถุดิบเดิมของตู้เย็นเท่านั้นที่จะได้รับการเติมใหม่ทุกวัน ส่วนอาหารที่นำจากภายนอกมาแช่ไว้ หากใช้หมดแล้วจะไม่มีการรีเฟรชใหม่
ชั้นล่างของตู้เย็นเป็โซนแช่แข็ง ฝั่งซ้ายวางอาหารทะเล ฝั่งขวาวางเนื้อสัตว์
โซนอาหารทะเลคงไม่ต้องพูดถึง
จุดสำคัญอยู่ที่โซนเนื้อสัตว์ฝั่งขวา นอกจากเนื้อหมู 5 กิโลกรัมที่มีให้ทุกวันแล้ว ยังมีเนื้อไก่ เป็ด เนื้อวัว และเนื้อแกะอย่างละ 2.5 กิโลกรัม รวมถึงเครื่องในสัตว์อีกประปราย รวมๆ แล้วมีน้ำหนักประมาณ 5 กิโลกรัม
ซ่งหยวนนำเนื้อสัตว์ทั้งหมดออกมา เขาไม่แน่ใจว่าตอนนี้กี่โมงแล้ว ทำได้เพียงปิดตู้เย็นแล้วรออยู่ข้างนอก
รอจนเกือบจะหลับ เขาจึงเปิดตู้เย็นอีกครั้งด้วยความงัวเงีย ปรากฏว่าของข้างในถูกเติมจนเต็มอีกครั้งจริงๆ
เดิมทีเขาวางแผนจะเข้าเมืองในอีกสองวันข้างหน้า เพื่อนำเนื้อเหล่านี้ไปขาย น่าจะแลกเป็เงินกลับมาได้บ้าง
ทว่า สายฝนกลับทำให้แผนการของเขาพังทลาย
โบราณว่า "ฝนฤดูใบไม้ผลิมีค่าดั่งน้ำมัน" แต่ในยุคโบราณ สายฝนนำมาซึ่งความไม่สะดวกสบายมากมาย
ฝนตกปรอยๆ ต่อเนื่องไร้เงาแดด ผ้าอ้อมของหยาหยาไม่ยอมแห้งเสียที ทำได้เพียงก่อเตาไฟในห้องเพื่อผิงผ้าอ้อมให้แห้ง
สิ่งที่ซ่งหยวนยอมรับไม่ได้ที่สุดก็คือ หลังคารั่ว
กลางดึกขณะกำลังหลับ ซ่งหยวนรู้สึกได้ถึงหยดน้ำที่ตกลงบนใบหน้า เขาตื่นขึ้นมาด้วยความใ รีบเขย่าตัวเอ้อหลินที่กำลังหลับสนิท "น้องชาย ตื่นเร็ว"
เอ้อหลินถามอย่างงัวเงีย "มีอะไรหรือขอรับ"
"หลังคาดูเหมือนจะรั่วแล้ว" ซ่งหยวนแทบสติแตก
ทว่าเอ้อหลินกลับนิ่งเฉย "อ้อ งั้นท่านก็ย้ายที่นอนสิขอรับ"
ซ่งหยวนทำได้เพียงหยิบหมอน คลานไปนอนอีกฝั่งหนึ่ง แต่ไม่นานนัก ตรงเท้าของเขาก็เปียกชุ่มไปด้วยน้ำฝนอีก
เขาโอบกอดแขนตัวเอง ในใจรู้สึกรันทดอย่างยิ่ง ในที่สุดเขาก็เข้าใจถึงอารมณ์ของตู้ฟู่ตอนแต่งบทกวี 'กระท่อมหญ้าถูกลมสารทพัดพัง' แล้ว
"หัวเตียงหลังคารั่วไร้ที่แห้ง สายฝนราวด้ายป่านตกไม่ขาดสาย" ซ่งหยวนร่ายบทกวีอย่างน่าเวทนา ผ้าห่มทั้งชื้นทั้งหนาว ใจของเขาก็หนาวเหน็บตามไปด้วย
ชีวิตแบบนี้ เขาจะทนอยู่ได้สักกี่น้ำกัน!
วันรุ่งขึ้น ฝนยังคงไม่หยุดตก
ซ่งหยวนยืนอยู่ที่หน้าประตู เงยหน้ามองท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยเมฆครึ้ม สายฝนโปรยปรายไม่ขาดสาย
ใบหน้าของเขาดูอมทุกข์และระทมใจมากขึ้นเรื่อยๆ
คู่แฝดเห็นท่าทางของเขาแล้วต่างก็อยากจะอยู่ห่างๆ เข้าไว้
พี่ใหญ่ในตอนนี้ดูน่ากลัวเหลือเกิน
จนกระทั่งเช้าวันที่สาม แสงแดดที่ห่างหายไปนานก็สาดส่องเข้ามาในบ้าน ซ่งหยวนไม่สนแม้แต่จะใส่รองเท้าถุงเท้า เขารีบวิ่งออกไปนอกประตูทันที
เห็นเมฆบนขอบฟ้าค่อยๆ สลายตัวไป ดวงตะวันสีแดงก่ำค่อยๆ เคลื่อนตัวขึ้น
ภายใต้แสงสีทองยามเช้า คันนา สระน้ำ และกระท่อมหญ้าแฝกสอดประสานกัน กลายเป็ภาพวาดชนบทในฤดูใบไม้ผลิที่งดงามยิ่งนัก
ซ่งหยวนดีใจจนแทบคลั่ง ท่าทางเกือบจะเหมือนคนเสียสติ "เอ้อหลิน เอ้อหลินเ้ามาดูเร็ว แดดออกแล้ว!"
เอ้อหลินนิ่งเงียบ เขาเข้าใจดีว่าหลายวันที่ผ่านมาพี่ใหญ่คงจะอึดอัดจนแทบะเิแล้วจริงๆ
เมื่อได้ยินเสียงะโของซ่งหยวน เอ้อหยาก็ตื่นตามมา นางรีบนำผ้าอ้อมของหยาหยาออกไปตากข้างนอกอย่างคล่องแคล่ว
ซ่งหยวนกลับเข้าห้องไปสวมรองเท้าถุงเท้า ล้างหน้าแปรงฟันอย่างรวดเร็ว ถอดผ้าไว้ทุกข์ออก เปลี่ยนเป็ชุดผ้าเนื้อหยาบที่สะอาด และจัดแต่งทรงผมที่ยุ่งเหยิงให้เรียบร้อย
แผลที่ท้ายทอยของเขาหายดีและตกสะเก็ดแล้ว ตราบใดที่มือไม่บอนไปแกะมันก็ไม่มีปัญหาอะไร
เขารวบผมมัดไว้ข้างหลัง แบกตะกร้าสะพายหลังของท่านพ่อซ่งที่เคยใช้ใส่ล่าสัตว์ แล้วบอกกับฝาแฝดว่า "พี่จะเข้าตัวเมืองสักหน่อย คืนนี้ไม่แน่ว่าจะกลับมาทันไหม ถ้าดึกแล้วพี่ยังไม่กลับ พวกเ้าก็ไม่ต้องเปิดประตูทิ้งไว้รอพี่นะ"
"ขอรับพี่ใหญ่" เอ้อหลินรับคำอย่างว่าง่าย
ซ่งหยวนยังคงไม่ค่อยวางใจที่จะทิ้งเด็กๆ ไว้ตามลำพัง จึงกำชับกำชาต่ออีกยาวเหยียด "มีเื่อะไรก็ไปหาท่านป้าหนิว ถ้าแก้ปัญหาไม่ได้ก็รอพี่กลับมา"
เอ้อหลินเริ่มจะเอือมระอาเล็กน้อย "ทราบแล้วขอรับพี่ใหญ่"
"งั้นพี่ไปล่ะ" ซ่งหยวนโบกมือแล้วก้าวเดินจากไปด้วยท่าทางกระฉับกระเฉง
คู่แฝดยืนอยู่ที่หน้าประตู มองตามแผ่นหลังของเขาที่ค่อยๆ ลับตาไป
เอ้อหยาบิดนิ้วตัวเองไปมาโดยไม่รู้ตัว เอ่ยเสียงแ่ "พี่รอง ท่านว่าพี่ใหญ่จะกลับมาจริงๆ หรือ"
"ก็น่าจะกลับมานะ" น้ำเสียงของเอ้อหลินก็ดูไม่มั่นใจนัก
ไม่รู้ว่านึกถึงอะไรขึ้นมา ใบหน้าเล็กๆ ของเอ้อหยาก็เปลี่ยนไปทันที นางพูดอย่างตื่นตระหนก "แย่แล้ว พี่ใหญ่คงไม่ได้แอบเอาเสบียงหนีไปหรอกนะ"
ได้ยินเช่นนั้น เอ้อหลินก็รีบวิ่งไปดูในครัวทันที ก่อนจะเดินออกมาบอกว่า "เปล่า เสบียงยังอยู่ครบ"
"ค่อยยังชั่ว" เอ้อหยาถอนหายใจทิ้ง ในใจไม่ได้รู้สึกผิดเลยที่สงสัยในตัวซ่งหยวน
จากนั้นเอ้อหลินก็เสริมขึ้นว่า "พี่ใหญ่ยังทิ้งไข่ไก่ไว้ให้พวกเราอีกสองฟองด้วยนะ"
"จริงหรือ!" เอ้อหยาดีใจจนเนื้อเต้น ใบหน้าเล็กๆ เต็มไปด้วยความตื่นเต้น "งั้นพวกเรารีบเอาไข่ไปต้มกินกันเถอะ"
เอ้อหลินใช้นิ้วจิ้มหน้าผากนางเบาๆ แล้วดุว่า "วันหน้าห้ามปรักปรำพี่ใหญ่อีกนะ"
เอ้อหยาย่นจมูก พลางพูดอย่างไม่เต็มใจนัก "รู้แล้วๆ"
เนื่องจากฝนเพิ่งจะหยุดตก ถนนหนทางจึงเต็มไปด้วยโคลนตม เดินไปได้ไม่ไกล รองเท้าก็ทั้งเปียกทั้งสกปรก
พอคิดว่าต้องเดินอีกตั้ง 1 ชั่วยาม (2 ชั่วโมง) ถึงจะถึงตำบล ซ่งหยวนก็แทบอยากจะหันหลังกลับบ้านทันที
จังหวะนั้นเอง เขาได้ยินเสียงใครบางคนะโเรียกจากข้างหลัง "เ้าเด็กตระกูลซ่ง เ้าจะไปไหนน่ะ"
ซ่งหยวนหันกลับไปมอง เห็นชายวัยกลางคนคนหนึ่งกำลังขับเกวียนลาผ่านมา
เขาครุ่นคิดครู่หนึ่งถึงจำได้ว่าอีกฝ่ายเป็ใคร จึงโบกมือทักทายอย่างกระตือรือร้น "ท่านอาต้าจู้ ข้าจะเข้าตัวเมืองขอรับ"
ท่านอาต้าจู้เอ่ยเสียงเรียบ "ข้ากำลังจะเข้าตำบลพอดี งั้นก็ติดรถไปกับข้าแล้วกัน"
"ขอบคุณท่านอาต้าจู้ขอรับ" ซ่งหยวนไม่มัวแต่อ้อมค้อม รีบปีนขึ้นเกวียนลาแล้ววางตะกร้าสะพายไว้ข้างตัว
ท่านอาต้าจู้มักจะเป็คนถามคำตอบคำ หลังจากซ่งหยวนขึ้นรถมาเขาก็เริ่มเงียบงัน
แต่ซ่งหยวนเป็พวกชอบพูดคุย พอขยับตัวนั่งให้มั่นคงแล้วก็เขยิบเข้าไปใกล้ ชวนคุยอย่างเริงร่า "ท่านอา ท่านเข้าตำบลไปทำอะไรหรือขอรับ"
"ไปส่งของให้เ้าเถี่ยจื่อน่ะ" ท่านอาต้าจู้ตอบ
ซ่งหยวนถึงนึกออกว่า จางเถี่ยจื่อลูกชายคนเล็กของท่านอาต้าจู้ ทำงานเป็เด็กรับใช้ในร้านผ้าไหมในตำบล
ในสายตาของชาวบ้าน การมีงานทำในเมืองถือว่าอนาคตไกลแล้ว
ซ่งหยวนชวนท่านอาต้าจู้คุยไปตลอดทาง แต่ส่วนใหญ่จะเป็เขาที่เป็ฝ่ายพูด ส่วนท่านอาต้าจู้จะตอบกลับมาเพียงประโยคสองประโยคเป็พักๆ
เมื่อถึงตำบลซีเจียง เขาเอ่ยลาท่านอาต้าจู้อย่างอาลัยอาวรณ์
จากนั้น ซ่งหยวนก็ไปเช่าเกวียนลาในตำบลเพื่อเดินทางต่อไปยังตัวเมือง
เนื่องจากในตัวไม่มีเงินเลย เขาจึงหยิบไข่ไก่ 10 ฟองออกจากตะกร้า สอบถามว่าสามารถใช้ไข่ไก่จ่ายแทนค่ารถได้หรือไม่
ไก่หนึ่งตัวมีราคาประมาณ 40 อีแปะ ไข่ไก่จึงมีราคาประมาณฟองละ 1 อีแปะ
ไข่ไก่ 10 ฟองก็เท่ากับ 10 อีแปะ ซึ่งเพียงพอสำหรับค่าเดินทางเที่ยวนี้แล้ว
อีกทั้งไข่ไก่ที่ซ่งหยวนหยิบออกมามีขนาดใหญ่และสดมาก พอดีกับที่คนขับเกวียนอยากได้ไปบำรุงภรรยาที่กำลังตั้งท้องพอดี เขาจึงตอบตกลงด้วยความยินดี
จากตำบลไปยังตัวเมือง ระยะทางว่าไกลก็ไม่ไกลแต่ก็นั่งเกวียนลานานถึง 2 ชั่วยาม (4 ชั่วโมง)
โชคดีที่ซ่งหยวนออกเดินทางั้แ่เช้าตรู่ เมื่อถึงตัวเมืองจึงเป็่เที่ยงพอดี
ทันทีที่ผ่านประตูเมืองเข้าไป ก็จะเห็นฝูงชนขวักไขว่ ดูคึกคักและรุ่งเรืองกว่าตำบลซีเจียงมากนัก นี่คือเหตุผลที่ซ่งหยวนดึงดันจะมาที่ตัวเมืองให้ได้
ในตัวเมืองมีเศรษฐีมากมายที่พิถีพิถันเื่การกินการอยู่ ปริมาณการบริโภคเนื้อสัตว์ในแต่ละวันจึงสูงมาก เนื้อหนักหลายสิบกิโลกรัมในมิติของเขาย่อมจะปล่อยออกได้ง่ายกว่าที่นี่
ซ่งหยวนประเมินเวลาดู ตอนนี้เป็ยามเซิน (บ่าย 3 ถึง 5 โมงเย็น) หมายความว่าถ้าเขาเริ่มเดินทางกลับตอนบ่าย 3 โมง เขาก็จะถึงตำบลตอนทุ่มหนึ่ง และกลับถึงหมู่บ้านประมาณสองทุ่ม ซึ่งเวลาไม่ถือว่าดึกเกินไปนัก
เวลาช่างกระชั้นชิดจริงๆ
ซ่งหยวนนัดแนะกับคนขับเกวียนว่าให้ไปเจอกันที่ร้านน้ำชาหน้าประตูเมือง หากถึงยามเซินแล้วเขายังไม่มา ก็ไม่ต้องรอ
เมื่อเข้าเมืองมาแล้ว ซ่งหยวนก็เลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวาจนเดินเข้าไปในตรอกเล็กๆ ที่ไร้ผู้คน เขามองซ้ายมองขวาจนแน่ใจว่าไม่มีใครผ่านมา จึงรีบนำเนื้อไก่ เป็ด หมู และแกะที่นำออกมาจากตู้เย็นตลอดหลายวันที่ผ่านมาใส่ลงในตะกร้าสะพายหลัง
จากนั้น เขาก็สะพายตะกร้าขึ้นหลังจนเสียหลักเซไปวูบหนึ่ง "ซี้ด... หนักจริงๆ"
เพิ่งจะเดินออกจากตรอกมาได้ไม่กี่ก้าว ไหล่ของเขาก็ถูกใครบางคนตบเข้าอย่างแรง!
