“ก๊อก ก๊อก ก๊อก”
ใน่เวลาดึกที่บ้านหลังหนึ่ง อยู่ๆ ก็มีเสียงเคาะดังขึ้นมาจากข้างผนัง จิ้งหยวนห่อตัวเองด้วยผ้าห่มอย่างแ่าปิดหัวท้ายห่อตัวเป็ดักแด้
เขาเพิ่งดูหนังผีจบมาหมาดๆ แต่ก็ไม่คิดว่ามันจะตามมาหลอกหลอนที่นอกจอในชีวิตจริง
“บ้าเอ๊ย ฉันตัดสินใจผิดหรือเปล่าที่ย้ายมาอยู่ในบ้านผีสิงแบบนี้”
จิ้งหยวนได้บ่นพึมพำอย่างบ้าคลั่งในใจ โดยโผล่หัวออกมาจากกองผ้าห่มจ้องมองไปที่ประตูนอกห้องเป็ครั้งคราว
เป็เวลาเกือบ 3 วันแล้ว ที่เขามาอยู่ที่นี่และพบเข้ากับเสียงแปลกๆ
จิ้งหยวนเกิดมาไม่เคยเห็นหน้าตาพ่อและแม่ มีเพียงปู่คนเดียวที่รับเขามาเลี้ยงจากสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า แต่แล้วทางธนาคารก็พึ่งจะส่งข่าวว่าเขามีทรัพย์สินที่ปู่ทิ้งไว้ให้จำนวนหนึ่งที่ยังไม่รับ ซึ่งก็คือที่ดินและบ้านหลังเก่าหลังนี้พร้อมกับเงินในบัญชีอีกจำนวนหนึ่ง
บางทีในอดีต เงินที่ปู่ทิ้งไว้ก็อาจจะเยอะกว่านั้น แต่หลังจากที่ธนาคารคำนวณค่าดูแลทรัพย์สิน หักล้างค่าโน้นค่านี้ก็เหลือเงินเพียงแสนกว่าหยวน
ด้วยที่เขาพึ่งจะเรียนจบและงานในยุคนี้ก็ค่อนข้างที่จะหายาก ค่าใช้จ่ายทุกอย่างจึงจำเป็ต้องประหยัด เขาก็เลยมาอยู่ที่บ้านของปู่แทนที่จะเช่าอยู่ในเมืองเพื่อลดค่าใช้จ่าย โชคดีที่แม้บ้านหลังนี้จะอยู่ที่ชานเมือง แต่มันก็มีรถไฟแล่นผ่านทำให้เขาไม่จำเป็ต้องกังวลเื่การเดินทาง
เพียงแต่ไม่คิด ว่าบ้านที่เขาอยู่ได้แค่ไม่กี่วัน มันจะส่งเสียงประหลาดๆ ออกมาหลอกหลอนเกือบทุกคืน
การนอนไม่หลับเพราะเสียงรบกวนแทบจะทำให้เขาเป็บ้า
ในที่สุดจิ้งหยวนก็ตัดสินใจลุกขึ้น มือคว้าไฟฉายขึ้นมาถือเป็กระบองออกไปตรวจดู มันเป็ไฟฉายเก่าที่ทำจากเหล็ก น้ำหนักก็เพียงพอที่จะใช้เป็อาวุธได้ แต่เดินไปจนทั่วบ้านแล้วเขาก็ยังไม่พบแหล่งที่มาของเสียงประหลาดนั้นเลย
“แปลกแฮะ”
“บ้านก็ไม่ได้ใหญ่แต่ทำไมถึงหาต้นเสียงไม่เจอ?”
บ้านหลังนี้เป็บ้านไม้กึ่งปูนสองชั้นเรียบง่าย พื้นที่ใช้สอยก็มีแค่บ้านใหญ่หนึ่งหลังกับเรือนเพาะปลูก มีสวนเล็กๆ หลังบ้านอีกนิดหน่อยที่ปู่ของเขาเคยใช้ปลูกผักกินเอง
“จิ้งหยวน”
“เหวอ”
“ใครพูด!!”
“ออกมานะไอ้โจรห้าร้อย”
ขณะเดินไปที่ห้องใต้ดินสำหรับเก็บของ ทันใดนั้นก็มีเสียงร้องทักขึ้น จิ้งหยวนที่เดินตรวจดูก็สะดุ้งใ เพราะในที่นี้ไม่เห็นใครคนอื่นอยู่นอกจากเขาเลยสักคน
“จิ้งหยวน”
“ถ้าได้ยิน ช่วยตอบรับเสียงนี้หน่อย”
เสียงเก่าๆ แหบๆ ดังขึ้นอีกครั้ง และจิ้งหยวนก็ยิ่งหวาดกลัวในใจ เพราะเสียงนี้มันฟังดูน่ากลัวและก็ค่อนข้างคุ้นหูในเวลาเดียวกัน
“ใคร?”
“ออกมานะโว๊ยยย”
“ขอบอกไว้เลยนะว่าพ่อคนนี้เป็กังฟู”
“...”
ยิ่งได้ยินอีกครั้งก็มั่นใจว่าไม่ใช่อาการหูฝาด ทำให้จิ้งหยวนแตกตื่นยิ่งกว่าเก่า กางขาตั้งท่าใครคล้ายจะรอเตะใครสักคน
“จิ้งหยวน หากได้ยินเสียงนี้ก็ช่วยขานรับด้วย”
เสียงที่พูดเหมือนจะเป็แต่ประโยคเดิมๆ และทวนซ้ำๆ
เมื่อเงี่ยหูฟัง เขาก็พบว่าเสียงอู้อี้มันดังออกมาจากเข้ากล่องเก่าๆ ใบหนึ่งขนาดเท่าฝ่ามือ
“อะไร?”
“ลูกบิดไม้”
“ทำไมถึงมีเสียงออกมาจากของเล่นเก่าๆ นี้ได้ละ” เมื่อยื่นหน้าเข้ามาใกล้ๆ คราวนี้เสียงที่พูดก็เริ่มชัดขึ้น ก่อนที่จิ้งหยวนหยิบคิวบิกไม้ชิ้นนั้นขึ้นมาถือแล้วพลิกดู มันเป็คิวบิกในความทรงจำที่ปู่ของเขาเคยสอนเล่น
มันเป็ภาพและสัญลักษณ์แปลกๆ ที่ไม่รู้จักไม่มีความหมาย และไม่รู้อะไรดลใจให้เขาอยากจะบิดสัญลักษณ์ทั้งสี่ด้านให้ตรงขึ้นจนเกิดเสียง “แกร๊ก” ดังขึ้นมา
“เรียบร้อย ของแค่นี้มันก็แค่ของกล้วย..กะ..กล้วย เหวอออ”
[ติ้ง]
[การเข้ารหัสสำเร็จลุล่วง]
[ค้นพบDNAที่ตรงกับฐานข้อมูลที่ถูกบันทึก]
[ไม่ทราบว่า้าดูไฟล์ข้อความที่บันทึกไว้ในลูกบาศก์หรือไม่?]
จิ้งหยวนสะดุ้งใเมื่อลูกบาศก์ดังกล่าวเปล่งแสงออกมาและลอยอยู่กลางอากาศด้วยตัวของมันเอง
“เกิดอะไรขึ้น?”
จิ้งหยวนก็อุทานด้วยความประหลาดใจ กระทั่งแอบคิดว่าตอนนี้เขากำลังฝันอยู่หรือเปล่า มันผิดกฏฟิสิกส์มากที่อยู่ๆ ลูกบิดไม้ตรงหน้าจะเปล่งแสงและลอยได้ด้วยตัวเอง
“ทะ..ทำการเปิดไฟล์”
แม้จะใ แต่จิ้งหยวนก็ตอบรับเสียงดังกล่าว ก่อนที่ในเวลาไม่นาน ลูกบาศก์นั้นจะฉายภาพคนๆ หนึ่งออกมาเป็ภาพโฮโลแกรม
ปู่?
“...”
ชายชราตรงหน้าในชุดกาวสีขาวยาวถึงหน้าแข้ง จิ้งหยวนจำได้ทันทีว่าคนๆ นี้คือปู่ของเขา และแทบจะไม่มีเวลาให้จิ้งหยวนได้ตั้งตัว ปู่ของเขาในฉากโฮโลแกรมก็พูดออกมาราวกับเป็คนจริงๆ
“สวัสดีจิ้งหยวน หลานชายที่รักของฉัน”
“หากหลานกำลังดูวิดีโอนี้อยู่ แสดงว่าปู่น่าจะล้มเหลวในการกลับบ้านและเสียชีวิตอยู่ที่นี่”
เกิดอะไรขึ้น
ทำไมของประหลาดนี้ถึงแสดงภาพปู่ของฉันออกมา?
“...”
จิ้งหยวนสับสน แต่สายตาและหูของเขาก็ยังคงตั้งใจฟังภาพโฮโลแกรม
“พลังงานในลูกบาศก์มิติเหลือไม่มากและขอให้หลานตั้งใจฟังปู่ดีๆ”
“ที่จริงปู่เป็นักเดินทางข้ามเวลาจากโลกอนาคตในศตวรรษที่ 30 แต่เครื่องเดินทางอย่างลูกบาศก์เกิดผิดพลาดจนทำให้ปู่มาโผล่ที่โลกศตวรรษที่ 21”
“ตลอดเวลาปู่พยายามซ่อมแซมเพื่อหาทางกลับไปโลกเดิม แต่เพราะโลกปัจจุบันที่หลานอยู่ขาดอุปกรณ์และทรัพยากรบางอย่าง ทำให้ลูกบาศก์ที่พยายามซ่อมด้วยวัสดุเท่าที่หามาได้ มันดันเปิดอุโมงค์กาลเวลาไปยังอีกโลกหนึ่งที่อยู่ในยุคสมัยโบราณและไม่มีอยู่จริงในประวัติศาสตร์”
ชายชราก็พูดออกมาตรงๆ ไม่อ้อมค้อม ทำเอาจิ้งหยวนที่ฟังอยู่ได้แต่ยืนมึนงงด้วยสีหน้าที่ว่างเปล่า
ปู่ของเขาในความทรงจำเป็คนตัวใหญ่ เขาเป็ทหารที่เคยรบในาเวียดกง แม้จะในอดีตเมื่อเดินอยู่บนท้องถนน พวกอันธพาลก็แทบจะไม่เคยมาหาเื่วิ่งหนีทุกครั้งที่เห็น
บุคคลในภาพโฮโลแกรมมีความคล้ายคลึงกับปู่ที่อยู่ในความทรงจำของเขาประมาณ 70 เปอร์เซ็นต์ เพียงแต่ภาพปู่ของเขาในตอนนี้ ดูไม่แก่มากซึ่งหมายความว่าภาพนี้น่าจะอัดและบันทึกไว้นานแล้ว
“นี่คือเื่จริงงั้นเหรอ ไม่มีกล้องมาแอบถ่ายฉันอยู่สักทีหรอกนะ?”
เมื่อภาพสุดท้ายฉายจบ จิ้งหยวนก็พูดกับตัวเองด้วยความไม่เชื่อเล็กน้อย และมองรอบๆตัวเพื่อหากล้อง
แต่โดยไม่ทันตั้งตัว ลูกบาศก์นั้นก็ทำการยิงพลังงานเข้มข้นไปยังผนัง เกิดเป็ประตูมิติสีฟ้าหมุนควงเหมือนสายน้ำวน
“เชี่ย”
“ของจริงนี่หว๋า”
การที่อยู่ๆ มันทำการเปิดประตูแสบตาออกมาอย่างกะทันหันด้วยตัวเอง และถึงจะรู้มาก่อนว่าลูกบาศก์นี่คืออุปกรณ์ที่มีความสามารถในการเดินทางไปยังอีกโลก แต่การเห็นด้วยตาก็ยังคงเป็อะไรที่ยากจะปรับตัวไม่ให้ใ
“เอาไงดี”
จิ้งหยวนพูดพึมพำออกมาเบาๆ
เื่นี้แทบจะพลิกโลกที่เขาเคยเข้าใจแบบไม่หวนกลับ นักเดินทางข้ามเวลา ลูกบาศก์มิติ หรือแม้แต่การปรากฏของอีกโลก อยู่ๆ เขาก็รู้สึกอยากจะก้าวขาไปดูสักนิด
แต่ไม่รู้เพราะเขาแพ้เสียงในหัวหรือเป็เพราะอะไร
เพียงแค่คิดไปเรื่อย ร่างกายของเขาก็ดันเดินเข้าไปในประตูมิตินั้นอย่างลืมตัว
“ฉิบหาย”
“ฉันลืมใส่ชุดกาลอวกาศ”
ภายในประตูมิติห้วงเวลา จิ้งหยวนแทบจะบ้า คือเขาพึ่งจะนึกเื่สำคัญขึ้นได้อย่างหนึ่ง ว่าเขาดันลืมใส่ชุดป้องกันที่อยู่ในลูกบาศก์ มันเป็อุปกรณ์ป้องกันมิติบิดเบี้ยวในระหว่างเดินทาง แต่ตอนนี้มันก็สายเกินไปแล้วที่เขาจะขอชุดจากลูกบาศก์มาสวม
เพราะว่าร่างกายของเขาเริ่มมีการสลายตัวถูกแยกออกเป็ส่วนๆ คล้ายเส้นสปาเก็ตตี้ มองเห็นตับไตไส้พุ่งที่ลอยเคว้งคว้างกระจัดกระจายอยู่ในเส้นทางมิติด้วยตาของเขาเอง
จิตความคิดสุดท้ายค่อยๆ ดับวูบจางหายไปพร้อมกับแสงจ้า ในเวลาเดียวกันปลายอุโมงค์อีกด้านก็เปิดออกให้เห็นพื้นที่ของอีกโลกหนึ่งที่แตกต่าง
