เครือเชิงหรงจากฮ่องกง้าบริจาคเงินสามล้านหยวนให้แก่มหาวิทยาลัยหัวชิง เพื่อก่อตั้ง ‘กองทุนเพื่อการศึกษาเชิงหรง’
ข่าวนี้กลายเป็ประเด็นร้อนที่เหล่านักศึกษาต่างพากันพูดถึง
เพราะเื่นี้เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของนักศึกษาทุกคน แม้พวกเขาจะไม่บูชาเงิน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเมื่อมีโอกาสได้เงินมาโดยชอบธรรมแล้วจะมีต้องปฏิเสธ!
นี่ไม่ใช่เงินช่วยเหลือด้านการศึกษาที่มีเพียงนักศึกษาจากครอบครัวยากจนเท่านั้นที่จะสามารถยื่นขอได้ ทุนการศึกษานั้นจะใช้วิธีดูผลการเรียนเป็หลัก
ไม่ว่าครอบครัวจะยากจนหรือไม่ ขอแค่ผลการเรียนถึงเกณฑ์ก็สามารถได้รับทุนการศึกษาอย่างแน่นอน
สำหรับนักศึกษาที่ครอบครัวมีฐานะดี การได้รับทุนการศึกษามันคือเกียรติยศอย่างหนึ่ง
ส่วนนักศึกษาที่แต่เดิมได้รับเงินช่วยเหลืออยู่แล้ว ก็สามารถอาศัยความเพียรพยายามของตนเพื่อคว้าทุนการศึกษาอีกก้อนหนึ่งมาได้ แรงดึงดูดใจจึงมีไม่น้อย
ว่ากันว่าทุนการศึกษาที่จะให้นั้นมีจำนวนเงินค่อนข้างเยอะ
โดยอาจเทียบเคียงกับจำนวนเงินช่วยเหลือตลอดหนึ่งปีได้
เทียบกับเงินช่วยเหลือขั้นสูงหรือว่าขั้นต่ำที่สุด?
เงินช่วยเหลือมากสุดคือสองร้อยกว่าหยวน ต่ำสุดคือหกสิบหยวน ไม่ว่าจะเป็เงินเท่าไร อย่างไรนี่ก็ไม่ใช่เงินจำนวนน้อยๆ อยู่ดี
“บริษัทฮ่องกงพวกนี้จะรวยเกินไปแล้ว!”
“สามล้านหยวน บอกว่าอยากบริจาคก็บริจาคได้ง่ายๆ สินะ”
“หลังพวกเราเรียนจบ ได้เงินเดือนแค่ไม่กี่สิบหยวน จากนั้นเงินเดือนจะค่อยๆ เพิ่มขึ้นตามตำแหน่งงาน ต้องใช้เวลากี่ปีถึงจะสามารถเก็บเงินได้สามล้านหยวนกัน?”
“ต่อให้เดือนหนึ่งได้เงิน 200 หยวน ก็ต้องใช้เวลา 1,250 ปี”
“วิธีคิดของเธอผิดแล้ว เงินสามล้านเอาไปฝากธนาคารหนึ่งปีได้ดอกเบี้ยประมาณสองแสนกว่า แม่ฉันเอาเงินไปฝากประจำ ปีหนึ่งได้ดอกเบี้ย 8.28%”
แน่นอนว่าเงินเดือน 200 หยวนเป็การคิดอัตราเงินเดือนที่สูงกว่ามาตรฐาน เพราะไม่ว่าจะทำเช่นไรก็ไม่มีใครมีเงินเดือนเริ่มต้นอยู่ที่ 200 หยวน ถึงจะเรียนจบจากหัวชิงก็ตาม
การถกเถียงอย่างเร่าร้อนดับหมอดลงไปในพริบตา
ความร่ำรวยเช่นนี้ พวกเธอต้องใช้เวลาพันกว่าปีถึงจะทำสำเร็จ แต่เวลาทำงานในชีวิตคนคนหนึ่งกลับสั้นแค่ไม่กี่สิบปีเท่านั้น!
เดิมทีทุกคนต่างชื่นชมความใจกว้างของบริษัทจากฮ่องกง ทว่าพอคุยไปคุยมาบรรยากาศกลับเปลี่ยนไป
เซี่ยเสี่ยวหลานเห็นบรรยากาศดูอึมครึมก็อดพูดแทรกไม่ได้
“พวกเธอคิดแง่ร้ายเกินไปแล้ว เงินเดือนของพวกเราไม่มีทางได้แค่ไม่กี่สิบหยวนไปตลอดชีวิตหรอก แม้จะมีขีดจำกัดอยู่ที่ไม่กี่ร้อยหยวน แต่ประเทศกำลังทำการปฏิรูปเศรษฐกิจ อาจจะใช้เวลาอีกไม่กี่ปี เศรษฐกิจของเราก็จะไล่ตามฮ่องกงทัน! วันนี้บริษัทจากฮ่องกงบริจาคเงินให้หัวชิงสามล้าน อนาคตอาจจะเป็พวกเราที่บริจาคเงินสามสิบล้านให้มหาวิทยาลัยแม่ก็ได้ ทุกอย่างล้วนเป็ไปได้ทั้งนั้น!”
เงินเดือน 200 หยวนคือขีดจำกัดตามจินตนาการของชาวห้อง 307 แต่นักศึกษากลุ่มนี้จะเรียนจบจากหัวชิงในยุค 80 อีกทั้งยังเรียนด้านสถาปัตยกรรมและวิศวกรโยธา หากทุกคนทำอาชีพตรงตามสายที่เรียน ไม่ต้องใช้เวลาถึงสามสิบปี ประมาณ่ต้นสหัสวรรษใหม่ก็จะได้รับผลตอบแทนอย่างงดงามแล้ว
เงินสามล้าน บางคนสามารถทำเงินเดือนได้เท่านี้ด้วยซ้ำ
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเด็กสาวที่อยู่หอพักเดียวกับเซี่ยเสี่ยวหลาน อนาคตอาจจะมีคนทำธุรกิจอิสระก็เป็ได้
เซี่ยเสี่ยวหลานใช้สายตาของคนยุคหลังมองอนาคตของทุกคน เธอบอกว่าจะบริจาคเงินสามสิบล้านให้กับมหาวิทยาลัยแม่ ทำเอาชาวห้อง 307 คนอื่นๆ พากันขนหัวลุก
ปฏิกิริยาแรกของทุกคนคือ จะเป็ไปได้อย่างไร!
หยางหย่งหงกระแอมเล็กน้อย
“พวกเราเอาเงินเดือนไปเทียบกับบริษัทฮ่องกงไม่ได้ เพราะพวกเราเป็บุคคล เป็หนึ่งในฟันเฟืองของสังคมและเศรษฐกิจ เงินเดือนแค่พอใช้ก็พอแล้ว อย่างไรเสียงานของพวกเราก็มีความหมาย... พวกเธอคิดว่าเงินเดือน 200 หยวนน้อยไปหรือ? อนานคตถ้าฉันได้เงินเดือน 100 หยวน คงเลี้ยงครอบครัวได้ไม่มีปัญหาแน่นอน!”
เอาเงินเดือนเด็กจบใหม่ไปเทียบกับเงินบริจาคของบริษัทฮ่องกง ถ้าเช่นนั้นลองดูพวกเกษตรกรที่ต้องตรากตรำทำงานสิ การเป็นักศึกษาถือว่ามีความสุขมากแล้ว
ประเทศจัดสรรงานให้ มีเงินเดือนให้ทุกเดือน มีบ้านพักให้อาศัย สวัสดิการค่ารักษาพยาบาล สถานะข้าราชการ เมื่อเอาทุกสิ่งนี้มารวมกัน มันคือความมั่นคงและความสุขของชีวิต เป็สิ่งที่ไม่อาจเอาแค่จำนวนของเงินเดือนมาเปรียบเทียบได้
คำปลอบใจจากเซี่ยเสี่ยวหลาน ทุกคนฟังแล้วย่อมรู้สึกสะใจแต่มันไม่สมจริง
พี่ใหญ่อย่างหยางหย่งหงคือผู้ที่อยู่ในโลกแห่งความจริง คำพูดของเธอทำให้ทุกคนรู้สึกคาดหวังกับอนาคตของตัวเอง
“ว่าแต่เสี่ยวหลาน ฉันได้ยินว่าวันที่นักธุรกิจฮ่องกงมาบริจาคเงิน เธอไปเจอเขามาด้วยอย่างนั้นหรือ?”
เซี่ยเสี่ยวหลานรู้จักกับคนประหลาดบางพวก ตอนนี้แม้แต่นักธุรกิจชาวฮ่องกงเธอก็รู้จักด้วยหรือ? แถมยังไม่ใช่นักธุรกิจธรรมดา แต่เป็นักธุรกิจฮ่องกงที่บริจาคเงินทีเดียวสามล้านหยวน!
เซี่ยเสี่ยวหลานไม่รู้ว่าควรพูดความจริงดีหรือไม่ แต่จะโกหกทั้งหมดก็คงไม่ได้เช่นกัน
ในเมื่อซูจิ้งถาม เช่นนั้นก็แสดงว่ามีคนเห็นเธอไปเจอตู้เ้าฮุย หากโกหกแล้วถูกจับได้คงน่าขายหน้ามากทีเดียว อีกทั้งเธอรู้ดีว่าเหล่าเพื่อนร่วมหอนั้นยืนอยู่ข้างเธอเสมอ อธิบายให้รู้คร่าวๆ คงไม่เป็ไรสินะ เื่บางเื่ยิ่งปิดบัง เวลาความจริงถูกเปิดเผยจะยิ่งเข้าหน้ากันไม่ติด!
“ฉันไปเจอเขามาจริง เขาบอกว่าพ่อฉันทำงานอยู่ที่ฮ่องกง ถามฉันว่าอยากไปฮ่องกงไหม พวกเธอก็รู้ว่าพ่อแม่ฉันหย่ากันแล้ว นอกจากนี้ความสัมพันธ์ของฉันกับญาติฝั่งพ่อก็ไม่ค่อยดีเท่าไร รวมถึงตัวพ่อของฉันเองก็ด้วย อีกอย่างฉันก็ไม่คิดจะไปฮ่องกงเลยปฏิเสธความปรารถนาของนักธุรกิจฮ่องกงคนนั้นไปแล้วล่ะ”
ไปฮ่องกง!
แถมเสี่ยวหลานยังปฏิเสธอีกด้วย!
ซูจิ้งกะพริบตาปริบๆ ราวกับอยากซักไซ้ต่อ แต่เซี่ยเสี่ยวหลานกลับเงียบไปเสียก่อน
สาวน้อยคนนี้เหมือนคนที่มาจากครอบครัวชนบทเสียที่ไหน ต่อให้ทะเบียนบ้านอยู่ที่ชนบท แต่สถานภาพทางครอบครัวดูไม่ใช่เช่นนั้น แม่เปิดร้านขายเสื้อผ้า ส่วนพ่อทำงานอยู่ที่ฮ่องกง มีเงินใช้ไม่ขัดสน สถานะทางสังคมก็ไม่แย่เช่นกัน
เซี่ยเสี่ยวหลานไม่รู้ความคิดของซูจิ้งแม้แต่น้อย อย่างไรก็ตามชาวห้อง 307 ก็รับปากว่าจะไม่บอกเื่นี้กับคนอื่น
ความจริงเซี่ยเสี่ยวหลานไปหาหลิวหย่งมาแล้ว เื่ที่เซี่ยต้าจวินไปเป็ผู้คุ้มกันของตู้เ้าฮุย หลิวหย่งเองก็เพิ่งรู้เช่นกัน หลิวหย่งได้ยินข่าวนี้แล้วก็คิ้วขมวดจนเป็ปม เขาเป็แค่ผู้รับเหมาตัวเล็กๆ คงไม่มีทางได้พูดคุยกับคุณชายใหญ่ของเครือเชิงหรง แต่พอคิดว่าคนอย่างเซี่ยต้าจวินทะเยอทะยานได้ถึงเพียงนี้ จะให้หลิวหย่งดีใจก็คงแปลกน่ะสิ
หลิวหย่งไม่ได้อิจฉาเซี่ยต้าจวินแม้แต่น้อย
เป็ผู้คุ้มกันให้ทายาทเศรษฐีมันน่าอิจฉาตรงไหน!
หลิวหย่งแค่รู้สึกว่าตอนนั้นที่เซี่ยต้าจวินหายตัวไปนั้น นับว่าเป็สิ่งที่ดีที่สุดต่อน้องสาวและหลานสาวของเขา
ต่างคนต่างอยู่ ไม่ต้องรบกวนกันและกัน
ตอนนี้ไม่ว่าเซี่ยต้าจวินจะาเ็หรือร่ำรวยเงินทอง แต่การส่งคนมารับเสี่ยวหลานไปฮ่องกงด้วยเช่นนี้มันหมายความว่าอย่างไร?!
ตอนแรกเซี่ยต้าจวินไม่อยากได้ลูกสาว ดังนั้นในเมื่อคนตระกูลเซี่ยไม่รู้จักทะนุถนอม เขาก็จะดูแลเอง
ทว่าตอนนี้กลับมาเสียใจภายหลัง อยากรื้อฟื้นความสัมพันธ์ระหว่างพ่อลูกกับเสี่ยวหลาน... สัมพันธ์บ้าบออะไร ถ้าเป็พ่อที่รักลูกสาวจริง ตอนที่เสี่ยวหลานเอาหัวโขกกับเสานอนหมดสติอยู่บนเตียง เซี่ยต้าจวินอยู่ที่ไหนกันเล่า?
ตอนเธอถูกคนนินทาว่าร้าย เซี่ยต้าจวินไปมุดหัวอยู่ไหน?
ตอนเสี่ยวหลานกับหลิวเฟินน้องสาวเขาถูกคนตระกูลเซี่ยกลั่นแกล้ง ถ้าเซี่ยต้าจวินเป็ลูกผู้ชายจริงก็ควรพาลูกเมียย้ายออกจากบ้านเซี่ยเสีย ประเทศจัดสรรที่นาให้แล้ว ในเมื่อมีที่ทำกิน ขอแค่ขยันทำงานย่อมไม่มีวันอดตายอย่างแน่นอน!
หลิวหย่งดูแคลนเซี่ยต้าจวินเหลือเกิน เมื่อก่อนดูแคลนอย่างไร ปัจจุบันยิ่งรู้สึกรังเกียจเดียดฉันท์มากขึ้นเท่านั้น
เ้านี่ไม่ยอมหยุดใช่ไหม เห็นว่าตอนนี้ทำงานกับคุณชายใหญ่ตู้เลยทำอะไรตามใจชอบอย่างนั้นหรือ?
ช่างกล้าเสียจริงนะ อยากรับเสี่ยวหลานไปฮ่องกง เสี่ยวหลานจะตกลงได้อย่างไร!
หลิวหย่งรู้สึกว่า ช้าเร็วเขากับเซี่ยต้าจวินคงได้พบกันอย่างแน่นอน
ธุรกิจหลักของ ‘หย่วนฮุย’ อยู่ที่เผิงเฉิง เครือเชิงหรงเองก็ลงทุนที่นั่น แม้เมื่อก่อนจะไม่เคยข้องเกี่ยวกัน แต่ตอนนี้หลังรู้เื่แล้วยังจะหลบหน้าเซี่ยต้าจวินได้อีกหรือ
ถุย คนที่ไม่ควรมีหน้าไปเจอใครคือเซี่ยต้าจวินต่างหาก เขามีอะไรต้องกลัวกันเล่า
หลิวหย่งโยนก้นบุหรี่ลงพื้นแล้วใช้เท้าเหยียบ ก่อนจะเอ่ยกับกงหยาง “ตรุษจีนปีนี้คงต้องเหนื่อยหน่อยนะ พวกเรารับงานเพิ่มขึ้น เธอออกแบบให้เรียบร้อยเสีย หลังวันหยุดเราจะได้เริ่มลุยงานทันที!”
หย่วนฮุยสู้เครือเชิงหรงไม่ได้ก็จริง แต่เซี่ยต้าจวินเป็แค่ผู้คุ้มกันเท่านั้น หลิวหย่งไม่เชื่อว่าธุรกิจที่ตนสร้างมากับมือจะสู้เซี่ยต้าจวินไม่ได้!
